รายงานผล

รายงานผลถ้วยเยาวชน : อาร์เซนอล 0 เชลซี 4 (สกอร์รวม 1-7)

ทีมเชลซีชุด U18 คว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ ได้เป็นสมัยที่ 5 ติดต่อกัน หลังเก็บความได้เปรียบจากนัดแรกมาชนะอาร์เซนอลได้ด้วยสกอร์รวม 7-1 ในรอบชิงชนะเลิศ

ทั้งสองทีมมีความสำเร็จในรายการที่มีอายุ 65 ปีในช่วงประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษรุ่นเยาว์ โดยเชลซีคว้าชัยได้ในช่วง 7 ปีจาก 9 ปีที่ผ่านมา ครั้งล่าสุดที่คว้าแชมป์คือครั้งที่ชนะโดยเสียเพียงประตูเดียวตลอดทั้งการแข่งขัน และการทำประตูโทนในสแตมฟอร์ด บริดจ์ของฝั่งอาร์เซนอลทำให้พวกเขามีความหวังอยู่ในเกมนัดที่สอง

อย่างไรก็ตาม การพักอกแล้วจบสกอร์ของบิลลี่ กิลมัวร์และลูกฮาล์ฟ-วอลเลย์ช่วงต้นเกมที่เอมิเรตส์จบความตึงเครียดในเกมนี้ได้เลย สามประตูในช่วงเวลา 20 นาทีต่อมาก็ยิ่งทำให้ทีมสบายขึ้นเยอะ คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ทำสองประตูได้ทั้ในแต่ละช่วงเวลาของเกมและอีกประตูจากติโน่ อันจอริน

หมายความว่าเชลซีได้ฉลองแชมป์ที่บ้านของคู่แข่งร่วมเมือง ชัยชนะจากทั้งสองนัดทำให้เราเป็นแชมป์ถ้วยเยาวชนได้อีกครั้ง

มอร์ริสเปลี่ยนนักเตะสามคนจากนัดแรกที่แข่งก่อนหน้านั้น 72 ชั่วโมง โดยทั้งสามตัวสำรองที่ถูกใช้ในเกมวันศุกร์นั้นได้มาลงเป็นตัวจริง ไดชอว์น เรดั้นลงเป็นหัวหอกให้กับทีม หลังจากที่ยิงประตูช่วยให้เรามีสกอร์นำห่าง 2 ประตู ขณะที่ฮวน คาสติลโล่ และดูชอน สเตอร์ลิ่งกลับมาลงเล่นในตำแหน่งวิงแบ็ค และเชลซีเปลี่ยนจากแบ็คโฟร์มาเป็นแบ็คทรี

รีซ เจมส์, มาร์ก กุยฮาย และจอน ปานโซลงเป็นกองหลังที่แข็งแกร่งเบื้องหน้าเจมี่ คุมมิ่ง ขณะที่คอนอร์ กาลาเกอร์ และกิลมัวร์ลงคู่กันในแดนมิดฟิลด์ จอร์จ แม็คคาแครนลงเป็นตัวจริง ร่วมกับคัลลัม ฮัดสัน-โอดอย คอยสนับสนุนเรดั้น

ฝั่งอาร์เซนอลเปลี่ยนผู้เล่นสองคนจากเกมก่อนหน้า เริ่มเกมมาบูกาโย่ ซาก้ามีโอกาสยิงประตูแต่ยังไม่ดีนักทำให้คุมมิ่งเซฟได้ง่ายๆ

นาทีที่ 11 เชลซีก็มาได้ประตูเปิดเกมจากจังหวะที่คาสติลโล่โยนยาวเข้าไปให้กิลมัวร์พักอกก่อนจะปั่นข้ามโชโอ เวอร์จิเนียเข้าประตูไป

เวอร์จิเนียต้องเจองานหนักต่อเนื่อง เมื่อคาสติลโล่ปั่นเลียดพื้นมาหวังจะทำประตู แต่เขาก็เซฟไว้ได้

อาร์เซนอลปรับเกมรับให้หนาแน่นขึ้นทันทีหลังเสียประตูแรก ขณะเดียวกันก็เร่งเกมรุกอย่างหนักเพื่อตามเกมให้ทัน แดนนี่ บาลลาร์ด กัปตันทีมมีโอกาสโหม่งลุ้นประตูแต่บอลก็กระดอนออกข้างไป ต่อมาซาเวียร์ อเมชิเข้ามาในกรอบได้ แต่คาสติลโล่ก็เข้าปะทะแล้วเคลียร์ออกไปได้

ฮัดสัน-โอดอยไล่ล่าประตูเพิ่มเพื่อที่จะเป็นดาวซัลโวสูงสุดของรายการ เขายิงไปติดเซฟของเวอร์จิเนียหลังประสานงานมากับสเตอร์ลิ่งที่แดนขวา ขณะที่โอมินิค ทอมป์สันก็มาบล็อคลูกยิงของเขาได้อีกในช่วงเวลาต่อมา ต่อจากนั้นซาก้าได้โอกาสเข้ามาในกรอบแล้วลุ้นประตูแต่ก็ยังยิงมาตรงตัวคุมมิ่ง

