เกมล่าสุด

รายงานผล

รายงานผล

รายงานผลซูเปอร์คัพ : ลิเวอร์พูล 2 เชลซี 2 (จุดโทษ 5-4)

เหมือนอย่างเกมที่ปรากเมื่อหกปีก่อน เกมเสมอกัน 2-2 แล้วต่อด้วยการดวลจุดโทษ และความพ่ายแพ้หมายความว่าถ้วยซูเปอร์คัพปีนี้ไม่ใช่ของเชลซี

แม้จุดโทษลูกตัดสินของแทมมี่ อับราฮัมจะไปติดเซฟ แต่สไตรค์เกอร์หนุ่มรายนี้คือผู้ช่วยให้เราตีเสมอได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ หลังโดนอาเดรียนทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษ และจอร์จินโญ่รับหน้าที่สังหารเข้าประตูไป

ซาดิโอ มาเน่ยิงได้ในช่วงต้นครึ่งหลัง และในช่วงครึ่งแรกของการต่อเวลาพิเศษ ทำให้ประตูของชิรูด์จากต้นเกมนั้นหมดค่าไป

ช่วงเวลาการแข่งขันสองชั่วโมงไม่ได้เป็นเกมที่มีความต่างระหว่างสองฝั่งมากนัก เชลซีทำได้ดีตั้งแต่เริ่มเกมและสมควรได้ประตูนำในนาที 36 เมื่อชิรูด์ได้บอลจากคริสเตียน พูลิซิชแล้วจบสกอร์อย่างใจเย็นเข้าประตูไป

นักเตะชาวอเมริกันของเรามีโอกาสพาบอลเข้าไปนอนในตาข่ายได้ แต่โชคร้ายที่ล้ำหน้าไปก่อน หลังจากนั้นฝั่งหงส์แดงมายิงตีเสมอได้ในช่วงหลังพักครึ่ง เมื่อซาเน่ยิงจากนอกกรอบเข้าประตู

ก่อนต่อเวลาพิเศษ เกปามีจังหวะโชว์ดับเบิ้ลเซฟได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนที่เมสัน เมาท์จะได้โอกาสยิงประตู แต่ก็ยังล้ำหน้าไปก่อนอีกครั้ง

มาเน่ทำประตูให้ลิเวอร์พูลพลิกกลับไปนำได้สำเร็จ แต่จอร์จินโญ่ก็มารับหน้าที่ยิงจุดโทษเข้าไปแบบไม่มีพลาด สกอร์กลับมาเป็นเสมอกันอีกครั้งและต้องตัดสินกันที่การดวลจุดโทษ และเป็นลิเวอร์พูลที่คว้าแชมป์ไปครอง

ไฮไลท์ : เชลซี พบ ลิเวอร์พูล - ซูเปอร์คัพ (สนามกลาง)

ถือเป็นผลงานที่น่าประทับใจของเชลซีที่แสดงให้เห็นว่าแฟรงค์ แลมพาร์ดและลูกทีมกำลังเดินทางไปในทิศทางที่ถูก

ครึ่งแรก
นาที 10 – เกปาต้องเจองานเซฟติดกันถึงสองครั้ง ขณะที่พูลิซิชเริ่มต้นได้ดี แต่ยังไม่มีจังหวะเข้าทำมากนัก
นาที 22 – เปโดรได้โอกาสยิงครั้งแรก บอลผ่านมืออาเดรียนไปติดคาน
นาที 34 – โควาซิชและเปโดรเล่นประสานกันขึ้นมาแล้วลุ้นประตู แต่อาเดรียนป้องกันเอาไว้ได้
นาที 36 – พูลิซิชวางบอลอย่างเหมาะเหม็งให้ชิรูด์ยิงนิ่มๆ เข้าไปตุงตาข่าย เชลซีออกนำก่อน 1-0

โอลิวิเยร์ ชิรูด์ยิงประตูแรกภายใต้การคุมทีมของแฟรงค์ แลมพาร์ด

นาที 39 – พูลิซิชยิงเข้าประตูได้สำเร็จ แต่ดันล้ำหน้าไปก่อน
จบครึ่งแรกเป็นเชลซีที่ออกนำได้ก่อน

ครึ่งหลัง
นาที 47 – มาเน่ยิงตีเสมอให้ลิเวอร์พูลได้สำเร็จ ไล่ตามมาเป็น 1-1
นาที 50 – เอเมอร์สันหลบการสกัดบอลของโกเมซได้สำเร็จแล้วไหลบอลต่อไปให้ชิรูด์ยิงแบบจ่อๆ แต่บอลออกข้าง
นาที 73 – เชลซีส่งเมาท์และอับราฮัมลงมาแทนพูลิซิชและชิรูด์
นาที 75 – เกปาโชว์ซูเปอร์เซฟได้อย่างเหลือเชื่อ

