ประวัติ

เรื่องราวในฤดูกาล 2004/05: เริ่มต้นตำนานดร็อกบา

บทความเจาะลึกฤดูกาล 2004/05 ตอนที่สามของเราจะเน้นเรื่องราวความสำเร็จในวันที่ตำนานแห่งเชลซีได้ยิงประตูเปิดตัวของเขากับสโมสร...

“ฤดูกาลที่แล้วเขาดูเหมือนเป็นนักเตะระดับพรีเมียร์ชิพเท่านั้น แต่วันนี้เราได้เห็นความจริงกันแล้ว”
มาร์ติน ไทเลอร์, Sky Sports

ทุกอย่างเริ่มต้นเหมือนกับวันที่สิ้นสุด การเปิดบอลจากเท้าซ้ายเข้ามาในกรอบให้ชายอีกคนที่กระโดดโขกเต็มแรงเข้าประตู เป็นรูปแบบการทำประตูแรกและประตูที่ 157 ของเจ้าตัว

“ผมได้ดูการทำประตูแรกของเขาในเกมที่พบคริสตัล พาเลซ และมันทำให้ผมจำได้ว่าเขาเล่นเกมรุกได้ดีแค่ไหน ผมจำได้เลยว่าตัวเองคิดว่าเพื่อนนักเตะคนนี้เขาไม่เคยอ่อนข้อให้อะไรเลย และตอนนี้เขาทำประตูแบบนั้นได้อีกครั้งในเกมสุดท้ายของเขากับทีม” แฟรงค์ แลมพาร์ด กล่าวในเดือนพฤษภาคม 2012

แน่นอนว่าประตูสุดท้ายของดร็อกบาในการค้าแข้งครั้งแรกกับเชลซีคือประตูในเกมพบบาเยิร์น มิวนิค เป็นเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทุกคน ต่อด้วยการยิงจุดโทษตัดสินให้ทีมคว้าถ้วยแชมป์เปี้ยนส์ ลีกได้เป็นครั้งแรกด้วย

นั่นคือจุดจบยุคแรกของดร็อกบา แม้ว่าจะกลับมาเข้าร่วมทีมอีกครั้งในช่วงซัมเมอร์ของปี 2014 ก็ตาม ช่วงเวลา 8 ปีของดร็อกบาก็เต็มไปด้วยโมเม้นต์สุดพิเศษในการแข่งขันใหญ่ๆ มากมาย

การแข่งขันกับคริสตัล พาเลซที่เซลเฮิร์สต์ ปาร์คในช่วงปลายเดือนสิงหาคมไม่ได้อยู่ในโอกาสใหญ่ๆ แบบนั้น พวกเขากลับมาเล่นในลีกสูงสุดได้หลังจากที่หายหน้าไปนาน พาเลซยังติดอยู่ที่อันดับบ๊วยของตารางและมีลางเหมือนจะต้องกลับไปเล่นในแชมป์เปี้ยนชิพอีกครั้ง

ดร็อกบาเองก็เช่นกัน เขาเริ่มต้นชีวิตในพรีเมียร์ลีกได้ในแบบที่หลายคนต่างก็จับตามองด้วยความกังวล เป็นที่รู้กันว่านักเตะต่างชาติที่เข้ามาร่วมทีมมักจะต้องใช้เวลาปรับตัวราวๆ 6 เดือน แน่นอนว่าเช่นเดียวกันกับดร็อกบา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้น และเซลเฮิร์สต์ ปาร์คก็เป็นพยานให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น

สุดสัปดาห์แรกที่ชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นผลมาจากความพยายามเล่นเกมรับที่แข็งแกร่งเมื่อเจอกับทีมแชมป์เก่า ต่อด้วยการไปเยือนสนามเซ็นต์ แอนดรูว์เพื่อฟาดแข้งกับเบอร์มิ่งแฮม ซิตี้ เชลซีของเราจัดแผน 4-5-1 ลงสนามยังทำอะไรไม่ได้มากนัก จนกระทั่งโจ โคลถูกเปลี่ยนตัวลงสนามไปแล้วยิงประตูชัยได้ในช่วงท้ายเกม

สำหรับดร็อกบาแล้วนั่นคือเกมที่สองที่เขายังทำประตูให้เชลซีไม่ได้ หลังจากที่พลาดสองโอกาสแรกไป เขาอาจจะรู้สึกว่าถ้าทำประตูแรกได้ คงจะช่วยหยุดแรงกดดันที่ก่อตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้แน่นอน แต่เกมที่สามที่เซลเฮิร์สต์ ปาร์ค จะมีโชคสำหรับแข้งค่าตัวสถิติสโมสรหรือเปล่านะ? แน่นอน คำตอบคือใช่

“เคซมัน... บาบายาโร่... ดร็อกบา!!!!!” มาร์ติน ไทเลอร์ จากช่อง Sky Sports ตะโกนสุดเสียงระหว่างที่บรรยายเกมคืนวันอังคาร “เยี่ยมจริงๆ สุดจัดปลัดบอดเลย” แอนดี้ เกรย์ ผู้บรรยายอีกคนกล่าวเสริม

