ข่าว

แลมพาร์ด ไขกระจ่างอาการบาดเจ็บอับราฮัม, ถกสัญญาใหม่วิลเลี่ยนและการลดระยะห่างกับทีมหัวตาราง

แม้ว่าจะขาดผู้เล่นตัวหลักไปถึง 4 รายก่อนเกมบุกเยือนบอร์นมัธ แฟรงค์ แลมพาร์ดเองก็ยังคงมีตัวเลือก 11 ตัวจริงในใจ ระหว่างเตรียมยกพลบุกแถบชายฝั่งทะเลตอนใต้ สำหรับเกมพรีเมียร์ลีกคืนนี้

บอสใหญ่ของเราจะหมดสิทธิ์ใช้งานแทมมี่ อับราฮัม, คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย, คริสเตียน พูลิซิชและเอ็นโกโล่ ก็องเต้ 4 นักเตะตัวหลักที่ไม่ได้ออกสตาร์ทเกมแชมเปี้ยนส์ ลีกที่สแตมฟอร์ด บริดจ์กับบาเยิร์น มิวนิคเมื่อกลางสัปดาห์

มีเพียงอับราฮัมเท่านั้นที่มีส่วนกับเกมเมื่อคืนวันอังคาร เมื่อเจ้าตัวถูกส่งลงมาในครึ่งหลัง ก่อนที่ดาวเตะเลือดผู้ดีจะโชคร้ายได้รับบาดเจ็บซ้ำตรงบริเวณข้อเท้า ส่งผลให้เขาต้องพักจากการซ้อมรวมถึงแมตช์การแข่งขันช่วงสุดสัปดาห์ โดยแลมพาร์ดเผยยังคงต้องรอดูไปก่อนว่าทางออกสุดท้ายนั้นจำเป็นจะต้องถึงขั้นผ่าตัดหรือไม่?

"มันเป็นอาการบาดเจ็บข้อเท้าบริเวณเอ็นร้อยหวาย"แลมพาร์ดกล่าว "อาการอักเสบที่เกิดขึ้นกับเขา กำลังสร้างความเจ็บปวด ซึ่งเรากำลังมองหาวิธีในการขจัดมัน"

"นี่ก็ผ่านมาร่วมเดือนแล้ว (ตั้งแต่เขาได้รับบาดเจ็บจากเกมกับอาร์เซน่อล) และเรายังคงพูดถึงมันอยู่ มันน่าหงุดหงิดใจที่เห็นเขากลับมาได้แล้วแต่ต้องออกจากทีมไปอีก บางครั้งความเจ็บปวดในขั้นต้นก็ทำให้มันเป็นแบบนั้น ซึ่งหากเขาอาการยังไม่โอเคก็คงต้องปล่อยให้พักไปอีกระยะหนึ่ง อย่างน้อยก็เพื่อดูอาการ"

นอกจากนี้แลมพาร์ดยังลังเลที่จะยึดแผนเดิมอย่าง 3-4-2-1 ระบบที่ใช้ในเกมสองนัดหลังสุด หรือปรับมาใช้เป็นแผงหลัง 4 คน ที่เป็นแผนประจำในฤดูกาลนี้ ซึ่งหากลองโฟกัสไปที่เกมรับ, ฟิกาโย โทโมรี ไม่ได้ออกสตาร์ทเกมเลยนับตั้งแต่เยือนอาร์เซน่อลก่อนช่วงปีใหม่ ทำให้มีการพูดถึงเรื่องนี้พอสมควรในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

"ผมมีเซ็นเตอร์แบ็ค 4 คนให้เลือก แน่นอนจะต้องมี 2 คน ที่ไม่โอเคกับการตัดสินใจของผม" แลมพาร์ด อธิบาย "คนจะเริ่มตั้งคำถามเมื่อคุณเปลี่ยนแผนอยู่ตลอด และก็จะถามอีกเมื่อคุณวางหมากด้วยเซ็นเตอร์ 2 หรือ 3 ตัว เหมือนเดิมอย่างที่เคยทำ ถือว่าตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คของเรามีการแข่งขันสูงพอตัวเลยล่ะ"

