บทวิเคราะห์

3-4-3 กลยุทธ์พลิกชีวิต โดย วิเคราะห์บอลจริงจัง

แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่น่าจดจำมากที่สุดครั้งหนึ่งของเชลซี เกิดขึ้นในซีซั่น 2016-17 ซึ่งเป็นปีแรกของอันโตนิโอ คอนเต้

หนึ่งซีซั่นก่อนหน้านั้น เชลซีเกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย โชเซ่ มูรินโญ่แยกทางกับทีม ก่อนจะเป็นกุส ฮิดดิงค์ เข้ามาคุมทีมชั่วคราว และพอจบซีซั่น ท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน เชลซี เลือกแต่งตั้ง คอนเต้ ขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่

ดีกรีของคอนเต้ ก่อนย้ายมาพรีเมียร์ลีก เขาพายูเวนตุสเป็นแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา 3 สมัยติดต่อกัน โดยเฉพาะปีแรกของเขากับยูเว่ ทำสถิติแชมป์แบบไร้พ่ายด้วย

จุดเด่นของคอนเต้อันลือลั่นตอนอยู่อิตาลี คือการใช้ระบบการเล่น 3-5-2 ซึ่งในยุคที่วงการฟุตบอลสมัยใหม่ แต่ละทีมมักจะใช้ 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 กันหมดแล้ว การย้อนยุคกลับมาใช้ระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็ก ถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติมากนัก แต่ทว่า 3-5-2 ของคอนเต้กลับได้ผลดีมากในเซเรีย อา

จอร์โจ้ คิเอลลินี่, อันเดรีย บาร์ซาญี่ และ ลีโอนาร์โด้ โบนุชชี่ 3 ประสานอันแข็งแกร่ง เมื่อเล่นรวมกันแล้ว ยากมากที่ทีมไหนจะเจาะทะลวงไปได้

คอนเต้อยู่กับยูเวนตุส 3 ซีซั่น ก่อนก้าวไปรับงานคุมทีมชาติอิตาลี และเขาก็นำเอาระบบ 3-5-2 ไปใช้ด้วย กับ 3 เซ็นเตอร์แบ็กตัวเดิม คิเอลลินี่, บาร์ซาญี่ และ โบนุชชี่

หลังจบศึกยูโร 2016 คอนเต้อำลาโค้ชทีมชาติ และมาเริ่มต้นงานใหม่ในฐานะผู้จัดการทีมเชลซี ซึ่งในตอนแรก หลายคนก็สงสัยมาก ว่าคอนเต้จะจัดแผนการเล่นอย่างไร เพราะตั้งแต่ก่อตั้งพรีเมียร์ลีกมา เชลซีไม่เคยเล่นในระบบกองหลัง 3 คนมาก่อน ไม่ว่าผู้จัดการทีมจะเป็นใคร แต่เชลซีจะเล่นด้วยแผงแบ็กโฟร์เสมอ

คอนเต้นั้น เขาเองก็ไม่กล้าที่จะเอาระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็กมาใช้กับเชลซี เพราะรู้ดีว่า นักเตะคงจะไม่คุ้นเคย ดังนั้นเขาจึง ออกสตาร์ทฤดูกาลด้วยระบบ 4-3-3 ซึ่งเป็นแผนที่โชเซ่ มูรินโญ่ใช้งาน ก่อนจะอำลาเชลซีในช่วงกลางซีซั่นที่แล้ว

เกมแรกสุดของซีซั่น 2016-17 เชลซีเปิดฉากเจอกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ดก่อน ธีโบต์ กูร์ตัวส์ เป็นผู้รักษาประตู จอห์น เทอร์รี่ กับ แกรี่ เคฮิลล์ เป็นคู่เซ็นเตอร์ แบ็กขวาเป็นบรานิสลาฟ อิวาโนวิช ส่วนแบ็กซ้ายเป็นเซซาร์ อัซปิลิเกวต้า

