สัมภาษณ์

เส้นทางสู่ฝัน : รูเบ็น ลอฟตัส-ชีค

รูเบ็น ลอฟตัส-ชีคเป็นนักเตะเชลซีคนล่าสุดที่พูดคุยกับเราเกี่ยวกับเส้นทางที่ทำให้เขาขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของการแข่งขัน เติบโตจากนอกเมืองลอนดอนแล้วคว้าแชมป์ได้มากมายกับอะคาเดมี่ของเรา ก่อนจะได้เป็นหนึ่งในทีมชาติอังกฤษด้วย

เขาย้อนรำลึกไปยังช่วงเวลาที่เขามีคนบอกว่าเก่งเกินกว่าจะเล่นด้วย, ความไม่ชอบเล่นเกมรับ และการพลิกจากเด็กนักเรียนที่แพ้มาหลายครั้งจนไปคว้าแชมป์ถ้วยเยาวชนมากมาย...

ผมเกิดที่ลูวิสแฮม ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของลอนดอน แต่ผมก็ย้ายไปสวอนลี่ย์ที่เคนท์ นั่นคือที่ที่ผมเข้าเรียนและโตขึ้นมา และเรามีสวนสาธารณะอยู่ห่างแค่เดินไป 30 วินาทีเท่านั้น ผมจำไม่ได้นะ แต่พ่อผมบอกว่าผมเคยไปที่สวนแล้วเตะบอลไปเรื่อยๆเท่านั้น ความทรงจำในตอนที่เด็กที่สุดของผมที่จำได้นั้นคือตอนที่เล่นฟุตบอลลีกวันอาทิตย์ ตอนนั้นยังเด็กมากเลย อายุแค่ราวๆ 6 ปีเท่านั้น เราเคยซ้อมวันเสาร์แล้วแข่งวันอาทิตย์ด้วย และผมชอบวันหยุดสุดสัปดาห์มากเลย

เราอยากจะจบการเรียนที่โรงเรียนเร็วๆ แล้วไปเล่นฟุตบอลในวันเสาร์อาทิตย์เลย ผมชอบมากเลย เพื่อนสนิทของผมที่โรงเรียน พ่อของเขาคือปีเตอร์ กรีนนิ่งที่เคยจัดการแข่งลีกวันอาทิตย์ และผมก็ได้เล่นร่วมกับเพื่อนๆ มันสนุกมากเลยนะ ทีมเราชื่อสปริงฟิลด์ เอฟซี เรามีชุดสีฟ้าอ่อนและมีสีดำอยู่ด้วย ผมเล่นกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน แต่เราก็ได้ไปเล่นกับทีมที่แก่กว่าในบางครั้ง สวนสาธารณะคือที่ที่เราเล่นฟุตบอลกันหลังเลิกเรียนร่วมกับผู้ที่แก่กว่าเรามากมาย เพราะทุกคนอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว คุณแค่ต้องเข้าไปร่วมเล่นกับพวกเขา

ผมไม่ได้เล่นลีกวันอาทิตย์อยู่นานมากนัก ผมเล่นอยู่ราวๆ หนึ่งปี และในปีนั้นผมมีแมวมองติดต่อเข้ามาหลายทีมเลย ทั้งเชลซี, มิลวอลล์, อาร์เซนอล, เวสต์ แฮม, ชาร์ลตั้น ดังนั้นผมไปฝึกซ้อมร่วมกับทุกทีมยกเว้นอาร์เซนอล แค่เข้าไปแล้วออกมาอยู่อย่างนั้น เพราะคุณไม่สามารถเซ็นสัญญาได้จนกว่าจะอายุถึงรุ่น U9 ผมไปที่ศูนย์พัฒนานักเตะของเชลซีที่แค็ทฟอร์ด และมันถึงเวลาที่ผมเซ็นสัญญาได้พอดี และผมจำไม่ได้เลยว่าคุยอะไรไปบ้าง แต่สุดท้ายผมก็เซ็นกับเชลซี และที่เหลือก็เป็นเรื่องราวที่เราได้เห็นกัน

