ประวัติ

เรื่องราวในฤดูกาล 2004/05 : เมื่อไอเดอร์สมปรารถนา

บทความเจาะลึกฤดูกาล 2004/05 ตอนล่าสุดของเราวันนี้จะเป็นเกมที่จุดประกายเชลซีสู่ความยิ่งใหญ่ จากการทำแฮตทริกแรกของแข้งสำรองชาวยุโรปเหนือ...

ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น ไม่ได้แฮปปี้นักเมื่อพูดคุยหลังเกมลีก คัพ ที่พบกับน็อตต์ เคาน์ตี้ เมื่อเดือนตุลาคม 2003 หลังจากที่มีส่วนทำสองประตูในเกมที่เราชนะ 4-2

“ผมไม่รู้ว่าผมยิงสองประตูไปได้ทั้งหมดกี่ครั้ง แต่ผมยังไม่เคยทำแฮตทริกเลยตั้งแต่ออกจากโรงเรียนมา” กองหน้าสิงห์บลูส์บ่น “ซึ่งผมเองก็คิดว่าคืนนี้มันอาจจะเปลี่ยนไป”

“แต่สุดท้ายก็เหมือนอย่างหลายๆ เกมที่ผ่านมา ผมยังทำแฮตทริกไม่ได้อีกครั้ง ทำให้ผมต้องเก็บฝันของผมไว้ลุ้นในครั้งต่อไปอีก”

หนึ่งปีต่อมา กุ๊ดยอห์นเซ่นทำได้ตามที่หวัง และได้มาในช่วงเวลาที่เหมาะเหม็งสุดๆ สำหรับสิงห์บลูส์

หลังไม่แพ้ใครติดกัน 10 นัดในทุกรายการ แมนเชสเตอร์ ซิตี้คือผู้มอบความปราชัยครั้งแรกให้กับโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือเชลซีในตอนนั้น

ประตูโทนของเกมนั้นยิงโดยคนคุ้นเคยของแฟนบอลในสแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อฮาวเวิร์ด เว็บบ์ เป่าจังหวะที่เปาโล แฟร์เรร่าทำฟาวล์ในกรอบ กลายเป็นโอกาสยิงจุดโทษของแมนฯ ซิตี้ทันที และเป็นนิโกล่าส์ อเนลก้าที่ยิงผ่านเพตเตอร์ เช็ก เข้าประตูไป

โอกาสที่ดีที่สุดของเชลซีเป็นของกุ๊ดยอห์นเซ่นช่วงท้ายเกม แต่แข้งเบอร์ 22 ของเรายิงออกข้างไปนิด

เกมต่อมาเป็นเวลาที่ต้องพลิกกลับมาเก็บชัยชนะให้ได้อีกครั้ง เมื่อเราเจอกับแบล็คเบิร์น โรเวอร์สที่กำลังอยู่ในช่วงหนีโซนตกชั้นอยู่ และมีสถิติการแข่งขันที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ดีมาก ไม่แพ้เลยในเกมพรีเมียร์ลีกที่เจอกัน 10 ครั้งก่อนหน้านั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสถิตินั้นไม่ได้เพิ่มเป็น 11 นัด เมื่อแฟรงค์ แลมพาร์ด และโจ โคล ช่วยกันทำแอสซิสต์ให้กุ๊ดยอห์นเซ่นยิงได้สองประตูก่อนพักครึ่ง และเมื่อหักเวลาพักครึ่งออกไป กุ๊ดยอห์นเซ่นทำแฮตทริกได้สำเร็จในช่วงเวลาเพียง 14 นาทีหลังจากที่โดนเคร็ก ชอร์ตทำฟาว์ลในกรอบเขตโทษ

โอกาสในการคว้าแมตช์บอลมาถึงแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผลที่ออกมาหลังจากนั้นเป็นอย่างไร

“ผมยิงสองประตูมาได้หลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่เคยทำแฮตทริกเลย” กุ๊ดยอห์นเซ่นกล่าวหลังจบเกม “และตอนนี้ผมทำได้แล้ว ผมดีใจมาก นี่คือสิ่งที่ผมใฝ่หามานานมากแล้วจริงๆ”

แต่กุนซือของเขากล่าวหลังจบเกมว่ายังมีอะไรที่พัฒนาได้อีกมาก

“การเป็นกองหน้า ความมั่นใจมาจจากการทำประตูอยู่แล้ว แต่เขายังเล่นได้ดีในเกมอื่นๆ แม้ว่าจะไม่ได้ทำประตูก็ตาม” มูรินโญ่กล่าว

“ผมดีใจกับเขานะ มันสำคัญกับความมั่นใจของเขามาก ตอนนี้เขายิงไปแล้ว 4 ประตูจาก 10 เกม ถือว่ามันโอเคสำหรับนักเตะแบบเขา”

แม้จะมีแฮตทริกของกุ๊ดยอห์นเซ่นเกิดขึ้น แต่ความบันเทิงก็ไม่ได้จบแค่นั้น

อาร์เย่น ร็อบเบนยังไม่ได้ลงเดบิวต์ให้เชลซีเลยนับตั้งแต่ที่ย้ายจากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่นมาเนื่องจากบาดเจ็บหนัก และในที่สุดก็กลับมาฟิตอีกครั้งและได้ลงเล่นเป็นตัวสำรอง ท่ามกลางเสียงต้อนรับจากในสแตมฟอร์ด บริดจ์

“ผมขนลุกไปหมดเลยนะเมื่อแฟนๆ ส่งเสียงต้อนรับผม” ปีกชาวดัตช์กล่าว ครั้งแรกที่เขาจับบอลในชุดเชลซีสร้างความสุขให้กับแฟนสิงห์บลูส์ได้ทันที ร็อบเบนได้บอลยาวแล้วพลิกหนีตัวประกบได้อย่างเหนือชั้น

เดเมียน ดัฟฟ์ทำให้เชลซีนำ 4-0 แต่คนที่แฟนเชลซีเกือบให้เป็นผู้ทำประตูตัวจริงคือมาเตย่า เคซมัน ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกับคู่หูของเขาว่าเป็นแบทแมนแอนด์ร็อบเบน

ร็อบเบนทำชิ่งกับดัฟฟ์ก่อนจะวิ่งทะลวงฟูลแบ็คก่อนจะตวัดบอลกลับไปให้เคซมันที่ไร้ตัวประกบในระยะ 6 หลา

โชคร้ายที่เขายิงไปชนคานแทนที่จะเข้าประตูในจังหวะนั้น

ถือเป็นช่วงเวลาสุดสัปดาห์ที่สมบูรณ์แบบ เมื่อวันต่อมา สถิติไร้พ่าย 49 นัดของอาร์เซนอลเป็นอันต้องจบลง และทุกอย่างก็พลิกผันทันที....

- โดยริชาร์ด ก็อดเดน – บรรณาธิการหนังสือโปรแกรมการแข่งขันของเชลซี

คุณสามารถรับชมสรุปเรื่องราวในฤดูกาล 2004/05 ได้แบบเต็มๆ ที่แอปฯ The 5th Stand

แอปฯ The 5th Stand พร้อมให้คุณใช้งานแล้วในรูปแบบภาษาไทย เข้าชมคอนเท้นต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแฟนชาวไทยโดยเฉพาะ ทั้งข่าวด่วน, ไฮไลต์การแข่งขัน และอื่นๆ อีกมากมาย คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

ข่าวอื่นๆ