กองกลางใช้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ตัวใหม่ที่ย้ายมาจากเลสเตอร์ เล่นกลางรับ ส่วนอีกสองคนเป็นเนมานย่า มาติช และ ออสการ์ ขณะที่สามตัวรุกเป็นเอแด็น อาซาร์, วิลเลี่ยน และ ดีเอโก้ คอสต้า

ด้วยไลน์อัพแบบนี้ ดูเผิน ๆ ก็น่าจะแข็งแกร่งดี แต่พอเอาเข้าจริง ๆ แล้ว ทีมของคอนเต้เล่นไม่เท่าไหร่ พวกเขาได้บุกเยอะก็จริง แต่ก็เปิดช่องให้เวสต์แฮมโจมตีหลายหนเหมือนกัน สกอร์นั้นอยู่ที่ 1-1 จนถึงนาที 89 เชลซีก็มาได้ประตูชัยจากดีเอโก้ คอสต้า จบเกมเฉือนไป 2-1 ในรูปเกมที่ไม่ดีเลย คือเป็นสามแต้มก็จริง แต่ก็ได้มาชนิดใจหายใจคว่ำ

นัดต่อมา เชลซีไปเยือนวัตฟอร์ด ที่วิคาเรจ โร้ด ไลน์อัพแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง และผลการแข่งก็ออกมาเหมือนเดิมเป๊ะ คือเชลซีชนะ 2-1 ได้ประตูชัยจากดีเอโก้ คอสต้า นาที 87

จะเห็นได้ว่า พวกเขาชนะก็จริง แต่ลุ้นเหนื่อยทุกนัด ถ้าไม่มีดีเอโก้ คอสต้าล่ะก็ แต้มคงหลุดไปทั้ง 2 นัดแล้ว

เชลซีชนะเบิร์นลีย์ในนัดที่ 3 ด้วยสกอร์ 3-0 ทำให้คอนเต้ ยังคงยึดมั่นแผน 4-3-3 ต่อไป แต่พอเขาสู่เกมที่ 4 สัญญาณอันตรายก็มาถึง เมื่อต้องไล่ตามตีเสมอสวอนซีอย่างเหน็ดเหนื่อยด้วยสกอร์ 2-2

หลังจากเสมอสวอนซี นัดต่อมากลับมาเล่นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ คราวนี้แพ้ลิเวอร์พูลคาบ้าน 1-2 เป็นการพ่ายแพ้นัดแรกในพรีเมียร์ลีกของคอนเต้

ยิ่งไปกว่านั้น นัดที่ 6 เชลซีไปเยือนเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมของอาร์เซน่อล ปรากฏว่าแค่ครึ่งแรก โดนทีมปืนใหญ่นำห่างไป 3-0 กับทรงเกมที่สู้ไม่ได้เลย ระบบ 4-3-3 ของคอนเต้ เมื่อมาเจอแผน 4-2-3-1 ของอาร์เซน่อล กลายเป็นบอลแพ้จังหวะกัน อาร์เซน่อลนำห่างไปไกล 3 ลูกแบบสบาย ๆ

พอพักครึ่ง มีเหตุการณ์ที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในฤดูกาล นั่นคือคอนเต้เห็นแล้วว่า 4-3-3 มันไม่ไหวแล้ว จึงตัดสินใจเปลี่ยนระบบการเล่นระหว่างเกม มาใช้ 3-4-3 นี่คือระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็กที่เขาคุ้นเคย

แกรี่ เคฮิลล์, ดาวิด ลุยซ์ และ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช มาเล่นเซ็นเตอร์ 3 คน ส่วนอัซปิลิเกวต้า ที่ครึ่งแรกเล่นแบ็กซ้าย โดนจับโยกไปเล่นวิงแบ็กขวา ส่วน กองกลาง เชส ฟาเบรกาส โดนถอดออก แล้วส่งมาร์กอส อลอนโซ่ ลงเล่นเป็นวิงแบ็กซ้าย

