เกมล่าสุด

รายงานผล

รายงานผล

รายงานการแข่งขัน: สิงห์บลูส์ บุกพังปราสาท 3-2 ทะยานขึ้นที่ 3

พวกเราเป็นฝ่ายคว้าชัยจากการแข่งขันที่เปี่ยมไปด้วยแอ็คชั่น ณ เซลเฮิสร์ตส์ พาร์ค โดยมี 5 ประตูเกิดขึ้น ระหว่างเชลซี และคริสตัล พาเลซ

พวกเราเป็นฝ่ายได้ประตูนำอย่างรวดเร็วเมื่อ แกรี่ เคฮิลล์ มีอาการบาดเจ็บทำให้ วิลเลี่ยน หลุดไปทางขวาก่อนครอสบอลให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ซัดเข้าไปไม่เหลือ

หลังจากนั้นเรามาได้ประตูหนีห่าง 2-0 ในเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงแรก และเป็น วิลเลี่ยน คนดีคนเดิมที่ผ่านบอลให้ คริสเตียน พูลิซิช เอาชนะตัวประกบก่อนตะบันสู่เสาใกล้ตุงตาข่าย อย่างไรก็ตาม พาเลซ ทวงคืนได้หนึ่งลูกก่อนพักครึ่งเวลาในจังหวะที่ ซาฮา ยิงประตูสุดสวยจากระยะไกลทำให้ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า หมดสิทธิ์เซฟ

เมื่อผ่านครึ่งหลังไปครึ่งทาง เชลซี มาได้ประตูหนีเป็นสองลูกอีกครั้งในจังหวะที่ รูเบน ลอฟตัส-ชีค และแทมมี่ อับราฮัม ประสานงานกัน ก่อนหัวหอกร่างโย่งจบสกอร์อย่างเยือกเย็น แต่ ดิ อีเกิ้ลส์ ก็ตอบโต้ไล่มาเป็น 3-2 ได้ทันทีจาก คริสเตียน เบนเทเก้

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เจ้าบ้านโหมบุกกดดันใส่อย่างหนัก แต่ความยอดเยี่ยมของ เกปา และ เคิร์ต ซูม่า ช่วยให้ทีมเก็บ 3 คะแนนล้ำค่ากลับบ้านได้

อับราฮัมในจังหวะยิงประตูชัย

นาทีต่อนาที - ครึ่งแรก

นาทีที่ 2 - เจ้าบ้านมีลุ้นทำประตูก่อนในจังหวะออกมาเตะบอลนอกกรอบเขตโทษของ เกปา ซึ่งไปเข้าทางแมคอาเธอร์ที่ได้ยิงสวนโล่ง ๆ แต่หลุดกรอบออกไป

นาทีที่ 6 - สิงห์บลูส์ มาได้ประตูขึ้นนำในจังหวะที่ เคฮิลล์ สปีดตามวิลเลี่ยนแล้วมีอาการบาดเจ็บทำให้ปีกหัวฟูหลุดเข้าเขตโทษด้านขวา ก่อนตบเข้าในมาให้ ชิรูด์ ได้ยิงแบบไม่ต้องจับตุงตาข่าย สำหรับอดีตกองหลังเล่นต่อไม่ไหว รอย ฮอดจ์สัน เปลี่ยนเอา มามาดู ซาโก้ ลงสนามมาแทน

ชิรูด์ ซัดประตูเบิกร่องของเกม

นาทีที่ 10 - จังหวะเตะมุมทางฝั่งขวาของพวกเรา วิลเลี่ยน อาสาโยนเข้ามาตรงกลางเขตโทษ ต้องชม เคิร์ต ซูม่า ที่สลัดการประกบของ แดนน์ ได้โหม่งบอลลงพื้นแต่ยังไม่ตรงกรอบ

นาทีที่ 20 - 'ปราสาทเรือนแก้ว' พยายามตอบโต้และได้ทำเกมรุกขึ้นมาบ้าง แต่แนวรับของพวกเรายังแน่นอน ป้องกันเอาไว้ได้ทั้งหมด

ซูม่า กับจังหวะลุ้นโขกประตู

นาทีที่ 27 - "สิงโตน้ำเงินคราม" ได้ประตูหนีห่างในจังหวะการเล่นเกมสวนกลับ เป็น วิลเลี่ยน ที่พาบอลมาจากบริเวณกลางสนาม แล้วทำชิ่งกับ ชิรูด์ จากนั้นไหลไปทางเขตโทษฝั่งซ้ายให้ พูลิซิช กระชากหนี วอร์ด แล้วยิงยัดเสาแรกเข้าไปอย่างสวยงาม เชลซีนำ 2-0 แล้ว!

