ไทย

กลยุทธ์แชมป์แห่งสเปเชียล วัน โดย วิเคราะห์บอลจริงจัง

นับตั้งแต่ พรีเมียร์ลีก ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1992 เวลานั้น สโมสรเชลซี ถือเป็นทีมที่อยู่ในระดับ "โอเค"

ในยุคแรก ระหว่างปี 1992 ถึงปี 1996 เชลซี อยู่ครึ่งล่างของตาราง แต่พอเข้าสู่ยุคของกุนซือต่างชาติ ในปี 1996 เป็นต้นมา (รุด กุลลิท, จานลูก้า วิอัลลี่ และ เคลาดิโอ รานิเอรี่) เชลซีก็ยกระดับทีมขึ้นอย่างชัดเจน กลายเป็นทีมครึ่งบนของตารางคะแนน เกาะกลุ่มท็อปโฟร์ได้แบบสวย ๆ บางซีซั่น ก็จบด้วยแชมป์บอลถ้วยได้อีกต่างหาก

อย่างไรก็ตาม เชลซี ได้แค่เฉียด แต่ยังไปไม่ถึงแชมป์พรีเมียร์ลีกเสียที ส่วนแชมป์ลีกสูงสุดครั้งสุดท้าย ต้องย้อนไปเมื่อราว 50 ปีก่อน ในซีซั่น 1954-55 ซึ่งแฟนบอลเชลซีหลายคนยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ

ฤดูกาล 2003-04 เคลาดิโอ รานิเอรี่ พาเชลซี จบอันดับ 2 ของตารางคะแนน จากนั้นในช่วงซัมเมอร์เขาได้แยกทางกับสโมสร โดยรานิเอรี่ ย้ายไปคุมบาเลนเซียในสเปน ขณะที่ทีมสิงห์บลูส์ ก็ได้ผู้จัดการทีมคนใหม่ ซึ่งเป็นตัวท็อปของวงการ นั่นคือ โชเซ่ มูรินโญ่

มูรินโญ่ ตอนนั้นเพิ่งคว้าแชมป์ยุโรปกับเอฟซี ปอร์โต้ และย้ายมาเชลซีด้วยความมั่นใจมาก ๆ ในฐานะผู้จัดการทีมวัยหนุ่มที่มีผลงานระดับมาสเตอร์พีซ โดยวันที่มูรินโญ่เซ็นสัญญากับเชลซี เขามีอายุแค่ 41 ปีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้มูรินโญ่จะมีดีกรี แต่สื่อในอังกฤษ ณ เวลานั้น มองว่าเชลซียังเป็นม้านอกสายตาอยู่ โดยตัวเต็งแชมป์ในซีซั่น 2004-05 คืออาร์เซน่อล กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ในซีซั่นที่ผ่านมา (2003-04) อาร์เซน่อลคว้าแชมป์ลีกแบบไร้พ่าย พวกเขายังมีทีมที่แข็งแกร่งมาก ๆ ขณะที่แมนฯยูไนเต็ด ก็ยังมีเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุมทีมอยู่ และเด็กอัจฉริยะอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็เริ่มเก่งขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

ดังนั้นแม้มูรินโญ่จะมีดีกรีแชมป์ยุโรป แต่กับเวทีพรีเมียร์ลีก เชลซียังโดนมองว่าเป็น "ตัวสอดแทรก" ไม่ใช่ตัวเต็งในการลุ้นแชมป์แบบจริงจัง

แต่แน่นอน คงไม่ผิดอะไรถ้าเราจะสปอยล์ผลลัพธ์ตอนจบ เพราะทุกคนรู้แล้วว่า เชลซีทีมนี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ และเป็นการคว้าแชมป์แบบ "หมดจด" อย่างยิ่ง

ตอนจบฤดูกาล 38 นัด เชลซีของมูรินโญ่ ทำแต้มทิ้งห่างอันดับ 2 อาร์เซน่อล 12 แต้ม และทิ้งห่างอันดับ 3 แมนฯยูไนเต็ด 18 แต้ม

คำถามคือ มูรินโญ่ทำได้อย่างไร ในการเอาชนะทั้งอาร์แซน เวนเกอร์ และอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เขาใช้แท็กติกแบบไหน ในการคว้าแชมป์ประวัติศาสตร์นี้