การปรับแผนการเล่น มันทำให้เชลซีเล่นดีขึ้นชัดเจน ในเกมกับอาร์เซน่อล ถ้าวัดกันที่ครึ่งหลังอย่างเดียวเชลซีเล่นดีกว่า และอาร์เซน่อลก็เจาะไม่เข้าเลย จบเกมที่ 6 ของฤดูกาล อาร์เซน่อลชนะ 3-0 ก็จริง และเชลซีก็แพ้ 2 นัดรวด แต่สิ่งสำคัญคือมันทำให้คอนเต้ได้ "ไอเดีย" ว่าเชลซีแม้จะเป็นทีมจากอังกฤษ แต่ก็สามารถปรับมาใช้ระบบกองหลัง 3 คน แบบอิตาลีได้

ฟุตบอลอังกฤษนั้น เคยใช้ระบบกองหลัง 3 คน กันก็จริง แต่เป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พอฟุตบอลวิวัฒนาการเป็นสมัยใหม่ ในอังกฤษก็ล้วนแล้วแต่เล่นด้วยแผงแบ็กโฟร์กันทั้งนั้น ดังนั้น ตอนที่คอนเต้ คิดจะลองหันมาใช้ ระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็กอย่างจริงจัง จึงเกิดคำถามไม่น้อย

"ผมเชื่อมาตลอดว่า ทีมจะเล่นในระบบ 3-4-3 ได้ดี ในหัวของผมคิดว่ามันเป็นไปได้ เพราะผมรู้สไตล์การเล่นของนักเตะในทีม ตอนที่ผมคุยกับสโมสรก่อนรับงานที่นี่ ผมบอกไว้อย่างชัดเจนเลยว่า นี่คือแผนทางเลือกของเรา"

เมื่อตัดสินใจแล้วว่า จะใช้ระบบ 3-4-3 คอนเต้จึงโฟกัสที่แผนนี้อย่างเต็มตัว ในการซ้อมที่ค็อบแฮม คอนเต้ จะวาง 11 ผู้เล่นตัวจริงในสนามซ้อม โดยไม่มีคู่ต่อสู้ เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่า ตัวเองจะยืนตรงไหนของสนาม จากนั้นก็ลองให้ทั้งทีม เคลื่อนที่ไปรอบ ๆ จ่ายบอลไปมาให้กัน สร้างความคุ้นเคยกับการยืนตำแหน่งในระบบ 3-4-3

สิ่งที่คอนเต้ต้องคิด มีหลายข้อมาก ข้อแรกสุดคือ 3 เซ็นเตอร์แบ็ก เขาจะวางใครยืนดี คือถ้าใช้ เซ็นเตอร์แบ็กตัวใหญ่สามคนเหมือน คิเอลลินี่, บาร์ซาญี่ และ โบนุชชี่ แบบตอนคุมยูเวนตุส มันไม่น่าเวิร์ค นั่นเพราะฟุตบอลอังกฤษมีจังหวะที่เร็วกว่าฟุตบอลอิตาลีเยอะ

กองหน้าในพรีเมียร์ลีก มีความคล่องตัวสูงกว่าในเซเรีย อา นั่นแปลว่าถ้าใช้ 3 เซ็นเตอร์แบ็กธรรมชาติ มีสิทธิโดนคู่แข่งทะลวงได้ง่าย ๆ เลย

ดังนั้น คอนเต้ จึงวางไลน์อัพได้อย่างน่าสนใจ โดยเขาเลือกใช้ ดาวิด ลุยซ์ ยืนเป็นเซ็นเตอร์ตัวกลาง วางแกรี่ เคฮิลล์เป็นเซ็นเตอร์แบ็กตัวซ้าย ขณะที่เซ็นเตอร์แบ็กฝั่งขวาเขาเลือก เซซาร์ อัซปิลิเกวต้า ซึ่งเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์มาก เพราะก่อนหน้านี้ ทุกคนรู้กันมาตลอดว่า ตำแหน่งที่อัซปิลิเกวต้าเล่นได้ คือฟูลแบ็กสองข้าง แต่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ว่าเขาก็เล่นเซ็นเตอร์แบ็กได้เหมือนกัน