นาทีที่ 32 - พวกเรายังเล่นได้อย่างคึกคักและใช้การเคาเตอร์แอทแทคเล่นงานเจ้าบ้าน คราวนี้ พูลิซิช ลากบอลเข้าหาเขตโทษหนีการสกัดของ ซาโก้ ก่อนฝากบอลไปทางซ้ายให้ วิลเลี่ยน ที่เติมขึ้นมายิงแต่นายด่านเจ้าบ้านยังปัดออกไปได้อย่างหวุดหวิด

พูลิซิช ยิงให้ทีมหนีไปเป็น 2-0

นาทีที่ 35 - คริสตัล พาเลซ ไม่ยอมง่าย ๆ และได้ประตูตีไข่แตกโดยต้องชมความยอดเยี่ยมของ วิลเฟร็ด ซาฮา ที่ได้ตั้งป้อมยิงจากระยะประมาณ 30 กว่าหลา ก่อนอัดเต็มข้อด้วยเท้าขวาบอลพุ่งเสียบตาข่าย เกปา พยายามบินปัดแล้วแต่ไปไม่ถึง

นาทีที่ 45+2 - ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ "ดิ อีเกิ้ลส์" ได้โอกาสจากฟรีคิกเป็น มิลิโวเยวิช ที่โยนเข้ามาถึง เบนเทเก้ ได้โหม่งเต็ม ๆ แต่ทิศทางยังตรงตัว เกปา รับเอาไว้ได้ไม่ยาก

 

นาทีต่อนาที - ครึ่งหลัง

นาทีที่ 48 - บิลลี่ กิลมอร์ ที่วันนี้ได้โอกาสลงเล่นแทน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ตัดบอลได้บริเวณกลางสนาม ก่อนออกไปให้ บาร์คลี่ย์ ได้ลองสับด้วยเท้าซ้ายแต่หลุดออกหลัง

นาทีที่ 54 - เชลซีฉวยโอกาสเล่นฟรีคิกเร็ว บอลไปถึง เจมส์ ที่ได้ลองโยนมาจากริมเส้นฝั่งขวา บอลลอยมาถึง ชิรูด์ เทคตัวขึ้นโหม่งแต่เหินข้ามคานออกไปนิดเดียว

เจมส์ ดวลฝีเท้ากับ ฟาน อานโฮลท์ อดีตฟูลแบ็คของสิงห์บลูส์

นาทีที่ 65 - แฟรงค์ แลมพาร์ด ปรับหมากเปลี่ยนนักเตะสองคน โดยให้ รูเบน ลอฟตัส-ชีค กับ แทมมี่ อับราฮัม ลงมาเล่นแทน รอสส์ บาร์คลี่ย์ และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

นาทีที่ 71 - "สิงห์บลูส์" มาได้ประตูที่สาม จากการประสานงานของสองตัวสำรองที่เพิ่งลงมา โดย ลอฟตัส-ชีค อ่านจังหวะเฉียบขาดจ่ายทะลุช่องเข้าเขตโทษให้ อับราฮัม ยิงด้วยขวาตุงตาข่าย เป็นประตูแรกของเขาตั้งแต่เดือนมกราคม

นาทีที่ 72 - ผ่านไปเพียงแค่หนึ่งนาที เจ้าบ้านยิงไล่ขึ้นมาได้อีกรอบในจังหวะที่ ฟาน อานโฮลท์ พาบอลไปสุดเส้นหลังแล้วหักเข้ากลางต่อให้ เบนเทเก้ ยิงจากระยะเผาขนตุงตาข่าย

อับราฮัม ฉลองประตูที่ 3 ของทีม

นาทีที่ 80 - เกมดำเนินมาถึงช่วงท้าย เชลซี ยังครองบอลเอาไว้ได้ โดยแฟรงค์ แลมพาร์ด ขยับอีกรอบ ส่ง จอร์จินโญ่ ลงมาบัญชาเกมแทน กิลมอร์

นาทีที่ 86 - วิลเลี่ยน ที่เกมนี้แอสซิสต์ไปแล้ว 2 ประตู ได้โอกาสพาบอลแหวกแนวรับคู่แข่งเข้าหากรอบเขตโทษ ก่อนออกไปให้ เมาท์ ได้ยิงจากระยะประมาณ 18 หลา แต่ กูเอต้า ยังยอดเยี่ยมล้มตัวปัดออกไปได้

นาทีที่ 89 - แทมมี่ ได้โอกาสทองในจังหวะที่บอลจาก วิลเลี่ยน ซึ่งจ่ายไปติด วอร์ด หลุดมาเข้าทางปืนของเขา แต่กองหน้าดาวรุ่งซัดแป๊กออกหลังไปไกล

