แอชลีย์ โคล พูดคุยถึงการย้ายทีม ถ้วยแชมป์ และอนาคต

มีเพียงไม่กี่คนที่จะถูกเลือกให้เป็นผู้เล่นในทีมที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร ซึ่งสุดยอดนักเตะที่ถูกเลือกมานั้นประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อ ทำสถิติมากมายที่คนอื่นทำไม่ได้

แอชลีย์ โคล ไม่ได้ทำเช่นนี้แค่ครั้งเดียว แต่เขาสามารถทำได้ถึงสองครั้งในอาชีพการค้าแข้ง ซึ่งสิ่งที่เขาทำไว้เกิดขึ้นจนกระทั่งสิ้นสุดซัมเมอร์ที่ผ่านมาในวัย 38 ปี

เป้าหมายต่อไปของเขาคือการคว้าตราสัญลักษณ์ผู้ฝึกสอน หลังจากเจริญรอยตามเพื่อนร่วมทีมในช่วงปีที่ผ่านมา และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาอยู่ในญี่ปุ่นกับเดอะบลูส์ ดูวิธีการเล่นของทีมภายใต้แฟรงค์ แลมพาร์ดอย่างใกล้ชิด และสนุกไปกับชีวิตเบื้องหลังในเชลซีที่เป็นดั่งครอบครัว

พวกเรามีโอกาสพูดคุยกับเขาเกี่ยวกับช่วงเวลาความสำเร็จในฐานะนักเตะเชลซี หลังจากที่เขารับบทบาทเป็นฑูตสโมสรในการเดินทางครั้งนี้

ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับเรา โคล กลายเป็นนักเตะชุดไร้พ่ายของอาร์เซนอลในปี 2004 หลังจากที่คว้าดับเบิ้ลแชมป์ในปี 2002

แบ็คซ้ายทีมชาติอังกฤษย้ายข้ามฟากจากคู่ปรับร่วมเมืองมาอยู่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ปี 2006 พาทีมคว้าแชมป์ทุกรายการทั้งในอังกฤษ และยุโรปกับเชลซี ซึ่งนั่นรวมถึงการโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดในอาชีพจนทำให้พวกเราคว้าดับเบิ้ลแชมป์ในปี 2010 ก่อนที่จะมีบทบาทสำคัญในค่ำคืนที่มิวนิคปี 2012

จนถึงตอนนี้เป็นเวลาห้าปีแล้วที่เขาย้ายออกจากถิ่นเดอะบริดจ์ เขาเริ่มต้นค้นหาความท้าทายใหม่ และเขาจะใช้ประสบการณ์ความสำเร็จที่เคยได้รับมาแบ่งปัน มันเป็นเรื่องยากที่จะคิดถึงใครคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่โคลย้อนเรื่องราวจากคำถามมากมายที่เกิดขึ้นกับเขาเมื่อตัดสินใจย้ายจากลอนดอนทางเหนือมาอยู่ที่ SW6

‘ตอนนั้นผมรู้สึกเครียด’ เขายิ้ม เมื่อเขาย้อนความตอนที่ย้ายมาอยู่กับเชลซี ‘ผมรู้เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับนักเตะ แต่มันเป็นเรื่องที่ตรึงเครียดที่ก้าวเข้าสู่ทีมใหม่ พร้อมกับเจอกับผู้จัดการทีมคนใหม่’

‘ผมรู้สึกตื่นเต้น มันเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจในเวลานั้น แต่ผมกระตือรือร้นที่จะย้ายทีมเช่นกัน ผมย้ายมาด้วยความโกรธเล็กน้อย ผมต้องการพิสูจน์คุณค่าว่า ผมดีพอที่จะเล่นให้กับทีมชั้นนำ และผมต้องการเป็นผู้ชนะอย่างต่อเนื่อง’ เขาอธิบาย

‘ทีมชุดไร้พ่ายของอาร์เซนอลเป็นทีมแชมป์ที่มีบุคลิกอันยิ่งใหญ่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป นักเตะที่ยิ่งใหญ่หลายคนกำลังย้ายออกจากทีมทั้ง แพทริก วิเอร่า, เดนนิส เบิร์กแคมป์ รวมถึงอองรี และผมต้องการอยู่กับทีมที่มีสภาพแวดล้อมเช่นนั้นเพื่อที่จะคว้าชัยชนะ’

‘ผมเล่นร่วมกับแฟรงค์ และจอห์น เทอร์รี่ ในอังกฤษ โจโคล, เวย์น บริดจ์, ฌอน ไรท์ ฟิลลิปส์ ด้วย และผมชอบความกระหายเช่นนั้น พวกเขาคว้าแชมป์ติดต่อกัน และผมต้องการเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ผมพร้อมที่จะทุ่มเทให้กับมัน’