"ในรายของฟิกาโย เขาจะต้องลงซ้อมในระดับสูงสุดอยู่เสมอ เพราะเมื่อคุณหลุดจากตำแหน่งในทีมไป แม้ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหน คุณก็ยังต้องแสดงทัศนคติรวมถึงการซ้อมที่ดีออกมา ซึ่งตอนนี้เขาก็ทำแบบนั้นอยู่ เขากำลังเรียนรู้มันและยังมีอนาคตที่สดใสรออยู่กับสโมสรแห่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย มันคงเป็นเรื่องปวดหัวในการจัดตัวผู้เล่นลงสนามของผมเอง นั่นแหละคือทั้งหมด"

นักเตะอีกหนึ่งรายที่ยึดหัวข่าวในสัปดาห์นี้คงเป็นใครไม่ได้นอกจากวิลเลี่ยน หลังดาวเตะแดนกาแฟออกมาเผยความคืบหน้าการเจรจาต่อสัญญาสโมสรหลังจบเกมกับบาเยิร์น มิวนิค โดยสัญญาฉบับปัจจุบันของแข้งวัย 31 ปีจะมีกำหนดหมดลงเมื่อถึงสิ้นฤดูกาลนี้

"ยังคงอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับสโมสร" แลมพาร์ด กล่าว "ผมรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมเท่าไหร่ในการพูดเรื่องนี้ แต่ผมถูกยิงคำถามนี้บ่อยครั้งมาก รวมถึงนักเตะเองก็ถูกถามหลังจบเกม มันจึงไม่ง่ายเลยที่พวกเขาจะปิดปากเงียบไม่พูดอะไรออกมา จริงๆ ผมก็ไม่มีปัญหากับเรื่องนี้นะ แค่ไม่อยากถล้ำลึกจนเกินไปแค่นั้นเอง

"เรากำลังทำงานหนักในทุกๆ วัน เพื่อการจบอันดับที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ในปีนี้ เพราะฉะนั้นผมจะไม่กระโดดข้ามไปพูดถึงเรื่องซัมเมอร์นะ การแข่งขันยังไม่จบ ไว้คืบหน้าแล้วคงได้รู้"

ปัจจุบัน เดอะบลูส์นำเป็นท็อปโฟร์ห่างอยู่ 3 แต้ม โดนลิเวอร์พูลจ่าฝูงทิ้งห่างจนไกลลิบตา พร้อมกับการที่แลมพาร์ดนั้นต้องการที่จะรักษาสมดุลระหว่างการนำฝูงบรรดาทีมไล่ล่าพื้นที่ท็อปโฟร์ กับการพัฒนาทีมให้สามารถขึ้นไปลดช่องว่างกับทีมบนหัวตารางให้ได้ในอนาคต

แลมพาร์ดรู้ดีถึงความหนักหนาที่ต้องฝ่าฟันเพื่อเป้าหมายทั้งสอง และก็มักจะย้ำเตือนเสมอถึงสถานการณ์และข้อจำกัดภายในสแตมฟอร์ม บริดจ์ซีซั่นนี้ ทั้งการโดนแบนเสริมทัพเมื่อช่วงซัมเมอร์ก็ดีหรือการเสียผู้เล่นที่ขึ้นชื่อว่าร้ายกาจที่สุดในพรีเมียร์ ลีกอย่างเอเด็น อาซาร์ ตามคำกล่าวอ้างจากแลมพาร์ด ทุกคนในสโมสรนี้รู้ดีถึงความท้าทายที่ต้องรับมือในฤดูกาลนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

"สมดุลของพรีเมียร์ลีกเปลี่ยนไปเพราะแมนเชสเตอร์ ซิตี้และลิเวอร์พูลได้สร้างมาตรฐานที่น่าทึ่งเอาไว้" บอสกล่าวต่อ "เรามีปัจจัยภายนอกเข้ามา อย่างการติดโทษแบนซื้อตัวผู้เล่น และนักเตะสำคัญที่โบกมือลาสโมสร แต่เมื่อผมได้คุยกับบอร์ดบริหาร เรายังคงมุ่งมั่นที่เป้าหมายเดิม ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเรายังต่อสู้เพื่อท็อปโฟร์"

"เป็นคำที่ล้าสมัยไปหน่อยนะ เมื่อมีคนบอกว่า 'แต่พวกนายคือเชลซีนะ นายไม่ควรแฮปปี้กับการได้ที่ 4หรอก' แต่คือลีกมันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่เหมือนแมนฯ ยูไนเต็ดเมื่อ 15-20 ปีก่อน หรือเหมือนนักเตะเชลซีอย่างเราในสมัยที่จองอันดับ 1 หรือ 2 เป็นประจำในช่วงกลางยุค 2000s"