ลูกพี่ลูกน้องของผมเองก็เป็นนักฟุตบอลเช่นกัน (คาร์และลีออน คอร์ท) พวกเขาเล่นในระดับที่สูงคือพรีเมียร์ลีก ตอนนี้อายุ 30 กันแล้วและแขวนสตั๊ดไปแล้ว แต่ผมไม่ได้สนิทกับพวกเขามากนักจนกระทั่งช่วงวัยรุ่น ตั้งแต่นั้นมาผมก็คุยกับพวกเขาและได้รับคำแนะนำดีดีมากมายเลย

ผมรู้ว่าตัวเองเล่นฟุตบอลเก่งตั้งแต่ตอนที่ยังเด็กมากเลย ผมไปที่สถานที่ที่เรียกว่า ชาร์ลตั้น ชาเลนจ์ ซึ่งเป็นศูนย์จัดกิจกรรม และผมไปกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน แต่พวกเขาบอกว่าผมเก่งเกินไปและบอกให้ผมกลับมาใหม่ในวันรุ่งขึ้นเพื่อเล่นกับคนในวัยที่แก่กว่า 2-3 ปี ดังนั้นผมรู้ได้เลยว่าตัวเองมีดีและเริ่มฝันที่จะเล่นในพรีเมียร์ลีก แต่คุณไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามันจะเป็นจริง ผมแค่เล่นฟุตบอลไปจนอายุ 11-12 แล้วพ่อแม่ของผมก็บอกมา

ผมไม่ใช่คนที่สูงที่สุดเสมอ ในห้องของผมมีรูปทีมในตอนเด็ก ซึ่งผมไม่เคยสูงที่สุดเลยจนกระทั่งอายุ 15-16 ปี หลังจากนั้นผมก็บาดเจ็บเพราะผมโตเร็วมากเลย หลังจากนั้นผมก็เริ่มต้นเล่นกล้ามตั้งแต่อายุ 17 ปี และเริ่มแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นผมไม่ใช่คนที่สูงที่สุดเสมอ และผมคิดว่ามันคือเหตุผลที่ทำให้ผมมีฝีเท้าที่ดีเช่นกัน ผมมักจะใช้เท้าได้ดีเสมอ

ที่อะคาเดมี่ของเชลซีในช่วงแรกมันสนุกมาก แต่คุณไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงอายุน้อยๆ คุณจะพัฒนาตัวเองอย่างมาก และมันเป็นเพราะคุณสนุกกับทุกอย่าง ทุกๆ วันอังคารและวันพฤหัสบดีเราฝึกซ้อมทักษะเชิงเทคนิคกันในสนาม, ฝึกเลี้ยงบอลด้วยเท้าทั้งสองข้าง, ฝึกยิงประตู ซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น และมันกลายเป็นธรรมชาติเลย โค้ชของผมตอนนั้นคือไซริล เดวี่ย์ส และเขากลายมาเป็นหนึ่งในโค้ชของทีมรุ่นผมในอะคาเดมี่เช่นกัน ออสซี่ (บ็อบ ออสบอร์น) เป็นโค้ชทีม U9, ไมเคิล เบล เป็นโค้ชทีม U10 และหลังจากนั้น อาดี วิวีชเข้ามาทำงานร่วมกับเรา

เกมแรกที่เราเข้าร่วมแข่งขันจริงๆ คือเกมทัวร์นาเม้นต์ในต่างแดน พวกเขายอดเยี่ยมมาก แต่เรามักจะไปเยือนแล้วเจอว่าทุกคนดูจะใหญ่กว่าเรา แข็งแกร่งกว่าเรามากเลย เพราะช่วงอายุที่แตกต่างกัน และในตอนนั้นเราโดนถล่มมายับเลย เราไปแพ้อินเตอร์ มิลาน 5-0, เอซี มิลาน 4-0 และมาดริด 2-0 แต่ทั้งหมดนั้นมันคือส่วนหนึ่งของพัฒนาการ มันเยี่ยมมากเลยที่ได้เดินทางไปเจอกับสิ่งเหล่านั้น