ส่วนปัญหาข้อต่อมาคือวิงแบ็กซ้าย-ขวา จะใช้ใครดี ฝั่งซ้ายไม่ยากเท่าไหร่ นั่นเพราะมีมาร์กอส อลอนโซ่ สตาร์ชาวสเปนที่ย้ายมาในช่วงซัมเมอร์ จากฟิออเรนติน่า สามารถเล่นได้เลย แต่วิงแบ็กขวาที่ไม่มีใครเล่นได้แบบธรรมชาติ คอนเต้ ตัดสินใจเลือก วิคเตอร์ โมเสส ดาวเตะชาวไนจีเรียยืนเป็นตัวจริง ซึ่งตำแหน่งจริง ๆ ของโมเสสเป็นตัวรุก ดังนั้นจึงสร้างความประหลาดใจในตอนแรกว่าจะเล่นวิงแบ็กได้จริง ๆ หรือ

ในเกมที่ 7 ของฤดูกาล หลังจากแพ้อาร์เซน่อล เชลซีไปเยือนฮัลล์ ซิตี้ และปรากฎว่า ขุนพลสิงห์บลูส์ เอาชนะไปได้แบบเด็ดขาดมากด้วยสกอร์ 2-0

ทรงเกมของเชลซี เหนือชั้นมาก ๆ เอาต์คลาสฮัลล์อย่างขาดลอย สร้างโอกาสยิงได้ 22 หน เกมรุกคม เกมรับแน่น นี่เป็นเชลซี ที่แตกต่างจาก 6 เกมแรกแบบคนละเรื่อง

ด้วยแผน 3-4-3 เวลาเล่นเกมรับ วิงแบ็กสองข้างก็จะถอยต่ำ เมื่อรวมกับ 3 เซ็นเตอร์แบ็ก และมิดฟิลด์ตัวรับสองคน ก็องเต้ และ มาติช เท่ากับว่าเชลซีมีผู้เล่นถึง 7 คน ที่ช่วยป้องกันคู่แข่ง

ด้วยแผนนี้ ทำให้เกมรับเชลซีแน่นมาก ๆ จนคู่แข่งแก้ทางไม่ได้ จะโยนบอมบ์กลางอากาศโจมตี ก็มีเคฮิลล์ กับลุยซ์ ที่เล่นลูกโหม่งได้ดีคอยสกัดทิ้ง หรือพอฮัลล์จะใช้กองหน้าเร็ว ๆ ควบไปเล่นบอล เชลซีก็มีอัซปิลิเกวต้า คอยสกัดบอลบนภาคพื้น

ส่วนเกมรุก เชลซีจะมี อาซาร์ วิลเลียน และดิเอโก้ คอสต้า เป็นสามตัวบน แล้วได้ความเร็วของอลอนโซ่ กับ โมเสส ที่ช่วยโอเวอร์แล็ปขึ้นไป เท่ากับว่ามีตัวรุก 5 คน คอยโจมตีคู่แข่ง ซึ่งทั้งลีก ใช้แผงแบ็กโฟร์ 4 คนทั้งนั้น มันแปลว่า ตัวรุกเชลซี 5 ตัว เจอกับ ตัวรับคู่แข่ง 4 ตัว ยังไงเชลซีก็ได้เปรียบกว่า

