บล็อก

คู่หูริมเส้นผู้พลิกโฉมพรีเมียร์ลีก

หลังจากที่อาร์เยน ร็อบเบน ประกาศแขวนสตั๊ดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเรามองย้อนไปถึงคู่หูของนักเตะชาวดัตช์ เดเมี่ยน ดัฟฟ์ ที่ร่วมกันพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และปฏิวัติแท็คติกการเล่นริมเส้น

นับเป็นเรื่องปกติเมื่อพูดถึงความยอดเยี่ยมของการประสานงานกันของคู่หู เหล่ากูรูมักจะยกย่องไปที่ผู้เล่นตำแหน่งกลางสนาม ปราการหลังสุดแกร่ง และกองหน้าร่วมกันถล่มประตู

เมื่อไหร่กันที่สองผู้เล่นตำแหน่งปีกจะได้รับคำชื่นชมการผลงานที่ยอดเยี่ยม? แม้กระทั่งเดวิด เบ็คแฮม และไรอัน กิ๊ก สองผู้เล่นก็นับเป็นการประสานงานของกองกลางสี่คนในแผนไดมอนด์ที่พาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ปี 1999

ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปในหน้าหนาวปี 2004 ฤดูกาลแรกของโชเซ่ มูรินโญ่ ในฐานะผู้จัดการทีมเชลซี เมื่อเดเมี่ยน ดัฟฟ์ และอาร์เยน ร็อบเบน สองผู้เล่นตำแหน่งปีก กลายเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิวัติวงการฟุตบอลอังกฤษ แม้ว่าความสำเร็จจะเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม

ขณะที่ดาวเตะชาวไอร์แลนด์ และคู่หูชาวดัตช์ เป็นเพื่อนร่วมทีมเชลซีสองฤดูกาล และทั้งสองฤดูกาลจบลงด้วยการคว้าแชมป์ของเดอะบลูส์ พวกเขาใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนแสดงฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดออกมา

หากนับจากคู่หูหลายๆ คนที่ถูกพูดถึง สองผู้เล่นริมเล่นคู่นี้สร้างความน่าทึ่งตั้งแต่เริ่มต้น มันน่าเหลือเชื่อที่พวกเราเห็นทั้งคู่เล่นเข้าขากันได้ดี เนื่องจากทั้งคู่ต้องแย่งชิงตำแหน่งกัน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ถูกเปิดเผยออกมาจากคำพูดของดาวเตะชาวที่ค่อนข้างไม่ยินดีกับการย้ายเข้ามาในทีมของอาร์เยน ร็อบเบนในปี 2003

‘ผมต้องยอมรับว่า มันรู้สึกแย่มาก หลังจากที่ไม่สามารถลงสนามสองเดือนและได้ยินข่าวนี้’ ดาวเตะชาวไอร์แลนด์กล่าวถึงช่วงที่เขามีอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ และทำงานได้ไม่ดีในฤดูกาลแรกกับสโมสร ‘ผมแค่ต้องอดทน และฝึกซ้อมอย่างหนักต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งมันจะไปได้ด้วยดี เมื่อผมได้ยินว่าร็อบเบนจะมาเล่นทางปีกซ้าย แต่ผมมีโอกาสลงสนามน้อยมาก ดังนั้นบางทีผมอาจจะถูกโยกไปเล่นตำแหน่งอื่น’

เนื่องจากอาการบาดเจ็บก่อนหน้านี้ของดัฟฟ์ และร็อบเบนที่บาดเจ็บข้อมือในการปะทะกับโอลิเวอร์ ดาคอร์ตในเกมกระชับมิตรที่สหรัฐอเมริกา นั่นหมายถึงว่า การที่พวกเราจะเห็นฟอร์มของพวกเขาต้องเลื่อนออกไป

เชลซีเริ่มฤดูกาลแรกของมูรินโญ่ด้วยชัยชนะโดยไม่มีปีกคู่หูด้วยระบบไดมอนด์ 4-4-2 ที่ดูตะกุกตะกัก ทำให้เหล่าแฟนบอลเรียกร้องให้ดึงดัฟฟ์กลับมาสู่ทีมเพื่อพิสูจน์

