เซซาร์ อัซปิลิเกวต้า พูดเกี่ยวกับการเป็นผู้นำและมรดก รวมถึงเรื่องราวมากมายที่ได้คุยเกับอดีตผู้เล่นของเดอะบลูส์ เกี่ยวกับรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ

นิตยาสารฉบับล่าสุดของเชลซีวางขายแล้วตอนนี้ ซึ่งเนื้อหาที่น่าสนใจ คือ การสัมภาษณ์พิเศษกับเซซาร์ อัซปิลิเกวต้า ที่มีการพูดถึงความสำคัญของการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในทีม และแม่แบบที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาได้เรียนรู้ในช่วงเวลาที่เขาอยู่กับเดอะบลูส์

หลังจากที่ค้าแข้งกับเชลซีครบเจ็ดปีเต็ม อัซปิลิเกวต้า กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่อาวุโสที่สุดของเชลซีชุดปัจจุบัน ซึ่งเห็นได้จากปอกแขนกัปตันทีมที่เขาสวมใส่อยู่ในฤดูกาลนี้

‘แน่นอนมันเป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจมาก’ ดาวเตะชาวสเปนบอกกับเชลซีผ่านการสัมภาษณ์ ‘ผมต้องรับผิดชอบทั้งเรื่องภายในและภายนอกสนาม และพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับสโมสร เพื่อนร่วมทีม เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แต่การที่ได้สวมปลอกแขน มันทำให้คุณต้องรับผิดชอบต่อทีมเป็นพิเศษ และผมพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุด และช่วยเหลือคนอื่นๆ เท่าที่ผมสามารถทำได้’

‘ผมเป็นหนึ่งในนักเตะที่อาวุโสที่สุดในทีมชุดนี้ มีผู้เล่นบางคนที่อยู่ด้วยกันมานาน ดังนั้นผมพยายามที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ที่พวกเรามีที่นี่ เพื่อพยายามที่จะหาแนวทางไปสู่ผลลัพธ์’

แน่นอนว่าในฐานะผู้นำและกัปตันทีมในสแตมฟอร์ด บริดจ์ หมายความว่า อัซปิลิเกวต้าเคยเรียนรู้จากสิ่งที่ดีที่สุด เมื่อเขามาอยู่กับเชลซีเมื่อปี 2012 เขาลงสนามพร้อมกับผู้นำที่พาทีมคว้าแชมป์ยุโรป เมื่อมันถึงช่วงเวลาที่ต้องการผู้นำในโลกของฟุตบอล มันไม่ได้มีที่ปรึกษา หรือบุคลิกที่แตกต่างให้เรียนรู้ ไปมากกว่า จอห์น เทอร์รี่ แฟรงค์ แลมพาร์ด เพตเตอร์ เช็ค และดิดิเยร์ ดร็อกบา

‘ผมรู้สึกโชคดีที่อยู่ในห้องแต่งตัวเดียวกับพวกเขา รวมถึงแอสลีย์ โคล และบรานิสลาฟ อิวาโนวิช ห้องนั้นมีนักเตะหลายๆ คนที่มีบุคลิกที่หลากหลาย แต่คุณต้องเรียนรู้จากพวกเขา เพราะว่าพวกเขาเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาคว้าแชมป์ทุกรายการ แต่พวกเขาก็ยังมีความกระหายที่มากกว่านี้’

‘พวกเขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยม เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม และพวกเราต้องเรียนรู้จากเขาให้มากๆ ตั้งแต่วันแรก แต่เมื่อถึงวันที่พวกเขาจากไป พวกเราต้องแบกความรับผิดชอบ ทุกๆ คน มีความแตกต่าง และพวกเราเพียงแค่พาสโมสรให้อยู่ในระดับสูง ด้วยทุ่มเททุกสิ่ง’