ตอนนี้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางอื่น แต่มันไม่ใช่การดำเนินไปอย่างปกติทั้งหมด มีเสียงวิจารณ์จากแฟนอาร์เซนอลและสื่อว่า เขาย้ายมาเพราะเรื่องเงิน และอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าในฤดูกาลแรกทำให้เขาพลาดการลงสนามในพรีเมียร์ลีก จนกระทั่งเขากลับมาลงสนามได้ทันเวลาช่วยเราคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ในปี 2007 และเป็นรอบชนะเลิศครั้งแรกที่สนามเวมบลีย์ใหม่

ในช่วงที่เขาไม่ได้ลงสนาม พวกเราเอาชนะเดอะกันเนอร์ในลีก คัพ รอบชิงชนะเลิศที่คาร์ดิฟฟ์ แต่ชัยชนะปาดหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้เขารู้สึกตัดสินใจถูกต้องที่ย้ายมาในถิ่น SW6

‘การคว้าแชมป์ที่นี่นับเป็นหนึ่งในไฮไลท์’ เขากล่าว ‘มีความกดดันมากมายเมื่อผมย้ายมาอยู่ที่นี่ หลายคนไม่เชื่อเหตุผลของผมที่กล่าวออกไป ดังนั้นสำหรับผมในการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ที่เอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเวมบลีย์ เป็นเรื่องที่ดีมาก’

เมื่อความฟิตและฟอร์มการเล่นที่กลับมาเหมือนเดิม เขาบาดเจ็บหนักอีกครั้งในปี 2010 เหตุปะทะกับ แลนดอน โดโนแวน ผู้เล่นของเอฟเวอร์ตัน ส่งผลให้ข้อเท้าแตก และทำให้เขาพลาดโอกาสลงสนามในพรีเมียร์ลีก แต่เขากลับมาช่วยเราได้ทันเวลา แม้จะมีปัญหาอาการบาดเจ็บที่รบกวน

นั่นเป็นฤดูกาลภายใต้การคุมทีมของคาร์โล อันเชล็อตติ ซึ่งโคลรู้สึกว่า เขามีฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดในอาชีพค้าแข้ง ด้วยรูปแบบการเล่นเกมรุกเหมือนกับฤดูกาลก่อนหน้าภายใต้ ลุยซ์ ฟิลิเป้ สโคลารี่

‘ผมคิดว่าผู้จัดการทีมที่เหมาะสมกับสไตล์การเล่นของผม คือ การเล่นเกมรุก ซึ่งเป็นวิธีการที่ผมเล่นให้กับอาร์เซนอล’ โคล กล่าว ‘เมื่อสโคลารี่มาที่นี่ ผมรู้สึกว่า ผมทำได้ดีที่สุด ผมรู้สึกดีมากภายใต้การคุมทีมของเขา และลงเล่นด้วยความมั่นใจ’

‘อันเชล็อตติเป็นผู้จัดการทีมอันดับหนึ่งในใจผม พวกเราเล่นด้วยแท็คติก แต่เขาก็ให้อิสระแก่คุณ และผมสามารถเล่นเกมรุกได้ การคว้าดับเบิ้ลแชมป์ในฤดูกาล 2009/10 เป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของผม’

‘มันเป็นฤดูกาลที่ผมทำประตูได้มากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล ผมรู้สึกว่า ผมไม่เคยพลาดในเกมรับ และสามารถประสานงานกับคนอื่นได้อย่างดี ผมเชื่อมเกมได้ดีกับมาลูด้าทางฝั่งซ้าย รวมถึงเจทีที่ยืนถัดจากผม และแฟรงค์ ที่ยืนทางฝั่งซ้ายของมิดฟิลด์แดนกลางสามประสาน ผมสามารถเติมเกมตามขึ้นไป และมันสร้างความอันตรายเสมอในกรอบเขตโทษ’

บ่อยครั้งที่โคลรักษาฟอร์มการเล่นไว้ได้อย่างยาวนาน เขาเป็นแบ็คซ้ายที่ดีที่สุดในโลก แท้จริงแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไป มันเป็นเรื่องยากที่จะคิดเกี่ยวกับนักเตะที่คุณต้องการให้มาแทนที่ตำแหน่งของเขา

‘ผมไม่รู้ นั่นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ผมได้เล่นมา’ เขายักไหล่ ‘ดังนั้นหากผู้คนคิดว่าผมเป็นแบ็คซ้ายที่ดีที่สุดในโลก นั่นเป็นเรื่องที่ดี แต่มันยากที่จะพูดถึงตัวคุณเอง’

นี่เป็นบุคลิกถ่อมตัวของโคลที่หลายคนไม่รู้จักในตัวเขา พาดหัวข่าวมักจะให้ความสนใจตัวเขาระหว่างค้าแข้ง แต่เขาไม่เคยมีความสุขเลยนอกเหนือจากในสนามแข่งขัน ดังที่เขากล่าวว่า เขาพยายามพิสูจน์เพื่อให้คนอื่นคิดผิด

