ประวัติ

เรื่องเล่าจากปากมืออาชีพ : ปีเตอร์ โบเน็ตติ กับเกมเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ 1970

ปีเตอร์ โบเน็ตติ ตำนานผู้รักษาประตูของเรา จากไปอย่างไม่มีวันหวนคืนกลับมาแล้ว เราจึงขอย้อนไปยังเกมเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศเมื่อ 50 ปีก่อนที่พบกับลีดส์ ยูไนเต็ดที่โบเน็ตติและทีมเชลซีได้รับความสนใจจากทั่วทั้งประเทศ

บางทีผลงานที่ยอดเยี่ยมของโบเน็ตติอาจจะอยู่ในเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ปี 1969/70 “เดอะแคท” ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและกล้าหาญสุดๆ ตลอดช่วงเวลา 4 ชั่วโมงของเกมลุ้นแชมป์นี้

เขาเซฟลูกยิงสำคัญได้หลายครั้งในเกมแรกที่เวมบลีย์ และเป็นนักเตะที่โดดเด่นในยุคของเดฟ เซ็กซ์ตั้นที่พลิกเกมจากที่ตามหลังมาทำให้ต้องแข่งกันต่อในเกมรีเพลย์ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด สองสัปดาห์หลังจากนั้น โบเน็ตติฝืนเล่นทั้งที่บาดเจ็บเพื่อเป็นปราการด่านสุดท้ายเพื่อรับมือกับลีดส์ ยูไนเต็ด

แม้ว่าชื่อเล่นของเขาจะมาจากความว่องไวและยืดหยุ่น แต่หัวใจที่กล้าแกร่งราวกับสิงโตที่ช่วยให้เรารั้งสกอร์เอาไว้ได้จนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ ทำให้เดวิด เว็บบ์ ทำประตูชัยให้สิงห์บลูส์คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเรา

สำหรับผู้ที่ได้ดูเกมทั้งสองนัดในตอนนั้น คงคิดถึงช่วงเวลาหนึ่งที่น่าจดจำที่สุดในประวัติศาสตร์เอฟเอ คัพ ซึ่งชายผู้สวมถุงมือของเราในตอนนั้นก็เคยบอกไว้ว่ามันเป็นเกมที่เดือดที่สุดในการค้าแข้งของเขาเลย

“มีสองเกมที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาของผมที่เล่นให้เชลซี” โบเน็ตติกล่าวในตอนที่ให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2010 “ความทรงจำของผมในเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศมันสุดยอดมาก แน่นอนว่าเกมเหล่านั้นมันเหลือเชื่อมาก”

“เกมนั้นเป็นเกมระหว่างสองทีมที่ต่างกันมากเลยนะ และแน่นอนว่าเป็นเกมที่ดุเดือดสุดๆ ผมบอกเลยว่าเกมนัดรีเพลย์ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เป็นเกมที่เดือดมากที่สุดที่ผมเคยลงเล่นมาเลย”

“ผมคงไม่จำเป็นต้องพูดถึงจังหวะที่มิค โจนส์เข้าปะทะที่หัวเข่าผม เพราะเรื่องแบบนั้นมันเกิดขึ้นได้ เมื่อคุณพยายามวิ่งออกไปคว้าบอลแล้วมีคนเข้ามาปะทะคุณ เข่าของเขามาชนกับเข่าผม ซึ่งผมไม่ได้คิดว่าเขาตั้งใจหรอก”

“ผมไม่ได้หมายความว่าเกมมันเดือดเพราะการปะทะนะ แต่ทั้งสองทีมต่างก็ต้องการชัยชนะมากในตอนนั้น ผมต้องย้ำว่าในตอนนั้นเพราะทุกอย่างมันแตกต่างจากช่วงปัจจุบันนี้มาก!”

“หากเกมยึดตามกฏกติกาในปัจจุบัน มันคงอยู่ไม่ถึงวันนี้แน่นอน! การสกัดบอลในตอนนั้นมันรุนแรงมากเลย มีจังหวะปะทะกันกลางอากาศและพยายามเตะบอลในขณะที่อีกคนกำลังโหม่งด้วย!”

“นั่นคือการเล่นบอลในอดีต มันดุเดือดมาก เราลงสนามไปก็เพื่อชัยชนะ เหมือนอย่างในตอนนี้ แต่เราเล่นกันแบบที่เถื่อนกว่านี้มาก ผมต้องยอมรับเลย”

การปะทะกับมิค โจนส์ ในช่วงครึ่งแรก ทำให้นายทวารของเชลซีเดินลำบากและต้องฉีดยาแก้ปวดทันทีที่พักครึ่ง

“เราแสดงให้เห็นคาแร็คเตอร์ที่ยอดเยี่ยมตลอดทั้งสองเกม” โบเน็ตติกล่าวต่อ “ผมคิดว่าเราตามหลังถึงสามครั้ง ก่อนที่เดวิด เว็บบ์จะมายิงประตูชัยได้ มันแสดงให้เห็นว่าทีมเรามีคาแร็คเตอร์ที่ดีเยี่ยม และเป็นการผสมผสานนักเตะที่ลงตัวสุดๆ”

“เราไม่แปลกใจเลยนะในตอนที่เว็บบี้ยิงประตูได้ เขาเป็นนักเตะที่ไม่เกรงกลัวอะไรอยู่แล้ว เขาเตรียมพร้อมสำหรับลูกเตะมุมและใส่ทุกอย่างลงไปเต็มที่เลย เขาทำประตูในรอบก่อนรองชนะเลิศและรองชนะเลิศในปีนั้นด้วย ผมจำได้เลยว่าเขายิงสามประตูในเกมวันบ็อกซิ่งเดย์ที่อิพสวิช ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาพร้อมที่จะทำประตูทุกเมื่อจริงๆ”

“ถ้าเข่าผมเจ็บจนต้องออกจากเกม เขาจะเป็นคนที่ไปเฝ้าเสาแทนแน่นอน!”

แน่นอนว่าเหรียญแชมป์เอฟเอ คัพ รวมกับลีก คัพ, คัพ วินเนอร์ส คัพ และฟุตบอลโลก ทำให้โบเน็ตติกลายเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่และภูมิใจในตัวเองได้เต็มที่หลังแขวนสตั๊ดไป

“นั่นคือครั้งแรกที่สโมสรคว้าแชมป์เอฟเอ คัพได้ มันทำให้การคว้าแชมป์ครั้งนั้นยิ่งมีความหมายมากขึ้นเยอะเลย”

“เรามักจะคิดย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่เราคว้าแชมป์อะไรบางอย่างได้ มีนักเตะหลายคนที่ไม่เคยคว้าแชมป์อะไรเลย ทำให้ผมคิดว่าตัวเองคือคนที่โชคดีมากเลยนะที่สามารถคว้าแชมป์มาได้”

อ่านบทความสรรเสริญปีเตอร์ โบเน็ตติได้เลยที่นี่

แอปฯ The 5th Stand พร้อมให้คุณใช้งานแล้วในรูปแบบภาษาไทย เข้าชมคอนเท้นต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแฟนชาวไทยโดยเฉพาะ ทั้งข่าวด่วน, ไฮไลต์การแข่งขัน และอื่นๆ อีกมากมาย คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

ข่าวอื่นๆ