ถ้ารวมเกมกับฮัลล์ด้วย เชลซีชนะรวด 13 นัดติดต่อกัน ขึ้นมาเป็นจ่าฝูงของลีกอย่างยิ่งใหญ่ โดยใน 13 นัดนั้น เชลซียิงได้ 32 ลูก และเสียไปแค่ 4 ลูกเท่านั้น มันเพอร์เฟ็กต์ไปทุกอย่าง คู่ต่อสู้ไม่รู้จะรับมืออย่างไร

ในแนวรุกของเชลซี เอแด็น อาซาร์ จะเริ่มต้นที่ริมเส้นด้านซ้าย ซึ่งอาซาร์เมื่อได้บอลก็จะเลี้ยงตัดเข้าใน แบ็กขวาของคู่แข่งต้องวิ่งตามมาประกบไม่อย่างนั้นอาซาร์ก็หลุดเข้าไปยิงโล่ง ๆ ซึ่งพอตัวประกบตามมา วิงแบ็กซ้าย อลอนโซ่ ก็จะโอเวอร์แล็ปเติมขึ้นมาทันที เพราะไม่มีฟูลแบ็กคู่แข่ง ยืนคุมริมเส้นอีกแล้ว

ด้านในก็มีดิเอโก้ คอสต้า ที่ไว้ใจได้สุด ๆ ยืนอยู่ในกรอบเขตโทษ โดยในฤดูกาลนี้ คอนเต้สั่งให้คอสต้า ยืนค้ำในเขตโทษไปเลย และคอยจบสกอร์จากการจ่ายบอลของวิงแบ็กทั้ง 2 ข้าง หรืออาซาร์ วิลเลียน และเปโดร ซึ่งซีซั่นนี้เมื่อมีคนป้อนบอลให้ยิงเน้น ๆ แบบนี้ ก็ช่วยให้คอสต้าซัดประตูอย่างถล่มทลายจริง ๆ

ทีมในพรีเมียร์ลีก ไม่มีใครแก้ทางเชลซีได้เลย เจาะก็ไม่เข้า เกมรับก็ป้องกันไม่อยู่ แผน 3-4-3 ของคอนเต้ กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของพรีเมียร์ลีก และแสดงให้เห็นว่า สไตล์อิตาเลียนของเขา ก็สามารถปรับมาใช้กับฟุตบอลอังกฤษได้จริง ๆ

ในปี 2016 คอนเต้พาทีมชนะทุกนัด ตั้งแต่ 1 ตุลาคม จนถึง 31 ธันวาคม ชนะ 100% และได้รางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก 3 เดือนติดต่อกัน

แผน 3-4-3 เวลาไปเจอกับ 4-3-3 เรียกได้ว่ากินเรียบหมด เชลซีถล่มแชมป์เก่าเลสเตอร์ 3-0 ไล่อัดแมนฯยูไนเต็ด 4-0 ตามด้วยยิงเอฟเวอร์ตัน 5-0 คือถ้าใครใช้แผนเดิม ๆ มาชนคอนเต้ล่ะก็เสร็จหมด

พอเข้าปี 2017 คอนเต้ เจอกับสเปอร์ส ของเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ซึ่งสเปอร์สเป็นทีมแรกที่แก้ทางเชลซีได้ โดยโปเช็ตติโน่จัดแผนการเล่น 3-4-3 มาสู้ ซึ่งเมื่อเจอแผนกองหลังสามคน ทำให้เชลซีมีความสับสนเล็กน้อย ก่อนที่จะพ่ายสเปอร์สไป 2-0

อย่างไรก็ตาม ในลีก ไม่มีทีมไหนกล้าเล่นหลัง 3 เหมือนสเปอร์สอีก ดังนั้นเชลซี จึงเดินหน้าเก็บชัยชนะได้เรื่อย ๆ และสุดท้าย คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการทำได้ถึง 93 คะแนน