นาทีที่ 90+6 - คริสตัล พาเลซ บุกแบบไม่ลืมหูลืมตาเข้ามาในกรอบเขตโทษของเรา ต้องชม เกปา ที่โชว์ซูเปอร์เซฟปัดปลายมือทำให้ลูกโหม่งของ สก็อตต์ แดนน์ เปลี่ยนทางไปชนเสา จากนั้นจังหวะที่ เบนเทเก้ กำลังง้างเท้าแต่ ซูม่า ปรี่เข้ามาเสียบเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม จบเกม "สิงห์บลูส์" ในชุดเยือนใหม่ Arctic Blue เก็บ 3 คะแนนสำคัญ ทะยานขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 3 ชั่วคราว

นักเตะเชลซี เข้ามาดูอาการของ เคฮิลล์ หลังได้รับบาดเจ็บ

การจัดทัพ

แลมพาร์ด เปลี่ยนหนึ่งตำแหน่งจาก 11 ตัวจริงที่เอาชนะวัตฟอร์ดในนัดที่แล้ว โดย เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มีอาการบาดเจ็บบริเวณแฮมสตริง ทำให้ บิลลี่ กิลมอร์ ได้รับโอกาสลงสนาม ถือเป็นการสตาร์ตตัวจริงในพรีเมียร์ ลีกนัดที่สองของเขา และเป็นการลงตัวจริงครั้งที่สองตั้งแต่ฟุตบอลกลับมาแข่งขันเมื่อเดือนที่แล้ว

ชิรูด์ ร้อนเป็นไฟ

ผลงานการถล่มประตูของ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ยังคงดำเนินต่อไป โดยประตูเบิกร่องในเกมนี้ถือเป็นลูกที่ 5 จากการลงสนามในพรีเมียร์ ลีก 8 นัดหลังสุดของเขา

ตัวเลขนี้ถือว่าแตกต่างกับ 3 ประตูที่เขาทำได้ใน 38 เกมก่อนหน้านั้นในศึกพรีเมียร์ ลีก

สถิตินี้เริ่มต้นจากเดือนกุมภาพันธ์ตอนที่เขายิงประตูช่วยให้ทีมเอาชนะท็อตแน่ม และยิงได้อีกลูกในแมตช์สุดท้ายก่อนการล็อคดาวน์ โดยทีมไล่ถล่มเอฟเวอร์ตันไปด้วยสกอร์ 4-0

ชิรูด์ สานผลงานดังกล่าวเมื่อฟุตบอลกลับมาแข่งขันโดยยิงประตูชัยใส่แอสตัน วิลล่า, บวกเม็ดแรกในเกมกับวัตฟอร์ด ก่อนจะยิงให้เราขึ้นนำที่เซลเฮิร์สต์ พาร์ค

ชิรูด์ ฉลองประตูเบิกร่อง

ขึ้นที่ 3 แล้ว

ชัยชนะนัดนี้ทำให้พวกเราขยับขึ้นมาหนึ่งอันดับในตารางพรีเมียร์ ลีก โดยทำแต้มแซงหน้าเลสเตอร์ ซิตี้ไป 1 คะแนน หลังจากทาง 'จิ้งจอกสีน้ำเงิน' บุกเสมอกับอาร์เซนอล 1-1

เชลซี (4-3-3): เกปา, เจมส์, ซูม่า, คริสเตนเซ่น, อัซปิลิเกวต้า (c); เมาท์, กิลมอร์, (จอร์จินโญ่ 80) บาร์คลี่ย์ (ลอฟตัส-ชีค 65); วิลเลี่ยน, ชิรูด์ (อับราฮัม 65), พูลิซิช

ตัวสำรองไม่ได้ลงสนาม: กาบาเยโร่, รูดิเกอร์, อลอนโซ่, เปโดร, ฮัดสัน-โอดอย, บัตซูอายี่

ผู้ทำประตู: ชิรูด์ 6, พูลิซิช 28, อับราฮัม 71

คริสตัล พาเลซ (4-1-4-1): กูเอต้า; วอร์ด, แดนน์, เคฮิลล์ (ซาโก้ 6), ฟาน อานโฮลท์; มิลิโวเยวิช (c) (เมเยอร์ 88); อายิว (ทาวน์เซนด์ 81), แมคอาเธอร์ (แมคคาร์ธีย์ 81), คูยาเต้, ซาฮา; เบนเทเก้

ตัวสำรองไม่ได้ลงสนาม: เฮนเนสซีย์, วูดส์, มิตเชลล์, ปิเอร์ริก, รีเดวาลด์

ผู้ทำประตู: ซาฮา 35, เบนเทเก้ 72

ใบเหลือง: มิลิโวเยวิช 37

ผู้ตัดสิน: เดวิด คูต

ข่าวอื่นๆ