แต่การกลับมาลงสนามของปีกชาวไอร์แลนด์ที่พึ่งหายจากอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ฤดูกาลก่อน ทำได้เพียงแค่เกมรุกที่ดูดีขึ้นเท่านั้น แต่ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการทุบสถิติต่างที่ทำให้พวกเรามีความสุข

กล่าวได้เต็มปากการตัดสินชะตาแชมป์พรีเมียร์ลีกว่าจะอยู่หรือไป คือ ช่วง 23 ตุลาคม ถึง 2 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นเปิดตัวลงสนามของร็อบเบนกับเชลซีที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในการพบกับแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และการวนกลับมาเจอกันที่อีวู๊ด พาร์ค และหากเขายังคงมีอาการบาดเจ็บในช่วงเวลานั้น ทิศทางอาจเปลี่ยนไปเป็นอีกรูปหนึ่ง หมายความว่า การลงสนามช่วงเวลานั้นของเขาช่วยสร้างปรากฏการณ์ให้กับพวกเรา

ช่วงเวลานั้น ทีมของมูรินโญ่เก็บชัยชนะ 14 เกม เสมอ 2 โดยไม่แพ้ใครเลย ซึ่งอาร์เซนอลนับเป็นผู้ท้าชิงที่ใกล้เคียงกับเรามากที่สุดชนะทั้งหมด 7 นัดติดในช่วงเวลาเดียวกัน เดอะบลูส์ทุบสถิติที่น้อยทีมในพรีเมียร์จะก้าวข้าม และร็อบเบนเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำเช่นนั้น

ผลงานในเกมกับแบล็คเบิร์นเป็นการส่งสัญญาณสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก็จริง แต่ความกังวลของแฟนบอลเชลซีเกี่ยวกับการกลับมาลงสนามของเด็กใหม่ชาวดัตช์ อาจจะทำให้ดัฟฟ์ต้องเสียตำแหน่งทั้งที่ ปีกชาวไอร์แลนด์เป็นกำลังสำคัญในยุคแรกของโรมัน อับราโมวิช แต่ยังทำผลงานได้ไม่เข้าตาในยุคของโชเซ่ มูรินโญ่

ไม่ต้องกังวลเลย ผู้จัดการของพวกเรารีบปรับแท็คติกที่สามารถใช้ทักษะของร็อบเบนได้อย่างเต็มที่ ‘ผมเห็นเขาเล่นนอกเหนือจากทางซ้ายที่เป็นตำแหน่งโดยธรรมชาติ ผมเห็นเขาเล่นทางขวา ผมเห็นเขาเล่นด้วยกันกับเดเมี่ยน ดัฟฟ์ มีการสลับตำแหน่งกัน เขาเป็นนักเตะชั้นยอด และนักเตะชั้นยอดสามารถปรับตัวเข้ากับตำแหน่งอื่น และเล่นในสไตล์อื่นได้’

ไม่ช้าเหล่ากูรูก็มาวิเคราะห์กันว่า การสลับตำแหน่งกันไปมาของดัฟฟ์ และร็อบเบน ทำให้ฟูลแบ็คของฝ่ายตรงข้ามเกิดความสับสน

เกมแรกที่ทั้งคู่ลงพร้อมกันในทีมเชลซีนั้นเป็นเกมที่พวกเราเผชิญหน้ากับซีเอสเคเอ มอสโคว และประตูเดียวที่เกิดขึ้นในเกมเกิดจากปีกชาวตัตช์ ที่ประสานงานกับดัฟฟ์

‘มีเพียงสองสิ่งเกี่ยวกับประตูนั้น’ ปีกชาวไอร์แลนด์เผยถึงเรื่องราวในปีถัดมา ‘ทุกคนในทีมรู้ว่าเราจะได้แผน 4-3-3 และคิดกันว่าต้องมีปีกด้านละหนึ่งคนที่ยืนในพิ้นที่กว้างและสูง แน่นอนคุณอาจโยนภาระมาให้กับพวกเราสองคน! ตอนนั้นพวกเราอยู่ในตำแหน่งทางขวาของสนาม และเขาฝากบอลมาที่ผม ผมตอกส้นกลับไป และจากนั้นเขาก็ทำการยิงประตูเข้าไป’