‘นั่นเป็นวิธีการที่ทำให้ผมทำผลงานได้ดีที่สุด ผมต้องการกระตุ้นตัวเองเสมอ’ เขาอธิบาย ‘ตั้งแต่ผมอายุ 10 ขวบ ผมพยายามพิสูจน์ตัวเองเสมอ ผู้คนมักบอกว่าผมตัวเล็กเกินไป หรือดีไม่พอ ดังนั้นผมจึงคิดสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ บางคนอาจเรียกมันว่าความหยิ่งยะโส แต่มันเป็นกลไกการป้องกันเล็กๆ น้อยๆ และมันเป็นแรงกระตุ้น’

แรงผลักดันนั้นทำให้เขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 1 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ 1 สมัย, ยูโรป้า ลีก 1 สมัย และแน่นอนแชมเปี้ยนส์ ลีก ในช่วงเวลาที่เขาอยู่กับเชลซี เขายังพูดความรู้สึกที่ได้คว้าถ้วยเอฟเอ คัพในปี 2007 เป็นครั้งแรก แต่ไม่ลืมพูดถึงช่วงที่ดีครั้งอื่นๆ กับเชลซีด้วยเช่นกัน

‘พวกเราอยู่ในฐานะรองแชมป์ลีก และเมื่อคุณสามารถคว้าแชมป์ได้ในท้ายที่สุด มันจึงเป็นช่วงเวลาที่พิเศษ และการคว้าดับเบิ้ลแชมป์เป็นเรื่องที่พิเศษเช่นกัน’ เขากล่าว

‘การคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาเจ็ดสมัยในอาชีพค้าแข้ง ผมดูมันตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก และคิดว่าสักวันหนึ่งผมจะต้องได้ลงเล่นเอฟเอ คัพ จากนั้นการคว้าแชมป์รายการนี้กับอาร์เซนอลเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม หลังจากนั้นหลายคนบอกว่า ผมสามารถสร้างสถิติได้เนื่องจากผมยังอายุน้อย แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเกิดขึ้น และจากนั้นมันก็เกิดขึ้น’

‘เมื่อพูดถึงแชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเราเข้าใกล้มันหลายครั้ง ผมแพ้ในเกมสุดท้ายกับอาร์เซนอลรอบชิงชนะเลิศปี 2006 (จากการทำประตูของเพื่อนร่วมทีมในอนาคตชูเลียโน่ เบลเล็ตติ)’

‘ส่วนกับเชลซี พวกเราเคยแพ้ในรอบรองชนะเลิศ รวมถึงในมอสโคว มันรู้สึกเหมือนกับ มันไม่เคยเกิดขึ้น ผมยังคงคิดถึงเกมที่มอสโควทุกวัน ผมไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า เจทีจะรู้สึกอย่่างไร แต่ผมรู้จักเขาดี และผมรู้ว่าเขาจะคิดถึงมันทุกวัน มันใกล้เคียงมากจากที่เหลือผู้เล่น 10 คน ยื้อจนถึงการยิงจุดโทษ และการพลาดแชมป์อีกครั้งหนึ่ง ... และมันเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่’

‘จากนั้นเมื่อทำสำเร็จ และยามที่พวกเรากำลังเข้าใกล้ถึงจุดสิ้นสุดการค้าแข้งอาชีพ มันจึงเป็นเรื่องที่พิเศษมากกว่าเดิมเล็กน้อย พวกเราเริ่มต้นฤดูกาลได้ไม่ดีในปีนั้น อันดับในลีกเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับเรา แต่มันช่วยให้เรารวมใจกัน และพวกเราตระหนักดีว่า พวกเราสามารถทำมันได้ มันอาจเป็นโอกาสสุดท้ายของพวกเรา มันทำให้รู้สึกดีกว่าเดิมเมื่อคุณเอาชนะพร้อมกับเพื่อนของคุณ และคนที่สนิทกัน’

โคลรู้สึกอย่างไร เมื่อเขามองจากอีกมุมหนึ่งของชีวิต กับการได้ดูแลมพาร์ดเตรียมความพร้อมให้กับทีมยุคใหม่เพื่อการแข่งขันที่กำลังจะมาถึง หลังจากที่เขาแขวนสตั๊ด?

‘มันเป็นเพชรฆาต มันไม่เคยจางหายไปเลย! เขาหัวเราะ ‘ในความคิดของคุณยังคงต้องการเล่น และคิดว่าคุณสามารถหลุดจากตรงนั้นได้ แต่ขาของคุณไม่สามารถทำได้’

‘ผมหลงรักที่นี่ ผมชอบที่จะอยู่ร่วมกับเพื่อนๆ และผมคิดถึงมัน เชลซียังคงดูแลผมเสมอ และมันเป็นเรื่องที่ดีที่ได้กลับมา เชลซีเป็นสโมสรที่พิเศษ’

ข่าวอื่นๆ