กลยุทธ์ของมูรินโญ่ที่เปลี่ยนแปลง และยกระดับเชลซีให้แกร่งขึ้น มี 3 ข้อด้วยกัน

ข้อแรกที่มูรินโญ่ต้องการเปลี่ยนแปลงก่อนเลย คือนักเตะจำเป็นต้อง “รู้จักคู่แข่ง”

ย้อนกลับไปในยุคของรานิเอรี่ รูปแบบการซ้อมของเชลซี ก็จะโฟกัสที่ทีมของตัวเองไป และเวลาลงแข่ง ก็จะเป็นการวัดกันไปเลยว่า ถ้าแลกหมัดกันตรง ๆ ทีมไหนจะมีความแข็งแกร่งกว่า

แต่มูรินโญ่นั้นจะให้ความสำคัญกับคู่แข่งที่กำลังจะเจอในเกมต่อไปเป็นอย่างมาก คือก่อนหน้านี้รานิเอรี่ก็มี Scout ฟอร์มคู่แข่งเช่นกัน แต่ไม่ได้ละเอียดทุกจุดแบบมูรินโญ่

"ผมอยู่ที่เรอัล มาดริด มา 3 ปี ที่นั่นเราไม่เคยอยากรู้ข้อมูลของคู่แข่งเลย ดังนั้นพอมาเจอการเจาะลึกขนาดนี้ ยอมรับว่าประหลาดใจเหมือนกัน" โคล้ด มาเกเลเล่ มิดฟิลด์ของเชลซียอมรับ

เชลซี เริ่มต้นใช้ "โปรโซน" ซึ่งเป็นบริษัทเก็บข้อมูลเชิงสถิติโดยจุดที่น่าสนใจคือ เชลซีไปโฟกัสที่สถิติและตัวเลขของคู่แข่ง แทนที่จะเน้นใช้กับทีมตัวเอง "เราได้ข้อมูลตัวเลขแบบนี้ของทีมอื่น ข้อดีคือทำให้เราได้รู้ว่า ควรเพ่งสมาธิไปที่จุดไหน" จอห์น เทอร์รี่ กัปตันทีมเชลซียอมรับ

ในยุคนั้น การที่ทีมใหญ่ระดับลุ้นแชมป์ ไปเจาะข้อมูลของคู่แข่งอย่างละเอียดถือว่าไม่ใช่เรื่องปกตินัก แต่มูรินโญ่ยืนยันว่ามีความสำคัญ โดยก่อนแข่งขันแต่ละนัด เขาจะส่งอันเดร วิลลาช-โบอาช สตาฟคู่ใจไปทำข้อมูลคู่แข่งมาให้ละเอียดที่สุด และก่อนถึงแมตช์เดย์ 2 วัน หลังจากซ้อมมื้อปกติเสร็จ นักเตะแต่ละคนเมื่อเข้ามาในห้องแต่งตัว จะพบกับเอกสารข้อมูลที่สตาฟเตรียมไว้ให้แล้ว

โดยนักเตะต้องเอาไปศึกษาว่าคู่แข่งที่กำลังจะเจอ เป็นทีมสไตล์ไหน ชอบเล่นเซ็ตพีซอย่างไร คีย์แมนแต่ละคนชอบวิ่งไปทางไหน นักเตะเชลซี ต้องศึกษาคู่ต่อสู้ทุกแง่มุม

"มูรินโญ่เป็นโค้ชที่ศึกษาคู่แข่งละเอียดมากที่สุด เท่าที่ผมเคยรู้จักมาในชีวิต" เทอร์รี่กล่าว

เมื่อนักเตะรู้ตัวว่าควรโฟกัสที่คู่แข่งแล้ว ขั้นตอนต่อมา สเต็ปที่ 2 มูรินโญ่ให้ความสำคัญกับเรื่อง "เกมรับ" เป็นอย่างมาก

จริง ๆ แล้ว ในยุครานิเอรี่ เกมรับเชลซีก็ถือว่าใช้ได้ เสียแค่ 30 ลูกในฤดูกาล 2003-04 น้อยสุดเป็นอันดับ 2 ของลีก ค่าเฉลี่ยเสียไม่ถึง 1 ลูกต่อเกมด้วยซ้ำ

แต่มูรินโญ่ ยังมองว่า เชลซีสามารถเหนียวแน่นได้มากกว่านี้อีก ยังเสียประตูได้น้อยกว่านี้ คือในขณะที่อาร์เซน่อล กับแมนฯ ยูไนเต็ด มีพลังเกมรุกที่จัดจ้านมาก ถ้าเชลซีอยากจะชนะ ไม่ใช่การเอาเกมบุกไปแลกกัน แต่ต้องใช้เกมรับที่เหนียวแน่นเน้นไม่ให้เสียประตูเอาไว้ก่อน