หลังจากที่ร็อบเบนเปิดตัวกับทีม เดอะบลูส์ก็สามารถทำถึงสี่ประตูในหกจากเกมเก้า ซึ่งมีสถิติห่างไกลจากช่วงต้นฤดูกาลที่พวกเรายิงไปเพียงแปดประตูจากเก้าเกมที่ลงสนาม

จนกระทั่งเกมสุดท้ายที่พบกับพอร์ตสมัธในปี 2004 ดัฟฟ์ และร็อบเบนยิงรวมกัน 13 ประตู จาก 15 เกม ซึ่งเป็นสถิติของคู่หูที่ทำประตูมากที่สุด

ไม่ต้องไปใส่ใจเลยว่าดัฟฟ์และร็อบเบนจะได้ลงเป็นตัวจริงเวลาไหน พวกเขาทั้งคู่สามารถสลับตำแหน่งกันเล่นได้ทั้งสองฝั่ง และปั่นป่วนสร้างความงุนงงให้กับฟูลแบ็คของคู่แข่ง

‘ผมจะไม่พูดว่า มีหลายทีมที่เล่นโดยให้ปีกสองคนคอยกดดันค้ำด้านหน้า ดังนั้นมันเป็นสิ่งที่แตกต่าง’ ดัฟฟ์กล่าวถึงแผนการเล่นเกมรุกในระบบ 4-3-3 ‘ผู้จัดการทีมสั่งการให้เขาสลับตำแหน่งกันเมื่อพวกเราต้องการ ดังนั้นผมจึงคิดว่า พวกเราทำอะไรก็ได้ให้เราเล่นได้เข้าขากัน มันเป็นเรื่องยากที่แนวรับจะเข้าใจ ดังนั้นมันเป็นเรื่องที่ดีที่มีการเปลี่ยนสไตล์การเล่น’

‘ผมชอบที่จะเล่นกับเขา และเขาช่วยให้ทีมมีเกมรุกที่หลากหลาย ผมรู้สึกเล่นง่ายทางขวาเหมือนกับที่เล่นทางซ้าย มันทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าขาขวาของผมไม่ได้มีไว้สำหรับยืนเฉยๆ!’

การไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีกของเชลซีกำลังใกล้เข้ามาทุกที จากเกมที่อีวู๊ด พาร์ค ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อร็อบเบน อีกหนึ่งประตูที่ทำให้ทีมคว้าชัย กระดูกเท้าของเขาก็แตกเป็นครั้งที่สองในการเล่นให้กับเดอะบลูส์ แม้เขาจะไม่ได้ลงสนามในช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาลและพวกเราไล่ทุบสถิติต่างๆ ต่อไป แต่ความสำคัญของเขาก็ยังรู้สึกได้จากทุกคน

‘ร็อบเบนเข้าขากันได้ดีมากกับดัฟฟ์ ทุกคนรู้ดีว่าพวกเขาสามารถเล่นด้วยกันได้’แลมพาร์ด นายใหญ่คนใหม่ของเดอะบลูส์ และสมาชิกคนสำคัญในทีมชุดนั้น บอกกับริค แกลนวิลล์ ผ่านชีวประวัติอย่างเป็นทางการของเขากับสโมสรเชลซี ‘คู่แข่งไม่สามารถรับมือกับความเร็วและทักษะของพวกเขา เนื่องจากพวกเขายิงและสร้างสรรค์ประตูได้ด้วย’

แม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้เห็นความยอดเยี่ยมการประสานของพวกเขาในฤดูกาลถัดมา ดัฟฟ์ก็ย้ายไปอยู่กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์ 2006 และร็อบเบนย้ายไปอยู่กับเรอัล มาดริด แต่ 17 เกมที่ลงเล่นร่วมกันในฤดูกาล 2004/05 พวกเขามีบทบาทสำคัญช่วยให้เชลซีโลดแล่นในเวทีพรีเมียร์ลีก และยุโรป ตลอดจนปฏิวัติแนวคิดผู้เล่นริมเส้นของฟุตบอลไปอย่างสิ้นเชิง

ข่าวอื่นๆ