"สิ่งที่เราควรทำคือสร้างความภูมิใจให้แฟนๆ ในทุกครั้งที่ลงไปเล่น โชว์ให้พวกเขาเห็นว่าเรากำลังต่อสู้เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ พยายามเอาชนะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมไม่คิดว่าจะมีใครมองไม่เห็นว่าเราทำสิ่งนั้นได้แล้วในซีซั่นนี้ มีบางช่วงที่เราอาจจะพลาดด้วยเหตุผลเล็กๆ ในแง่ของเรื่องมาตรฐาน แต่เราต้องการลดช่องห่างกับพวกเขาให้ได้และผมเชื่อมั่นจากใจว่าเราจะทำได้ ตัวผมเองทั้งตระหนักและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เช่นกันกับทุกคนในฐานะสโมสร"

ทริปออกไปเยือนบอร์นมัธจะเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการออกสตาร์ทการเก็บชัยชนะในลีก ก่อนจะถึงช่วงพักเบรกทีมชาติครั้งสุดท้ายของซีซั่นในช่วงปลายเดือนมีนาคม รวมถึงบททดสอบอันอัดแน่นไปด้วยความกดดันที่รอเข้ามาท้าทายการพัฒนาทีมพลังหนุ่มของแฟรงค์ แลมพาร์ดอยู่

สิ่งที่เราควรทำคือสร้างความภูมิใจให้แฟนๆ ในทุกครั้งที่ลงไปเล่น โชว์ให้พวกเขาเห็นว่าเรากำลังต่อสู้เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ และพยายามเอาชนะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

photo of แฟรงค์ แลมพาร์ด แฟรงค์ แลมพาร์ด

"มีบางครั้งที่พวกเขาต้องเจอกับความยากลำบาก แต่สิ่งที่จะได้มาคือวุฒิภาวะ ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่เราให้อิสระกับพวกเขาในปีนี้" แลมพาร์ดพูดถึงการเรียนรู้ของนักเตะ "สำหรับเมสัน เมาท์ และรีซ เจมส์ เมื่อคืนวันอังคารถือเป็นเกมที่ใหญ่สำหรับพวกเขามากในแง่ของการเรียนรู้เพิ่มประสบการณ์"

"กว่าผมจะได้เล่นแชมเปี้ยนส์ ลีกกับเชลซีก็ปาไปราวๆ อายุ 20 กลางๆ แล้ว ขนาดตอนนั้นผมยังคิดเลยว่ามันเป็นระดับที่ก้าวกระโดดสำหรับผมแล้ว ทีนี้ลองดูอายุของพวกเขาสิ (21 และ 20 ตามลำดับ) รีซลงให้กับวีแกนอยู่เลยเมื่อซีซั่นที่แล้ว ขณะที่เมาท์อยู่กับผมที่ดาร์บี้ แต่ตอนนี้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับติอาโก้ อัลคันทาร่า และแข้งรถไฟเหาะอย่างอัลฟอนโซ่ เดวี่ส์จากบาเยิร์น มิวนิค"

"มันคือบททดสอบที่สำคัญและบททดสอบเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์สำหรับพวกเขาในระยะยาว ถึงแม้ว่าจะเป็นค่ำคืนที่โหดร้ายก็ตาม เมื่อคุณลองมองดูนักเตะของเรา มันไม่ได้มีแต่นักเตะจำพวก โควาซิชที่เคยเข้ารอบชิงกับเรอัล มาดริดมาแล้วหรือเซซาร์ อัซปิลิเกวต้าที่เคยถึงรอบรองกับเชลซี แต่ความจริงคือนักเตะที่เหลือในชุดออกสตาร์ทนั้นยังใหม่สำหรับแชมเปี้ยนส์ ลีกหรือไม่ก็มีประสบการณ์แค่ถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น

"เราต้องพร้อมยืดอกรับความจริง มันมีเหตุผลที่ว่าทำไมเราเดินมาถึงจุดนี้ได้ เราไม่ได้ขึ้นไปท้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาหลายปีและเราอยากลดช่องห่างตรงนั้น แต่ก่อนอื่นเราก็ต้องสู้และทำงานหนักที่สุดเท่าที่จะทำได้ในสนามซ้อมและในการแข่งขันเพื่อให้วันนั้นเป็นจริง" 

ข่าวอื่นๆ