เชลซีจบครึ่งแรกด้วยการเข้าใกล้ถ้วยรางวัลมากแล้ว ฮัดสัน-โอดอยมีจังหวะลุ้นประตูแต่ก็ยังทำอะไรได้ไม่มาก ต่อมากัยฮายก็มีจังหวะได้โขกไปตรงตัวผู้รักษาประตู และการปั่นของปานโซก็ยังไปติดบล็อคอีก ก่อนที่กรรมการจะให้สัญญาณหมดครึ่งแรก

ครึ่งหลังเริ่มมาเจ้าบ้านพยายามกดดันเราเต็มที่ พวกเขาได้เตะมุมติดต่อกันหลายครั้ง ทำให้คุมมิ่งต้องทำงานอย่างหนักและเกือบจะเสียประตูจากจังหวะที่คว้าบอลสูงเกิดแล้วบอลไปเข้าทางซาก้า โชคดีที่บอลเข้าไม่ตรงกรอบ

เรื่องราวการแข่งขันยิ่งดุเดือดมากขึ้นเมื่อทีมของมอร์ริสทำสกอร์เพิ่มเป็น 2-0 ได้สำเร็จ ทำให้เจ้าบ้านเริ่มหัวร้อนเพิ่มมากขึ้นไปอีก

ฮัดสัน-โอดอยเป็นผู้ทำประตูได้เป็นประตูที่ 9 ในฤดูกาลนี้ในยูธ คัพ เรดั้นทะลวงกับดักล้ำหน้าแล้วบุกจากด้านขวาขึ้นมาก่อนที่จะโยนยาวเข้าไปให้แม็คเอคแครนในแดนกลาง แล้วต่อบอลไปให้ฮัดสัน-โอดอยเลื้อยผ่านแนวรับสองคนแล้วยิงเข้าประตู

มอร์ริสแสดงความเห็นระหว่างเกมสองนัดว่ามันเป็นเกมที่ใหญ่สำหรับเด็กๆ โดมีเกมรอบชิงชนะเลิศพบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดรออยู่ในวันเสาร์ และผู้จัดการทีมก็เลือกเปลี่ยนไปใช้นักเตะที่ยังสดพร้อมมากที่สุด

คลินตั้น โมล่า และติโน่ อันจอรินถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทนกาลาเกอร์และแม็คคาแครน โดยอันจอรินยิงประตูได้หลังลงสนามมาเพียง 6 นาที ฮัดสัน-โอดอยเป็นผู้ปั้นบอลไปให้อันจอรินยิงผ่านเวอร์จิเนียเข้าไป

ช่วง 15 นาทีสุดท้าย เจมส์ยิงออกข้างไป แต่ฮัดสัน โอดอยก็มามีโอกาสยิงและจบสกอร์ได้อย่างเจ๋งสุดๆ อาร์เซนอลทำบอลหลุดมาเข้าทางให้ฮัดสัน-โอดอยลากเข้าจากด้านซ้ายแล้วยิงเข้ามุมล่างไปไม่มีเหลือ

ช่วงท้ายเกมเวอร์จิเนียป้องกันได้สองจังหวะแต่สุดท้ายก็เป็นเชลซีที่ชนะ 4-0 และสกอร์รวมจากสองนัดก็เป็น 7-1 กลายเป็นการคว้าแชมป์ยูธ คัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา

เชลซี (3-4-2-1) : เจมี่ คุมมิ่ง, รีซ เจมส์ (c), มาร์ค กุยฮาย, จอน ปานโซม ดูชอน สเตอร์ลิ่ง, คอนอร์ กาลาเกอร์ (คลินตั้น โมล่า น.61), บิลลี่ กิลมัวร์, ฮวน คาสติลโล่, จอร์ค แม็คคาแคร่น (ติโน่ อันจอริน น.61), คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย, ไดชอว์น เรดั้น (ชาร์ลี บราวน์ น.71)

สำรองไม่ได้ลงสนาม : ทาริค แลมพ์ตี้, เจค แอชกิว

ผู้ทำประตู : กิลมัวร์ น.11, ฮัดสัน-โอดอย น.57 น.78, อันจอริน น.67

ใบเหลือง : กาลาเกอร์ น.43, เจมส์ น.84

อาร์เซนอล : โชโอ เวอร์จิเนีย, ฟอนเต้ ดาลีย์-แคมป์เบลล์, โดมินิค ทอมป์สัน, ร็อบบี้ เบอร์ตั้น, แดนนี่ บาลลาร์ด (c) (เซ็ช เมดลี่ย์ น.77), โจเซ็ป โอโลวู, บูกาโย่ ซาก้า, เจมส์ โอลายินก้า, ไทรีซ จอห์น-จูลส์ (เทรย์ คอยล์ น.71), เอมิลี่ สมิธ-โรว์, ซาเวียร์ อมาเอชิ (ฟอลาริน บาโลกุน น.62)

สำรองไม่ได้ลงสนาม : แดเนี่ยล บาร์เด้น, แม็ทธิว สมิธ

ใบเหลือง เบอร์ตั้น น.84

กรรมการ ทิม โรบินสัน

ผู้เข้าชมในสนาม 3,877

ภาพโดย แดน เดวี่ย์ส

ข่าวอื่นๆ