ประวัติ

เอฟเอ ยูธ คัพ 2016

แชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ สามปีติดต่อกัน และ แชมป์ 5 สมัยในช่วงเวลา 7 ปี อะคาเดมี่ของเชลซียังคงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในรายการนี้ รวมกับยูฟ่า ยูธ ลีกที่ได้มาในฤดูกาลนี้ และปีก่อนด้วย

ท่ามกลางพายุฝนในเกมรอบชิงชนะเลิศนัดที่สอง ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ทีม U18 ของเราก็ยังคงรักษาความมั่นใจ และเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้สำเร็จ

 

ดูยอน สเตอร์ลิ่ง ทำประตูเปิดเกมให้เชลซีในช่วงก่อนพักครึ่ง และหลังจากนั้นไม่นาน แท็มมี่ อับราฮัมก็มาทำประตูที่ 26 ของฤดูกาลนี้ได้อีก ทำให้เรานำห่างเป็นสองประตู

 

ฟิกาโย โทโมรีมาทำประตูสำคัญได้อีกประตู ทำให้เรานำห่างเป็น 3-0 ก่อนที่ซิตี้จะมาทำประตูคืนได้ แต่ก็ไม่พอ ส่งผลให้เชลซีเป็นฝ่ายชนะที่สกอร์ 3-1

 

เชลซีเปลี่ยนนักเตะจากเกมนัดแรกที่เสมอ 1-1 เพียงคนเดียว โจ เอ็ดเวิร์ดสามารถส่งอับราฮัมลงสนามได้อีกครั้ง หลังจากที่พลาดเกมวันศุกร์ไปเพราะบาดเจ็บ เขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีมในฤดูกาลนี้

 

เชลซีเริ่มต้นเกมอย่างสดใส ได้ฟรีคิกในช่วงต้นเกมสองครั้ง ซึ่งทั้งสองครั้งรับหน้าที่ยิงฟรีคิกโดยเมสัน เมาท์ แต่ก็ยังทำอะไรประตูทีมเยือนไม่ได้มากนัก

 

เมื่อเกมเริ่มมาถึงนาทีที่ 10 ทีมเชลซีเริ่มเล่นกันเข้าขามากขึ้น เจย์ ดาซิลว่ และไอแซ็ค คริสตี้-เดวี่ย์สพยายามบุกจากด้านข้าง แต่โชคร้ายที่ส่งเข้ากลางไมได้

 

เชลซีทำได้ดีในการดันเกมฝั่งซ้าย แต่ในนาทีที่ 19 สเตอร์ลิ่งวิ่งทะลุแนวรับของซิตี้ได้เป็นครั้งแรก บอลถูกโยนเข้ากลางไปให้อับราฮัม แต่ลูกยิงของเขาพุ่งออกข้างไป

 

การปะทะกันในสนามทำให้เจสัน วิลค็อกซ์บอสของทีมเยือนต้องเปลี่ยนตัวก่อน ส่งมาร์คัส วู้ดลงมาแทนโจเอล ลาติบัวดิเยร์ หลังจากเปลี่ยนตัวไม่นาน ซิตี้ก็บุกเข้ามาหาเราได้เป็นครั้งแรก แต่ดาซิลวาวิ่งเข้ามาสไลด์บล็อคได้ทัน

 

มัคห์ตาร์ อาลีเป็นคนแรกในเกมที่โดนใบเหลือง หลังจากที่เข้าสกัดฝ่ายตรงข้ามล้มลง ขณะที่ทีมเยือนก็บุกเข้ามาได้มากขึ้นจากแดนกลาง

 

นาทีที่ 41 แท็มมี่ อับราฮัมตวัดบอลไปให้เมาท์หลุดเข้าไปยิงจากด้านซ้าย บอลผ่านตัวผู้รักษาประตูไปได้ แต่โชคร้ายที่พุ่งเลยเสาสองไปนิดเดียว ดาซิลวา และอาลีพยายามดันเกมอย่างต่อเนื่อง และเมาท์ก็มายิงออกข้างอีกครั้ง

 

ช่วง 5 นาทีสุดท้ายของครึ่งแรกเชลซีมาได้ประตูสำเร็จ เมื่อสเตอร์ลิ่งจบสกอร์แบบโล่งๆ ด้วยโอกาสที่สร้างขึ้นด้วยตัวเอง หลังจากที่เขาหลอกตัวประกบให้หลงทาง ก่อนจะวิ่งอย่างรวดเร็วไปยิงลูกที่อาลีจ่ายขึ้นมาให้เข้าไปแบบโล่งๆ