กองหลังแบ็กโฟร์ในยุคเดิมของรานิเอรี่ มูรินโญ่เก็บไว้เป็นตัวจริงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น

เกมสุดท้ายของฤดูกาล 2003-04 รานิเอรี่ ใช้ผู้รักษาประตูคือคาร์โล คูดิชินี่ แบ็กขวาใช้มาริโอ เมลช็อต แบ็กซ้ายเป็นเกล็น จอห์นสัน ส่วนคู่เซ็นเตอร์แบ็ก คือจอห์น เทอร์รี่ กับ วิลเลียม กัลลาส

แผงกองหลังชุดนั้น เหลือที่ยึดตัวจริงได้ในยุคมูรินโญ่แค่ 2 คนเท่านั้น คือ เทอร์รี กับ กัลลาส โดยมูรินโญ่ เปลี่ยนนายทวาร โดยเขาเลือกใช้ ปีเตอร์ เช็ก ผู้รักษาประตูวัย 21 ปี ที่เพิ่งย้ายมาจากสโมสรแรนส์ในฝรั่งเศส ยืนเป็นตัวจริงทันที

มูรินโญ่ขยับกัลลาส เป็นแบ็กซ้าย ส่วนคนที่มายืนเซ็นเตอร์คู่กับเทอร์รี่ คือริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ กองหลังคู่บุญชาวโปรตุเกส ที่ย้ายมาจากปอร์โต้ ตามมูรินโญ่มาติด ๆ เช่นเดียวกับแบ็กขวา ที่มูรินโญ่ใช้เปาโล แฟร์เรร่า ที่มาจากปอร์โต้เช่นเดียวกัน

เท่ากับว่า คุณภาพของแนวรับเชลซีดีขึ้นชัดเจน ปีเตอร์ เช็ก คือนายทวารดาวรุ่งฝีมือดี กัลลาสก็มีดีกรีตัวจริงทีมชาติฝรั่งเศส เทอร์รี่มีความเป็นผู้นำสูงส่ง ส่วนแฟร์เรร่า กับ คาร์วัลโญ่ มีดีกรีแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่นล่าสุดมาแบบสด ๆ ร้อน ๆ

กองหลังปึ้กขึ้นมาก ๆ ยิ่งไปกว่านั้น มูรินโญ่ยังออกสตาร์ตซีซั่นด้วยระบบ 4-4-2 แบบไดอามอนด์ มีมิดฟิลด์ตัวรับที่ไม่เติมเกมรุก อย่างโคล้ด มาเกเลเล่ ยืนต่ำสุด

ทีมอื่นไม่รู้จะหากลยุทธ์อะไรมาเจาะเชลซี ในเกมแรกของซีซั่น เชลซี เจอแมนฯยูไนเต็ด ที่มีทั้งไรอัน กิ๊กส์ ,พอล สโคลส์, อลัน สมิธ, รอย คีน และดีเอโก้ ฟอร์ลัน แต่สรุปเกมนั้น เชลซีชนะไป 1-0 ทีมปีศาจแดงที่ว่าเกมรุกดี ไม่สามารถเจาะได้เลย

ใน 10 เกมแรกของฤดูกาล เชลซีเสียประตูทั้งหมด 2 ลูก เก็บคลีนชีทได้ 8 นัด การเล่นเกมรับเหนียวแน่นคือทีเด็ดของมูรินโญ่ทีเดียว

ศึกษาคู่แข่งอย่างละเอียด และวางเกมรับเหนียวแน่น อาจจะทำให้คุณมีผลงานดีขึ้น แต่เชลซีของมูรินโญ่ยังขาดจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายไป นั่นคือ "เกมรุก"

ใน 9 เกมแรกของฤดูกาล เชลซียิงได้ 8 ลูก คือเกมรับดีก็ใช่ แต่ทีมก็มีจบเกมด้วยสกอร์ 0-0 อยู่เยอะเหมือนกัน คือใช่ อาจจะไม่เสียประตู แต่ก็ยิงคู่แข่งไม่ได้เช่นกัน

