การพลิกล็อกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของเชลซีที่คุณอาจไม่เคยได้ยิน

เนื่องในโอกาสที่เดอะบลูส์มาเยือนคาร์ดิฟฟ์ ครบรอบ 35 ปี นับตั้งแต่ที่พวกเรามีเกมพลิกล็อกที่น่าจดจำในการเจอกับทีมจากเวลส์ โดยความลุ้นระทึกในเกมที่นิเนียน พาร์ค

ในเกมฟุตบอลอังกฤษมักจะพูดคำพูดติดปากอยู่เสมอว่า ‘ความพ่ายแพ้เกิดขึ้นได้เสมอ’ แม้มันจะไม่อยู่ในพจนานุกรม นอกเสียจากว่ามันเป็นเรื่องของ ‘การไล่ล่า’ หรือ ‘ไม่มีสิ่งที่เทียบได้’ ดังเกมที่เกิดขึ้นที่สร้างความน่าตื่นเต้นให้กับทั่วโลก

พวกเรามีช่วงเวลาที่มีความสุข จากการลงเล่นในเกมยุโรป เมื่อสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาจากการพลาดท่าในนัดแรกในเกมที่พบนาโปลี และวิเซนซา แน่นอนว่าเกมกับลิเวอร์พูลในศึกเอฟเอ คัพ หลังจากที่ตามหลัง 2-0 ในช่วงครึ่งแรกปี 1997 ก็เช่นกัน ซึ่งเป็นเกมที่พิเศษสำหรับชาวเดอะบลูส์ในรุ่นเก๋า

แน่นอนว่า ด้วยสกอร์ตามหลัง 3-0 ด้วยเวลาที่เหลือเพียง 6 นาทีของการแข่งขัน มันคงทำให้ความหวังของหมดลงแน่นอนแล้ว ยิ่งเริ่มต้นเกมด้วยแผนรถบัส มันไม่มีทางกลับมาได้แน่ๆ แต่ลองบอกกับทีมเชลซีชุดปี 1983/84 ของจอห์นนีลสิ่ ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่สำหรับแฟนบอลรุ่นเก๋า ในการที่พวกเราคว้าแชมป์ดิวิชั่นสอง และกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

เดอะบลูส์กลับมาสร้างชื่อเสียงอีกครั้งในยุค 70 ซึ่งต้องถามทางทีมแบล็คพูล และโบลตัน ที่มีสกอร์นำเราอยู่สามประตูสิ่ สุดท้ายแล้วเส้นทางความผู้ชนะก็เป็นของพวกเราอยู่ดี

ในเกมที่เจอกับคาร์ดิฟฟ์ ต่อหน้าผู้ชมในนิเนียน พาร์ค ทั้งเวลาและผลสกอร์กำลังกดดันเราอยู่ จากห้านาทีบนหน้าปัดนาฬิกา การที่เดอะบลูส์ตามหลังอยู่สามลูกและจำนวนแฟนบอลที่ตามเชียร์ถึงเวลส์อาจจะให้อภัยในเกมนี้ที่ได้ออกจากสนามไปเร็วกว่ากำหนด

อย่างไรก็ตาม กระทั่งตัวของนีลเองก็ไม่คิดว่าจะทำได้เวลานั้น และสถานการณ์พลิกล็อกก็เริ่มเกิดขึ้นเมื่อ เคอร์รี่ ดิ๊กซัน ยิงเลียดเสียบประตูเข้าไป ในเวลานั้นมันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่เขาจะจบฤดูกาลด้วยการเป็นดาวซัลโวในฤดูกาลแรกของเขาในฐานะนักเตะเดอะบลูส์ และแน่นอนว่าจากประตูนั้น มันนำไปสู่ประตูต่อมาเรื่อยๆ

มันก็อาจจะดูเหมือนว่าเป็นประตูปลอบใจขึ้นมาหน่อยๆ แต่สถานการณ์แวดล้อมของคาร์ดิฟฟ์ในเวลานั้นก็สร้างความมั่นใจให้กับทีมของนีล เมื่อคอลลิน ลี แบ็คขวาของพวกเราดีดบอลจากทางซ้ายมือในระยะหกหลาทำประตูที่สองให้กับพวกเรา แน่นอนว่าเกมลุ้นระทึกขึ้นแล้ว!

ในเวลาที่เหลืออีกไม่กี่วินาที เมื่อนักเตะของคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ บล็อคลูกยิงโดยใช้มือในระยะไม่กี่หลาก่อนที่จะเข้าไปดูไป มันเป็นอุบัติเหตุ? ไม่เลย มันเป็นจุดโทษ! ไนเจล สแพคแมน เป็นคนสังหารจุดโทษครั้งสำคัญ และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

จนสุดท้ายเจ้าบ้านก็เกือบได้นำลูกมาเขี่ย แต่เสียงนกหวีดดังเสียก่อน อย่างไรก็ตามเดอะบลูส์ก็สมควรเก็บแต้มนี้ไป และมีแต้มเทียบเท่ากับเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ และนิวคาสเซิล ที่อยู่บนหัวตารางในเวลานั้น

เรื่องที่น่าทึ่ง ในงานแถลงข่าวหลังเกมได้มีการเน้นไปถึงการพลาดโอกาส จากคำถามที่ว่าหากมีเวลาพิเศษอีก 5 นาที ผลจะจบลงด้วยชัยชนะของทีมหรือไม่ ถึงแม้ว่าการพลิกกลับมาในครั้งนี้จะเทียบเท่ากับชัยชนะแล้วก็ตาม

‘มันเป็นช่วงเวลาที่น่าหลงใหลหลังจากที่รู้ว่าพวกเราพลิกกลับมาจากการตามหลังถึงสามลูก ตราบใดที่พวกเราไม่ทำให้มันเกิดขึ้นอีกหลายๆ ครั้ง! นักเตะรู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเราสามารถทำได้ หากพวกเราเล่นได้ไม่ดีพอ’

มันเป็นช่วงเวลาที่ดาวรุ่งอย่าง เดล แจสเปอร์ จะไม่มีวันลืม จากการที่เขาลงเล่นเป็นปราการหลังตัวกลางให้กับเชลซีนัดแรกและเขาคิดว่า ครอบครัวของเขาเป็นพยายานในการแข่งขันครั้งนี้

‘ญาติผู้ใหญ่ของผมต้องออกจากสนามไปล่วงหน้า เพระาะว่ามีปัญหาบางอย่าง พวกเราคิดว่าทุกอย่างมันจบลงไปแล้ว’ เขาพูดอย่างถอดใจ ‘เมื่อพวกเราตีเสมอ 3-3 น้ำตาผมไหลออกมาด้วยความตื่นเต้น มันไม่น่าเชื่อว่า มันเป็นไปได้ ตามความรู้สึก’

วันเช่นนี้มันไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ในโอกาสครั้งถัดไปคุณที่อยู่ในเกม และเมื่อคุณคิดว่าจะแพ้แน่นอนแล้ว อย่างทิ้งความหวัง เรื่องแปลกประหลาดมักจะเกิดขึ้น...

ข่าวอื่นๆ