เกปาทำได้ดีตลอดทั้งเกม

นาที 82 – ฟาน ไดจ์คบล็อคลูกยิงของเปโดรได้อย่างเหนียวแน่น
นาที 83 – เมสัน เมาท์พาบอลไปนอนในตาข่ายได้สำเร็จ แต่ก็ล้ำหน้าไปก่อนอีก
นาที 84 – ฟิกาโย โทโมรีลงมาแทนแอนเดรียส คริสเตนเซ่น
จบช่วงเวลา 90 นาที เกมเสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษ

พูลิซิชกับความผิดหวังที่ไม่ได้ประตู

ช่วงต่อเวลาพิเศษ
นาที 95 – มาเน่ยิงประตูให้ลิเวอร์พูลนำ 2-1
นาที 99 – อาเดรียนทำฟาวล์อับราฮัมในกรอบ เชลซีได้จุดโทษ และเป็นจอร์จินโญ่ที่ซัลโวเข้าประตูไม่มีเหลือ ตามตีเสมอสำเร็จ 2-2
นาที 101 – เชลซีส่งบาร์คลี่ย์ลงมาแทนโควาซิช
นาที 105 – อับราฮัมเกือบซัดประตูที่สามให้เชลซี แต่บอลดันออกข้าง
นาที 115 – เมสัน เมาท์ได้โอกาสยิง แต่อาเดรียนพุ่งเหยียดสุดตัวเซฟเอาไว้ได้ ต่อมาเปโดรยิงหลุดกรอบผ่านเสาไปอีก

หมดเวลากลายเป็นต้องไปตัดสินที่การดวลจุดโทษ

จอร์จินโญ่ยิงจุดโทษให้เราตีเสมอ 2-2

เก้าประตูแรกของการดวลจุดโทษเข้าประตูทั้งหมด ก่อนที่อับราฮัมจะยิงเรียดไปติดขาของอาเดรียน ทำให้เกมนี้ไม่ใช่เกมของเรา...

เชลซี (4-3-3) : เกปา, อัซปิลิเกวต้า (c), ซูม่า, คริสเตนเซ่น (โทโมรี น.84), เอเมอร์สัน, ก็องเต้, จอร์จินโญ่, โควาซิช (บาร์คลี่ย์ น.101), เปโดร, ชิรูด์ (อับราฮัม น.73), พูลิซิช (เมสัน เมาท์ น.73)
สำรองไม่ได้ลงสนาม : กาบาเยโร่, รูดิเกอร์, อลอนโซ่, ซัปปาคอสต้า, กิลมัวร์, เคเนดี้, วิลเลี่ยน, บัตชูอายี่, อับราฮัม
ผู้ทำประตู : ชิรูด์ น.36, จอร์จินโญ่ (จุดโทษ) น.99
ใบเหลือง : อัซปิลิเกวต้า น.79

ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน, โกเมซ, มาติป, ฟาน ไดจ์ค, โรเบิร์ตสัน (อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ช่วงต่อเวลา), มิลเนอร์ (ไวจ์นัลดุม น.64), ฟาบินโญ่, เฮ็นเดอร์สัน (c), ซาลาห์, มาเน่ (โอริกิ น.103), อ็อกซ์เลด-แชมเบอเลน (เฟอร์มิโน่ พักครึ่ง)
สำรองไม่ได้ลงสนาม : โลเนอร์แกน, เคลเลอร์, ฮูเฟร์, เอลเลียต, ชากิรี่, บริวสเตอร์
ผู้ทำประตู : มาเน่ น.48 และ น.95
ใบเหลือง : เฮ็นเดอร์สัน น.85, อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ น.107

ผู้ยิงจุดโทษ : เฟอร์มิโน่ เข้า (1-0), จอร์จินโญ่ เข้า (1-1), ฟาบินโญ่ เข้า (2-1), บาร์คลี่ย์ เข้า (2-2), โอริกิ เข้า (3-2), เมาท์ เข้า (3-3), อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เข้า (4-3), เอเมอร์สัน (4-4), ซาลาห์ (5-4), อับราฮัม ติดเซฟ (5-4)

กรรมการ : สเตฟานี่ แฟร็พพาร์ต จากฝรั่งเศส

ข่าวอื่นๆ