บล็อก

สายสัมพันธ์ระหว่างเชลซีและเบรนแดน รอดเจอร์ส

สำหรับเกมประจำค่ำคืนนี้ที่คิง พาวเวอร์ สเตเดียม จะเป็นอีกหนึ่งครั้งที่เราต้องเผชิญหน้ากับอดีตโค้ชชุดเยาวชนของสโมสรอย่าง เบรนแดน รอดเจอร์ส

จากการที่เชลซีและเลสเตอร์ทำผลงานในพรีเมียร์ ลีกเบียดกันมาอย่างสูสีในฤดูกาลนี้, เราได้รวบรวมประสบการณ์ในอดีตของเรากับเบรนแดน รอดเจอร์ส ไปจนถึงการฟาดฟันกันในช่วงหลายครั้งให้หลังมาให้ทุกคนได้ร่วมย้อนความกัน

เบรนแดนในคราบเดอะ บลูส์

สำหรับรอดเจอร์สถูกแต่งตั้งให้เข้ามาเป็นโค้ชทีมเยาวชนของเชลซีตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2004 หลังผ่านงานด้วยการเป็นผู้จัดการทีมอะคาเดมี่ของเรดดิ้ง สโมสรซึ่งเขาใช้เวลากว่า 9 ปีอยู่นั่นทั้งในฐานะนักเตะและโค้ช

ในอดีตเจ้าตัวลงเล่นให้ทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ แต่ดันโชคร้ายต้องมาแขวนเกือกเร็วกว่าที่ควรเพราะอาการบาดเจ็บ โดยรอดเจอร์สได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนที่ผ่านการร่ำเรียนวิชาโค้ชลูกหนังมาด้วยกันอย่างสตีฟ คล๊ากให้เข้ามารับงานที่เชลซี หลังเจ้าตัวกำลังจะถูกดันขึ้นไปทำหน้าที่ในทีมชุดใหญ่
 

รอดเจอร์สถูกเลื่อนขึ้นไปรับหน้าที่ผู้จัดการทีมเชลซีชุดสำรองเมื่อปี 2006 ท่ามกลางบรรดาผู้เล่นที่เขาขัดเกลามาตั้งแต่ชุดเยาวชน รวมไปถึงนักเตะชุดสำรองที่มีโอกาสแทรกขึ้นมามีชื่อเสียงในฟุตบอลอาชีพอย่าง ไรอัน เบอร์ทรานด์, แจ็ค คอร์ค,แซม ฮัทชินสัน,ไมเคิ่ล มานเซียนน์,สก็อตต์ ซินแคลร์,เลียม บริดคัตต์และเบน ซาฮาร์

การพบเจอกันอีกครั้งกลางวันวาเลนไทน์

หลังจาก 4 ปีกับเชลซีผ่านพ้นไป , รอดเจอร์สแยกทางออกจากสโมสรเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2008 เพื่อรับตำแหน่งผู้จัดการทีมชุดใหญ่ของสโมสรในเดอะ แชมเปี้ยน ชิพอย่างวัตฟอร์ดด้วยวัย 35 ปีในตอนนั้น และเป็นที่นั่นเอง ที่ทำให้เขาได้รู้จักกับพ่อของแฟงรค์ แลมพาร์ด ที่ทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับกุนซือหนุ่มรายนี้

ย้อนกลับไปในวันวาเลนไทน์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ของซีซั่นที่เขาคุมทีมลงเจอกับเชลซีเป็นหนแรกในเกมเอฟเอ คัพที่วิคาเรจ โร้ด วันนั้นเชลซีกำลังอยู่ในช่วงที่สถานะของกุนซือยังไม่แน่นอน เมื่อหลุยส์ ฟิลิเป้ สโคลารี่ ถูกปลดและได้มีการแต่งตั้ง กุส ฮิดดิ้งให้เข้ามารับช่วงต่อ แต่อย่างไม่เสร็จสิ้นเรียบร้อยดี เพราะฉะนั้นจึงตกเป็นหน้าที่ของเรย์ วิลกิ้นส์ที่ต้องรับผิดชอบคุมทีมข้างสนาม และเป็นเราที่โดนยิงนำก่อนในครึ่งหลัง แต่ก็ต้องมาให้เครดิตแฮตทริกของนิโคล่าส์ อเนลก้า ที่ช่วยเรากลับมาแซงชนะ 3-1 เมื่อสิ้นเสียงนกหวีด

การปะทะกันในพรีเมียร์ ลีก

หลังจากแยกทางกับวัตฟอร์ดเพื่อกลับไปสโมสรเก่าอย่างเรดดิ้งและต่อด้วยสวอนซี และความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดต่อเชลซีของรอดเจอร์สก็ได้มาถึงตั้งแต่ครั้งแรกที่เขากลับมาสแตมฟอร์ด บริดจ์

หงส์ขาวพ่ายสิงห์ บลูส์ไปขาดลอย 4-1 เมื่อเดือนกันยายนปี 2011 ด้วย 2 ประตูจาก รามิเรส,เฟร์นานโด ตอร์เรสและดิดิเย่ ดร็อกบา แม้ว่าตอร์เรสจะโดนใบแดงไล่ออกจากสนามไปไม่นานหลังจากที่เขาทำประตูได้ในครึ่งแรกก็ตาม
 

เขาทิ้งทุกอย่างให้เดมบา บา

นัดที่ยากจะลืมระหว่างรอดเจอร์สกับเชลซีคงหนีไม่พ้นเกมเมื่อเดือนเมษายน 2014 เมื่อลิเวอร์พูลมาในฐานะทีมลุ้นแชมป์ลีก โดยเหลือเกมให้ชี้ชะตาอีกเพียง 3 นัดเท่านั้น

ทัพหงส์แดงมากับเป้าหมายที่ต้องสยบเดอะ บลูส์ลงให้ได้ในเกมที่แอนฟิลด์ แต่เป็นสตีเว่น เจอร์ราร์ดกัปตันทีมที่ดันลื่น ปล่อยให้เดมบา บาหลุดเดี่ยวไปส่งบอลผ่านมือมิญโญ่เลต์ในช่วงก่อนหมดครึ่งแรก ก่อนที่จะเป็นวิลเลี่ยนที่มาบวกสกอร์เป็น 2-0 จากลูกจ่ายของอดีตแข้งลิเวอร์พูลอย่างเฟร์นานโด ตอร์เรสในช่วงโค้งสุดท้ายของเกม ส่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ฉกแชมป์จากมือไปอย่างน่าเสียดายแทน

นอกจากนี้ในซีซั่นที่ถัดมา เรายังเอาชนะลิเวอร์พูลของรอดเจอร์สได้ในเกมรอบรองชนะเลิศลีก คัพที่พบกันแบบเหย้าเยือน จากลูกจุดโทษของเอเด็น อาซาร์และประตูของบรานิสลาฟ อิวาโนวิช ตามมาด้วยการฉลองแชมป์ดังกล่าวอย่างใหญ่

สถิติของรอดเจอร์สต่อเชลซี

หลังโลดแล่นในสก็อตแลนด์กับเชลติกกว่า 3 ปี รอดเจอร์สหวนกลับมาพรีเมียร์ ลีกอีกครั้งในคราบจิ้งจอกเมื่อซีซั่นที่แล้ว มีโอกาสได้เจอกับเชลซีในช่วงปลายฤดูกาลก่อนและช่วงต้นฤดูกาลนี้ จบด้วยผลเสมอทั้งสองนัด รวมสถิติของจองรอดเจอร์สต่อเชลซีที่ เสมอ 7 แพ้ 6 ชนะ 0

ข่าวอื่นๆ