จิม เฟรเซอร์ (ผู้ช่วยโค้ชทีมเยาวชน) โทรหาพ่อแม่ผมในตอนที่ผมเล่นในรุ่น U10 หรือ 11 และถามว่าเราจะโอเคไหมถ้าเล่นในระดับนั้นยาวๆ เลย จอร์แดน เฮาจ์ตั้นทำแบบนั้นอยู่ในตอนนั้น เพื่อนๆ ของผมในรุ่นเดียวกันเองก็เช่นกัน ผมบอกไปว่าไม่อยากจะยึดถาวร ดังนั้นผมค่อนข้างจะเล่นแบบเข้าๆ ออกๆ เท่านั้น ผมเดาว่ามันเป็นความคิดของเด็กมาก เพราะผมแค่อยากอยู่กับเพื่อน แต่สุดท้ายผมก็เข้ามาเล่นรุ่น U13 เป็นต้นมา

ผมมาเล่นให้เชลซีในตำแหน่งกองกลาง ผมเล่นเป็นกองกลางมาตั้งแต่ทีมในลีกซันเดย์แล้ว และน่าจะเล่นไปจนถึงรุ่น U11, U12 และหลังจากนั้นผมก็เริ่มเล่นเป็นเซ็นเตอร์แบ็ค แม้ว่าผมจะเล่นเป็นมิดฟิลด์ แต่ผมก็ไม่เคยถูกมองเป็นกองกลางตัวรุกเลย ผมมักจะเป็นสไตล์บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์เสมอ หรือไม่ก็กลางรับ มันเปลี่ยนไปแล้วในตอนนี้ และผมเล่นเกมรุกมากขึ้น ผมมักจะมีพรสวรรค์ในด้านการใช้บอล และผมเดาว่ามันน่าจะมีประโยชน์ในแดนหน้ามากกว่า แต่ผมเล่นมาแล้วทั้งเซ็นเตอร์แบ็คและกองกลางตัวรับ จนอายุ 17-18 ผมจึงได้เริ่มเล่นในตำแหน่งหมายเลข 10

- อ่าน : รูเบ็น ลอฟตัส-ชีค - สิ่งที่เชลซีจำเป็นต้องมีเพื่อความยิ่งใหญ่

ผมจำช่วงที่เล่นในทีมเยาวชนตอนอายุ 16 ปีได้ และอาดี วิวีชให้ผมเล่นเป็นเซ็นเตอร์แบ็คช่วงต้นฤดูกาล และผมเกลียดมากเลย! แต่เขาก็บอกให้ผมลองมองเกมในสนามจากมุมมองอื่นๆ บ้าง และดูว่าคุณอยากให้กองกลางทำอะไรให้คุณบ้าง คุณจะเห็นได้จากมุมนั้นและนำมาใช้ในเกมเมื่อคุณเล่นในมิดฟิลด์ ผมมองเห็นประโยชน์ของมันแล้วในตอนนี้

ในช่วงที่เล่นให้ทีมเยาวชน เราได้ถ้วยรางวัลมากมาย เรามีทีมที่ดีมากๆ มีพรสวรรค์สูงและเคมีเข้ากันสุดๆ เราทำได้ดีมากทั้งในเกมและทัวร์นาเม้นต์ ต้องยกเครดิตให้โค้ชที่เรามี เพราะพวกเขาทำให้เราเข้าขากันดีมากเลย และคว้ารางวัลได้มากมาย เพราะแน่นอนว่ามันไม่ง่ายเลยนะ เราต้องพลิกเกมจากที่ตามหลังมาหลายนัดเลย

เกมวิคตอรี่ ชิลด์ (ทัวร์นาเม้นต์ของรุ่น U16) คือเกมแรกของผมกับทีมชาติ ผมได้ลองไปเล่นดู เพราะตอนแรกพวกเขามีนักเตะเยาวชนล้นทีมเลย ผมได้ลองเข้าไปเล่น แต่ผมไม่ได้รับเลือกให้แข่งในวิคตอรี่ ชิลด์ในรุ่นใหญ่ เพราะมันเป็นเกมสำหรับคนที่เกิดปี 95 แต่ผมเกิด 96 ดัวนั้นเกมแรกของผมจึงเป็นเกมวิคตอรี่ ชิลด์รุ่นปี 96 และผมได้เป็นกัปตันทีมเป็นเกมแรกด้วย มันเป็นประสบการณ์ที่ดีมากเลย ผมไม่ได้เล่นให้อังกฤษมากนักจนกระทั่งในรุ่น U21 ผมเล่นตั้งแต่อายุ 19 และเล่นจนถึงอายุ 21 เลย

ข่าวอื่นๆ