และเกมฟุตบอล ถ้าคุณเสมอ คุณก็ได้แค่ 1 แต้ม คือถ้าเสมอ 0-0 สองนัดได้แค่ 2 แต้มเอง ตรงข้ามกับทีมที่เล่นเกมรุก ใน 2 นัด ถ้าชนะ 1 แพ้ 1 ก็ได้แต้มมากกว่าแล้ว

ใน 9 เกมแรกของซีซั่น เชลซียิงได้ 8 ลูก ขณะที่อาร์เซน่อล ใน 9 เกมแรก ยิงไป 29 ประตู มันแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบุกที่ต่างกันพอสมควร

นั่นทำให้ในเกมที่ 10 ของฤดูกาล มูรินโญ่จึงปล่อยกลยุทธ์เด็ด ซึ่งเป็นไม้ตายสุดท้ายลงไปในสนาม

กลยุทธ์นี้ มีชื่อว่า "อาร์เยน ร็อบเบน"

เชลซีซื้อร็อบเบน มาจากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ในฮอลแลนด์ ตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์แล้ว แต่นักเตะมีอาการบาดเจ็บมาหลายเดือน เพิ่งจะหายสมบูรณ์ในเดือนตุลาคม หรือนัดที่ 10 ของซีซั่น และเมื่อหายปั๊บ ร็อบเบนก็มีชื่อในฐานะตัวสำรองทันที

หลังจากที่เชลซีดูฝืด ๆ มาตลอดใน 9 เกมแรก พอร็อบเบนลงสนามปั๊บ เชลซีถล่มแบล็คเบิร์น 4-0 ร็อบเบนลงสนามมาในช่วงครึ่งชั่วโมงท้าย แต่เล่นได้อย่างมหัศจรรย์มาก ๆ จนแนวรับคู่แข่งมึนไปหมด การเลี้ยงบอลของร็อบเบน ไม่มีใครต้านทานได้เลย

เมื่อเล่นดีมาก ในเกมเจอแบล็คเบิร์น ทำให้มูรินโญ่ให้โอกาสร็อบเบนอีกครั้ง แต่คราวนี้ได้เล่นมากขึ้น เขาได้ลงสนาม 45 นาที ในการเจอเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน นัดที่ 11 ของฤดูกาล

ครึ่งแรกเชลซีนำเวสต์บรอมฯ 1-0 แต่พอร็อบเบนลงปั๊บ เกมจบเชลซีถล่มกระจุย 4-1 เวลาเขาสปรินท์ตัวไม่มีใครตามทันเลย สปีดของร็อบเบนนั้นคือที่สุดจริง ๆ

นัดที่ 12 ของซีซั่น เชลซีเจอเอฟเวอร์ตัน ร็อบเบนวิ่งโซโล่เดี่ยวครึ่งสนามก่อนหลุดเดี่ยวไปยิงด้วยซ้ายข้างถนัดให้เชลซีชนะ 1-0 ตามด้วยเกมที่ 13 เชลซีเจอ ฟูแล่ม ก็เป็นร็อบเบนที่เล่นเด่นสุด ๆ ช่วยทีมชนะไป 4-1 โดยเกมนี้ ประตูที่เขายิงได้ ถือว่าสวยงามสุด ๆ เมื่อล็อกหลบกองหลังฟูแล่ม 4 ตัว กลิ้งระเนระนาด ก่อนซัดเข้าประตูไปแบบเหนือชั้น

ร็อบเบนคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งก็ไม่แปลกใจเลยจากผลงาน คือถ้าหากเทียบกัน 9 เกมแรกที่ไม่มีร็อบเบน เชลซียิงได้ 8 ลูก แต่ 9 เกมต่อมาที่มีร็อบเบน เชลซียิงไป 30 ลูก

การเล่นอันมหัศจรรย์ของร็อบเบน ทำให้มูรินโญ่ ปรับแผนจากเดิมที่ใช้ 4-4-2 ไดอามอนด์ มาเล่น 4-3-3 แทน โดยมีปีกสองข้างคือร็อบเบน กับ แดเมียน ดัฟฟ์ ซึ่งมีความเร็วจัดจ้านไม่ต่างกันเลย

หลังจากร็อบเบน โชว์ฟอร์มฮอต ในที่สุดเชลซีก็แซงอาร์เซน่อลขึ้นเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ในเดือนพฤศจิกายนนี่เอง

พอมูรินโญ่พาเชลซีนำเป็นจ่าฝูงแล้ว คราวนี้เขารันยาว แบบม้วนเดียวจบเลย เชลซีไม่เคยหล่นลงมาจากอันดับ 1 อีกเลยแม้แต่สัปดาห์เดียว