‘หลายปีที่ผมได้ลงลเ่นกับนักเตะหลายๆ คน ผมได้โอกาสเรียนรู้จากในสนาม ในการฝึกซ้อม ทุกๆ เกม และประสบการณ์ที่แตกต่างในการแข่งขัน พวกเรารู้สึกโชคดีที่ได้มีการแบ่งปันเรื่องที่ดีร่วมกัน ในการคว้าแชมป์ด้วยกัน พวกเราพยายามรักษาสิ่งีท่พวกเขาได้สร้างไว้ให้กับสโมสร ในการต่อสู้เพื่อคว้าถ้วยแชมป์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราจะประสบความสำเร็จ’

ฮิวจ์ส สร้างเรื่องราวที่น่าจดจำ

ไม่มีข้อสงสัยเลยผู้นำในอดีตของเชลซีก่อนหน้านี้ คือ มาร์ค ฮิวจ์ส ที่มีโอกาสเป็นตัวแทนของสโมสรที่เขาเชียร์ และสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขาเองในฐานะอัจฉริยะในไล่ล่าแชมป์ในยุค 90

‘เพื่อนร่วมทีมของผมมากมาย ในช่วงวัยเดียวกัน ที่ผมได้ช่วยเหลือพวกเขา และผมคิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดว่า พวกเขาเป็นแฟนบอลเชลซี เพราะ การเล่นรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพในปี 1970’ นักเตะชาวเวลส์ อธิบาย ‘พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมทีมทีมแรก และผมรู้ว่า เมื่อผมเซ็นสัญญากับเชลซี เพื่อนร่วมทีมทุกคนจาก เว็กซ์แฮม ก็รู้สึกดีใจ ผมเจอพวกเขามากกว่าเดิมในฐานะนักเตะเชลซีมากกว่าตอนที่อยู่กับแมน ยูไนเต็ด ดังนั้นมันเป็นเรื่องที่ดี’

สไตรเกอร์มีโอกาสพูดถึงความภูมิใจที่ช่วยให้เดอะบลูส์คว้าแชมป์ภายในประเทศเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่เขาได้ดูรายการเอฟเอ คัพในวัยเด็ก ในตอนที่เกล็น ฮ็อดเดล และรุดด์ กุลลิท ยังเป็นผู้จัดการทีมให้กับสโมสร

การเป็นผู้ชนะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

มาต่อกันในเรื่องของการเป็นผู้นำ คู่หูที่สมบูรณ์แบบที่สุดคนเป็นใครไปไม่ได้ นั่นคือ โรแบร์โต้ ดิ มัตติโอ และเอ็ดดี้ นิวตัน ที่พาทีมคว้าแชมป์ด้วยกันในฐานะมิดฟิลด์ของเชลซี ยุค 90 ก่อนที่จะกลับมาสู่ทีมและทำให้สโมสรคว้าแชมป์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อปี 2012 หลังจากที่มีบทบาทสำคัญในฐานะนักเตะช่วงปี 1997 และ 2000 ที่พาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ที่เวมบลีย์ ทั้งคู่ก็กลับมาสู่เดอะบริดจ์ ด้วยการที่ดิ มัตติโอ เป็นผู้จัดการทีม ส่วนนิวตัน เป็นผู้ช่วย จากเป้าหมายตอนแรกที่จะผ่านช่วงวิกฤตในปี 2011/12 พวกเราสามารถทำได้มากกว่านั้น แน่นอนสองสิ่งนั้นคือ การคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ อีกครั้ง และการเป็นเจ้าแห่งยุโรปครั้งแรกของสโมสรในการชิงชนะเลิศที่มิวนิค

ย้อนเรื่องราวกลับไป

สายตาทุกคู่มาจับตามองเราในฤดูกาล 1988/89 ซึ่งเป็นการครบรอบ 30 ปี ในการที่เชลซีนำหัวใจกลับมาสู่แฟนๆ ด้วยการกลับมาเล่นในลีกสูงสุดอีกครั้ง ในฐานะแชมป์ดิวิชั่น 2 โดยฤดูกาลนั้นสิ่งที่น่ายินดีเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากบุคคลสำคัญของเชลซี
 

ข่าวอื่นๆ