“ฤดูกาลที่แล้วเขาเหมือนเป็นผู้เล่นระดับพรีเมียร์ชิพของยุโรปเท่านั้นนะ” ไทเลอร์กล่าวถึงดร็อกบาที่ยิงประตูในยูฟ่า คัพ และทำผลงานได้เยี่ยมในเกมพบลิเวอร์พูลกับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

ประตูนั้นถูกฉลองด้วยท่าสไลด์เข่าอันโด่งดังและเป็นเหมือนท่าประจำตัวของดร็อกบา ทำให้คำพูดที่ว่า “เสียดายเงินซื้อตัวนายมาจริงๆ” ของแฟนบอล ถูกกลืนลงคอไปทันที และเราได้เห็นกันแล้วหลายครั้งในช่วงเวลา 8 ปีหลังจากนั้นว่าดร็อกบาไม่ใช่นักเตะที่เสียค่าตัวไปแบบเปล่าประโยชน์เลย เขาทำไปได้อีก 99 ประตูจนกลายเป็นนักเตะอัฟริกันคนแรกที่ยิงในพรีเมียร์ลีกครบ 100 ประตู

หลังทำสถิตินั้นได้ เขาก็ได้พูดคุยกับทีมงานนิตยสารเชลซีและย้อนรำลึกถึงประตูที่ผ่านมา ระหว่างที่กำลังเล่าถึงประตูแรก ดาวิด ลุยซ์ก็เดินผ่านมาพอดีแล้วแทรกขึ้นมาเลยว่า “บาบายาโร่เปิดก่อนเลยด้วยเท้าซ้าย แล้วหลังจากนั้นนะ บู้ม!!! ดิดิต้า!!!!”

ลุยซ์ได้ดูเกมนั้นในสมัยเด็กขณะที่ยังเล่นให้ทีมวิตอเรีย รุ่นเยาวชนที่บ้านเกิด เป็นช่วงเวลาที่ดร็อกบาแสดงให้เห็นว่าเขามาแล้วจริงๆ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลกฟุตบอลเลย

อีกเรื่องที่ควรย้ำคือไม่ใช่ดร็อกบาคนเดียวที่ยิงประตูแรกให้เชลซีได้ในเกมที่พบกับคริสตัล พาเลซ ติอาโก้เองก็เป็นอีกคนที่ทำได้ หลังย้ายมาจากเบนฟิก้าไม่นาน

ดร็อกบาเป็นผู้ทำแอสซิสต์ให้แข้งโปรตุเกสได้ประตูด้วยการปั่นบอลเรียดผ่านชูเลี่ยน สเปโรนี่เข้าไปตุงตาข่าย ชัยชนะ 2-0 ในเกมนั้นสร้างความยินดีให้กับนักเตะที่ได้เห็นเพื่อนร่วมทีมใหม่พังประตูได้เป็นครั้งแรก

หลังจากที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในทีมปอร์โต้มากนัก ติอาโก้น่าจะเป็นนักเตะหน้าใหม่ที่คนรู้จักน้อยที่สุดแล้วสำหรับเชลซี แต่เขาก็กลายมาเป็นนักเตะที่ได้รับความนิยมอย่างมาก จากการเล่นในแดนกลางอย่างเข้าขากันกับแฟรงค์ แลมพาร์ด มีวิธีการเล่นที่ไม่เห็นแก่ตัวและทำตามแท็คติกที่วางไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย

ก่อนที่นกหวีดหมดเวลาจะดังขึ้นที่เซลเฮิร์สต์ ปาร์ค แฟนบอลเชลซีก็ได้คิดเพลงเรียกผู้ทำประตูคนใหม่ของพวกเขาว่า “ติอาโก้ โว้ว ติอาโก้ โว้ โอ โอ โอ เขามาจากโปรตุเกสและเขาเกลียดอาร์เซนอล” พร้อมส่งเสียงร้องดันดังทั่วทั้งสนามเซลเฮิร์สต์

ฮีโร่คนใหม่ของเชลซีปรากฏตัวในคืนวันนั้นแล้ว

- โดยริชาร์ด ก็อดเดน – บรรณาธิการหนังสือโปรแกรมการแข่งขันของเชลซี

คุณสามารถรับชมสรุปเรื่องราวในฤดูกาล 2004/05 ได้แบบเต็มๆ ที่แอปฯ The 5th Stand

แอปฯ The 5th Stand พร้อมให้คุณใช้งานแล้วในรูปแบบภาษาไทย เข้าชมคอนเท้นต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแฟนชาวไทยโดยเฉพาะ ทั้งข่าวด่วน, ไฮไลต์การแข่งขัน และอื่นๆ อีกมากมาย คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

ข่าวอื่นๆ