หลังเริ่มครึ่งหลังไม่นาน ทั้งสองฝั่งต่างก็บุกกันเต็มที่โดยอับราฮัมมีโอกาสได้ยิงแต่ออกข้างไปจากจังหวะที่โดนสกัด ซิตี้พาบอลเข้าประตูได้จากอารอน เนมาเน่ ในนาทีที่ 51 แต่ล้ำหน้าไปก่อน

 

สามนาทีต่อมา อับราฮัมมาโหม่งลูกเปิดของคริสตี้-เดวี่ยส์ เข้าประตูไปได้สำเร็จ ทำให้สกอร์กลายเป็น 2-0

 

เชลซีมาได้ฟรีคิกในเวลาต่อมา เมาท์เปิดบอลเข้ากลางอย่างเหมาะเหม็งให้โทโมรี่โหม่งบอลเข้าประตูไปเต็มๆ ดับฝันทีมเยือนลงไปทันที

ซิตี้ทำประตูตีตื้นได้ในช่วง 5 นาทีสุดท้ายจากบราฮิม ดิอาซ แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะหยุดการฉลองของแฟนบอลเชลซีแล้ว

 

นอกจากที่ทีมจะประสบความสำเร็จแล้ว ยังมีความสำเร็จของสองนักเตะที่โดดเด่นอีก นั่นคือเจ๊ค คล้าร์ก-ซอลเตอร์ และเจย์ ดาซิลวา ที่คว้าแชมป์รายการนี้มาได้แล้วทั้งหมด 3 สมัย เท่ากับสถิติของวิลฟ์ แม็คกินเนสส์, บ็อบบี้ ชาร์ลตั้น, ดุนแดน เอ็ดเวิร์ด, โทนี่ ฮอว์คเวิร์ท และเอ็ดดี้ โคลแมนจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงทศวรรษ 1950

 

มีเพียงแมนฯ ยูไนเต็ดเท่านั้นที่คว้าแชมป์รายการนี้ได้มากกว่า เชลซีขยับเข้าไปอยู่อันดับรองจากพวกเขาอยู่ 10 นัด และมีสถิติคว้าแชมปยูธ คัพได้เท่ากับอาร์เซนอลที่ 7 ครั้ง

 

เชลซี (4-2-3-1) : เนธาน แบ็กซ์เตอร์, เทรฟโวห์ ชาโลบาห์ (จอช แกรนท์ น.77), เจ๊ค คล้าร์ก-ซอลเตอร์ (c), ฟิกาโย่ โทโมรี, เจย์ ดาซิลวา, รูเบ็น แซมมุต, มัคห์ตาร์ อาลี, ดูยอน สเตอร์ลิ่ง (อิเค อั๊กโบ น.83), เมสัน เมาท์, ไอแซ็ค คริสตี้-เดวี่ย์ส (เจค็อบ แมดด็อกซ์ น.64), แท็มมี่ อับราฮัม

ผู้เล่นสำรองที่ไม่ได้ลงสนาม : แจเร็ด ท็อมป์สัน, ชาร์ลี เวคฟิลด์

ผู้ทำประตู : สเตอร์ลิ่ง น.45+1, อับราฮัม น.54, โทโมรี น.73

ใบเหลือง มัคห์ตาร์ อาลี น.38

 

แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : แดเนียล กริมชอว์, ชาร์ลี โอลิเวอร์, คาเมรอน ฮัมฟรีย์-แกรนท์, โทซิน อดาราเบียโย่ (c) (เดเล่-บาชิรู น.76) โจเอล ลาติบัวดิเยร์ (มาร์คัส วู้ด น.25), ร็อดนีย์ คองโกโล่, เจค็อบ ดาเวนพอร์ท, บราฮิม, บัคลีย์, เอ็นเมชา, เนมาเน่ (ซานโช่ น.64)

ผู้เล่นสำรองที่ไม่ได้ลงสนาม : ฮ็อก, มานู การ์เซีย

ผู้ทำประตู : ดิอาซ น.88

 

กรรมการ : พอล เธียร์นี่

ผู้เข้าชมในสนาม : 8,530

ข่าวอื่นๆ