บล็อก

การมาถึงของช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่

พวกเรามองย้อนกลับไปในเกมที่เก็บชัยชนะ 5-0 เหนือวูฟส์ ในปี 2003 ซึ่งเป็นการย้ำเตือนว่า เดอะบลูส์นั้นก้าวเข้ามาสู่ยุคโรมัน อับราโมวิช อย่างแท้จริง

เกือบ 16 ปีที่ผ่านมา สโมสรฟุตบอลเชลซีได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปตลอดกาล จากการที่มีการทุ่มเงินในช่วงซัมเมอร์เป็นประวัติการณ์ในฟุตบอลอังกฤษ ดังที่พวกเราได้มีนักเตะพาทีมจบอันดับสี่ในฤดูกาลก่อนหน้า กลายมาเป็นผู้ท้าชิงเต็มตัวทั้งในระดับประเทศและระดับทวีป

ดังเช่น เดเมี่ยน ดัฟฟ์, โจ โคล, ฮวน เซบาสเตียน เวรอน, โคล้ด มาเกเลเล่, อาเดรียน มูตู และเฮอร์นัน เครสโป ทั้งหมดนั้นเข้ามาอยู่กับเดอะบลูส์ในยุครานิเอรี่ ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในตลอดซื้อขายสำหรับแฟนบอลบอลเดอะบลูส์

เพื่อเป็นการเพิ่มบริบทเล็กน้อย ในซัมเมอร์ก่อนหน้าที่จะเห็นเพียงนักเตะหนึ่งหรือสองคนเข้ามาในทีม ประกอบกับนักเตะสเปนที่ไม่เคยมีใครรู้จักเสียงเลย อย่างฆิเฆ้ เดอ ลูคัส ที่ย้ายมาแบบยืมตัว หากพวกเราได้เล่นแฟนตาซี พรีเมียร์ลีก จะจินตนาการได้ว่าเราไม่สามารถซื้อใครได้เลย แต่อยู่ๆ ก็มีทุนจำนวนมหาศาลเข้ามา ในฐานะแฟนบอล มันเป็นมากกว่าที่ฝันไว้เสียอีก

หนึ่งปีก่อนหน้า ดัฟฟ์ได้ลงเล่นให้กับทีมชาติไอร์แลนด์ในฟุตบอลโลกที่ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยได้แสดงให้เห็นว่าตัวเขาเองเป็นนักเตะระดับโลก ส่วนเวรอน และเครสโป แม้อาจจะตกรอบแบ่งกลุ่ม แต่มิดฟิลด์รายนี้ก็ได้สร้างชื่อตัวเองขึ้นมาเป็นดาวดังของโลก และจากนั้นไม่นานเขาก็กลายเป็นนักเตะที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกของฟุตบอล นอกจากนี้ยังมีนักเตะอย่างมาเกเลเล่ ที่เป็นหนึ่งในนักเตะยุคกาลาติกอสของมาดริดด้วยเช่นกัน ตอนนี้พวกเขากลายมาเป็นนักเตะของเดอะบลูส์

จากการที่มีนักเตะดาวดังเข้ามามากมาย ความคาดหวังของทีมลอนดอนตะวันตกก็ก้าวขึ้นไปติดเพดาน และถึงแม้ว่าทีมของรานิเอรี่ในเวลานั้นจะเริ่มต้นได้น่าประทับใจ แต่มันไม่ใช่จุดสูงสุดจนกระทั่งทีมออกเยือนถิ่นมิดแลนด์ในช่วงปลายเดือนกันยายน ซึ่งทุกอย่างก็ลงตัว

วูฟส์มาเล่นในพรีเมียร์เป็นครั้งแรก หลังจากที่ได้เลื่อนชั้นมาจากเพลย์ออฟ ซึ่งเป็นสองทศวรรษที่พวกเขาไม่ได้สัมผัสลีกสูงสุดในอังกฤษเลย แต่พวกเขาเองก็มีนักเตะที่ประสบการณ์ช่วยพยุงพวกเขาไว้ อย่างเช่น เดนนิส เออร์วิน, พอล อินซ์, โจดี้ ครัดด็อก และสตีเฟ่น อิเวอร์เซ่น ที่เคยเล่นพรีเมียร์ลีกก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่ใช่คำตอบที่จะรับมือกับฟอร์มการเล่นระดับห้าดาวของทีมเชลซีในยุคโรมัน อับราโมวิช รวมถึงการที่พวกเราถล่มพวกเขาต่อหน้าแฟนบอลของตัวเอง มันเป็นการพิสูจน์ถึงความคุ้มค่าทีของแฟนบอลเดอะบลูส์กว่า 3000 ชีวิต ที่คอยมาเชียร์ถึงสนามหลังผ่านไปสองทศวรรษ

การขีดเขียนนั้นเกิดขึ้นที่กำแพงในทีมของเดฟ โจนส์ จากช่วงเวลาที่แฟรงค์ แลมพาร์ด ยิงประตูถล่มเจ้าบ้าน จากการจ่ายบอลของฮัสเซลแบงค์ เมื่อผ่านไปเพียง 17 นาที ซึ่งสไตร์เกอร์ชาวดั๊ชก็ประสานงานอย่างลงตัวกับคู่หู กุ๊ดยอนเซ่น

จิมมี่ จากผู้ที่จ่ายบอลให้คนอื่นทำประตู กลายมาเป็นคนทำประตูที่สองให้ทีม จากการที่เดเมี่ยน ดัฟฟ์ จ่ายบอลมาให้อย่างงดงาม และมันยังไม่หมดเท่านี้ ในช่วงเริ่มต้นครึ่งหลังเดเมี่ยน ดัฟฟ์ ก็ได้ใส่ชื่อของเองในการเป็นผู้ทำประตู และเป็นประตูแรกของเขาในสีเสื้อเชลซี

ในเกมที่เชลซีกำลังล่องไปสู่ชัยชนะ เครสโปก็ได้มีโอกาสลงสนามมา และเขาก็แสดงให้เห็นถึงสัญชาตญาณการทำประตู ประตูแรกของเขากับเดอะบลูส์มาจากการจับบอลแรก ขณะที่ประตูที่สองมาจากการปั่นโค้งอันสุดสวย

‘ผมจำได้ประตูเหล่านี้ได้ดี’ เครสโปให้สัมภาษณ์ผ่านนิตยสารของเชลซีเมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากที่มีการระลึกถึงประตูแรกของเขากับเชลซี ‘มันเป็นการเริ่มต้นอันยอดเยี่ยมสำหรับผมจากการเปลี่ยนตัวลงมา และทำได้สองประตู มันไม่เลวเลยใช่ไหม! พวกเขามีสองประตูที่ดี และพวกเราเก็บชัยชนะในอย่างถล่มทลาย พวกเรารู้สึกดีมากๆ หลังจากจบเกมนั้น’

แฟนบอลก็เช่นกัน เชลซีกลายมาเป็นทีมจ่าฝูงหลังจากเกมนั้น แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็ตาม และมันรู้สึกได้ว่า พวกเรากำลังอยู่ ณ จุดนั้น มันเป็นเรื่องที่ดีกว่าที่ เราจะไม่มองอดีตเพียงอย่างเดียว

ข่าวอื่นๆ