คือนับตั้งแต่เปลี่ยนแผนมาเป็น 3-4-3 แล้วขึ้นนำเป็นจ่าฝูงของลีกครั้งแรก ในเดือนพฤศจิกายน จากนั้นเชลซีไม่เคยหล่นจากอันดับ 1 อีกเลย ส่งผลให้คอนเต้คว้าแชมป์ลีกได้ทันทีตั้งแต่ปีแรกที่คุมทีม

ซึ่งเมื่อจบซีซั่น คอนเต้เองก็ออกมายอมรับว่า "การตัดสินใจเปลี่ยนแผนการเล่นในครึ่งหลังของเกมกับอาร์เซน่อล มันเปลี่ยนฤดูกาลของเราไปอย่างสิ้นเชิง"

เชลซี ของอันโตนิโอ คอนเต้ กลายเป็นทีมแรกในรอบ 54 ปี ของฟุตบอลอังกฤษ ที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ด้วยระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็ก ต่อจากเอฟเวอร์ตัน ของแฮร์รี่ แคทเทอริค ในปี 1963

ใครที่พูดกันว่า กองหลัง 3 คน มันเอาต์ไปแล้ว เชยไปแล้ว คงจะได้เห็นแล้วว่า ถ้ามีนักเตะที่ตอบโจทย์กับแผน คุณก็สามารถเอาชนะคู่แข่งได้เช่นเดียวกัน

จากนั้นเป็นต้นมา การเล่นกองหลัง 3 คน กลายเป็นเทรนด์ของฟุตบอลอังกฤษ สถิติบ่งบอกว่า ในซีซั่น 2016-17 มีถึง 17 ทีมจาก 20 ทีมในพรีเมียร์ลีก ที่เคยเปลี่ยนมาใช้ระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็ก อย่างน้อย 1 แมตช์

แม้แต่ทีมชาติอังกฤษ ของแกเร็ธ เซาธ์เกต ในฟุตบอลโลก 2018 ก็ยังใช้ระบบ 3 เซ็นเตอร์แบ็ก โดยเซ็นเตอร์แบ็กฝั่งขวาของอังกฤษในบอลโลกนั้นคือไคล์ วอล์กเกอร์ ซึ่งปกติเป็นแบ็กขวา ซึ่งไอเดียนี้ ก็เชื่อว่า ได้มาจากคอนเต้ ที่วางอัซปิลิกวยต้า เป็นเซ็นเตอร์แบ็กตัวขวานั่นเอง

สำหรับอันโตนิโอ คอนเต้ อำลาจากเชลซี หลังจบฤดูกาล 2017-18 แต่ก็แยกทางอย่างประทับใจด้วยผลงาน 1 แชมป์พรีเมียร์ลีก และ 1 แชมป์เอฟเอคัพ

และแน่นอนว่า แฟนๆเชลซี คงยากที่จะลืมแท็กติก 3-4-3 อันลือลั่นของเขา มันคือกลยุทธ์ทีเด็ด ที่ทำให้ทุกทีมในอังกฤษต้องยอมสิโรราบ

จุดที่น่าสนใจที่สุดของแชมป์ซีซั่น 2016-17 คือ "ความกล้า" ที่จะเปลี่ยนแปลง ลองคิดดูว่า ถ้าคอนเต้ เอาแต่กลัว คิดว่าฟุตบอลอังกฤษยังไงต้องใช้แบ็กโฟร์ สูตรกองหลัง 3 คน มันไม่เวิร์กหรอก คือถ้าเขาเอาแต่คิดแบบนั้น เชลซีก็คงยังไม่สามารถชนะคู่แข่งได้อยู่

แต่คอนเต้ กล้าที่จะทดลอง กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง มันนำมาซึ่งชัยชนะอันน่าจดจำในท้ายที่สุด

คาแรคเตอร์ของคนที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง และพร้อมเปลี่ยนแปลงเสมอ เพื่อก้าวไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

นี่ล่ะ คือตัวตนของสโมสรเชลซีอย่างแท้จริง

#Conte

ข่าวอื่นๆ