ประวัติ

เอฟเอ ยูธ คัพ : ปี 2015

เชลซีคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ ได้เป็นปีที่สองติดต่อกัน ด้วยการคว้าชัยชนะจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยสกอร์รวม 5-2 และเป็นครั้งที่ 4 ในช่วงเวลา 6 ฤดูกาล เป็นครั้งที่สองที่เชลซีคว้าแชมป์ได้สองสมัยติดกัน หลังจากที่เคยทำได้ในปี 1960 และ 1961

เดอะบลูส์เอาชนะในเกมนัดแรกมาได้ด้วยสกอร์ 3-1 และมาแข่งขันนัดที่สองกันต่อที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ แต่ฝ่ายทีมเยือนสามารถทำประตูได้ก่อน โดย เคเลชิ ฮีนาโช

แต่อีก 13 นาทีต่อมา อิซซี่ บราวน์ก็ทำประตูคืนได้โดยการโหม่งบอล ก่อนที่ แท็มมี่ อับราฮัม จะมาทำประตูปิดท้าย ส่งผลสกอร์สกอร์รวมทิ้งห่างถึง 3 ประตู และคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ

โจ เอ็ดเวิร์ด ผู้จัดการทีม U18 เปลี่ยนผู้เล่นจากในเกมนัดแรกหนึ่งคน ส่งเจเรมี่ โบก้า ลงมาแทนรูเบ็น แซมมัต โบก้าลงเล่นในตำแหน่งของหมายเลข 10 ยืนด้านหน้ากัปตันทีม ชาร์ลี โคลเก็ตต์ และ ชารืลี มูซอนด้า

โดมินิค โซลังเก้ลงเป็นหัวหอกโดยมีปีกข้างคืออับราฮัม และ บราวน์ ส่วนแนวรับทั้ง 5 คนยังคงใช้ชุดเดิมจากนัดแรก ที่แบรดลีย์ คอลลินส์ เป็นผู้รักษาประตู และมีแนวรับคือ โอลา ไอน่า, ฟิกาโยะ โทโมริ, เจค คล้าร์ก-ซอลเตอร์ และ เจย์ ดาซิลวา

แมนฯ ซิตี้เปลี่ยนผู้เล่นสองคนจากเกมนัดแรก ส่งมาร์คัส วู้ด และ ฮีนาโช ลงมาแทน มานูเอล การ์เซีย และ ไอแซ็ค บัคลี่-ริคเก็ตต์

เช่นเดียวกับเกมนัดแรก เกมเริ่มต้นได้อย่างมีชีวิตชีวามาก โดยมีประตูเกิดขึ้นถึง 2 ประตูในช่วง 20 นาทีแรก ซิตี้ทำประตูได้ก่อนจากการบุกตั้งแต่ครั้งแรก อารอน เนมาเน่ใช้ฝีเท้าของเขาลากบอลมาทางด้านขวา ก่อนจะโยนยาวไปให้ฮีนาโชซัดผ่านตัวคอลลินส์เข้าไปเต็มๆ

นักเตะรุ่นเยาว์ของเดอะบลูส์ตอบโต้กลับคืนได้อย่างรวดเร็วโดยการโยนบอลยาวเข้ากรอบได้หลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อโคลเก็ตต์เปิดลูกเตะมุมเข้ามาให้บราวน์โหม่งเข้าประตูไปได

ทั้งสองทีมมีโอกาสมากขึ้น เมื่อโบก้า ยิงไปติดบล็อกของโตซิน อะดาราเบียโย่ และหลังจากนั้น คอลลินส์ก็เซฟลูกโหม่งของฮีนาโชออกไปได้

ต่อมาฮีนาโชก็พยายามจะทำประตูจากคอลลินส์ให้ได้ ก่อนที่เซลิน่าจะยิงออกข้างไปจากระยะ 20 หลา

อีกด้านหนึ่ง โคลเก็ตต์ได้บอลจากอับราฮัมและพยายามจะยิงในระยะประชิด แต่ก็โดนบล็อกไว้ได้ และโซลังเก้มีโอกาสได้ยิง แต่ก็ยังไม่เข้ากรอบ จบครึ่งแรกเสมอกันไปก่อน 1-1

เดอะบลูส์ทำประตูขึ้นนำได้สำเร็จตั้งแต่นาทีแรกของครึ่งหลัง อับราฮัมยิงครั้งแรกไปติดเสา ก่อนที่ช่วงเวลาต่อมาเขาก็ยิงเข้าประตูไปได้สำเร็จ

โซลังเก้ได้บอลจากบราวน์และส่งต่อไปให้อับราฮัมซัดเข้าที่มุมบนของประตู ทำประตูที่ 39 ของเขาในฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ

ต่อมา อับราฮัมยิงข้ามคานไปจากมุมแคบ ก่อนที่คล้าร์ก-ซอลเตอร์จะโหม่งออกข้างไปนิดเดียวเท่านั้น

ซิตี้มีโอกาสยิงเข้าประตูเชลซีอีกครั้งในนาทีที่ 75 แต่ ลูกโหม่งของ บัคลีย์-ริคเก็ตต์ไม่นับเป็นประตูเนื่องจากไปผลักคล้าร์ก-ซอลเตอร์ก่อนหน้านั้น และฝ่ายเจ้าบ้านก็เป็นฝ่ายคุมเกมได้จนสิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลา

เอ็ดเวิร์ดและลูกทีมร่วมกันฉลองค่ำคืนที่น่าจดจำของอะคาเดมี่กันอย่างสนุกสนาน

ข่าวอื่นๆ