องค์ประกอบทุกอย่างลงตัวหมด เกมรับแข็งแกร่งเหมือนภูผาหิน ทั้งซีซั่นเสียไปแค่ 15 ประตูเท่านั้น ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ต่อให้ใครมีเกมรับดีแค่ไหน ก็ยังไม่เคยมีใครเสียประตูน้อยขนาดนี้

ถ้าเจาะลึกลงไปอีก ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม ปี 2004 จนถึงเดือนมีนาคมปี 2005 เชลซีไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียว เป็นเวลา 1025 นาที ซึ่งพอจบฤดูกาล ปีเตอร์ เช็กก็คว้ารางวัลถุงมือทองคำตามคาดกับการคลีนชีทไป 25 นัด ส่วนจอห์น เทอร์รี่ กัปตันทีม ได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ ซึ่งในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก มีเซ็นเตอร์แบ็กแค่ 3 คนเท่านั้นที่ได้รางวัลนี้ คือ พอล แม็คกรัธ (แอสตัน วิลล่า 1992-93), เวอร์จิล ฟาน ไดค์ (ลิเวอร์พูล 2018-19) และอีกคนก็คือจอห์น เทอร์รี่นั่นเอง

ส่วนเกมรุกนั้น กองหน้าตัวเป้า พวกดิดิเยร์ ดร็อกบา และ ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น อาจยิงไม่ถึงกับเยอะมาก (ดร็อกบา 10 ลูก กุ๊ดยอห์นเซ่น 12 ลูก) แต่นักเตะตำแหน่งปีก สามารถทำประตูกันได้เยอะมาก ทุกคนทั้ง โจ โคล ,ดัฟฟ์ และร็อบเบน คือโดดเด่นมาก โดยเฉพาะร็อบเบนที่มีสถิติมาสเตอร์พีซที่สุด ยิงไป 7 แอสซิสต์ไป 9 จบซีซั่น เขามีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมของพีเอฟเอตามคาด

สถิติมาสเตอร์พีซที่สุด ยิงไป 7 แอสซิสต์ไป 9 จบซีซั่น เขามีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมของพีเอฟเอตามคาด

ขณะที่ทีมโดยรวมก็มีความ "เขี้ยว" มาก ๆ พวกเขาศึกษาคู่แข่งอย่างละเอียด ทำให้คู่แข่งไม่รู้จะเอาวิธีไหนมาชนะ ทั้งฤดูกาล 38 นัด เชลซีแพ้คู่แข่งแค่ 1 เกมเท่านั้น เกือบทำสถิติไร้พ่ายได้ พลาดแค่เกมเดียวจริง ๆ

สุดท้ายจบซีซั่นเชลซี เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ทำแต้มสูงถึง 95 คะแนน ลูกได้เสียสูงสุดในลีก +57 เกมรับอันดับ 1 เกมรุกอันดับ 2 เรียกได้ว่าผลงานนั้นอยู่ในระดับมหัศจรรย์

และมันก็เป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือของโชเซ่ มูรินโญ่ได้อย่างดีที่สุด ว่าทำไมสโมสรต้องไปดึงมาจากเอฟซี ปอร์โต้ เพราะอย่างที่เห็น แค่ปีแรกเท่านั้นเขาก็ไปถึงแชมป์ลีกได้ทันที

คำว่า "แชมป์พรีเมียร์ลีก" นี่เป็นกำแพงที่ไม่เคยมีผู้จัดการทีมคนไหนของเชลซีเคยทำได้ แต่มูรินโญ่ทำได้ ซึ่งจากวันนั้นมา กลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของเชลซี ที่ยกระดับกลายเป็นทีมลุ้นแชมป์ของลีกทุกปีในที่สุด

ในวันแรกที่เปิดตัวเป็นผู้จัดการทีมเชลซี มูรินโญ่ ประกาศว่า "ได้โปรดอย่าหาว่าผมหยิ่งจองหองอะไรเลยนะ แต่ผมเป็นแชมป์ยุโรป และผมคือสเปเชียล วัน"

ได้แชมป์ลีกที่ยากสุด ๆ ทันทีตั้งแต่การทำงานปีแรก ไม่ใช้คำว่า "คนพิเศษ" หรือ "สเปเชียล วัน" ก็ไม่รู้จะมีคำไหนที่เหมาะกว่านี้อีกแล้ว

#Mourinho

*บทความนี้เป็นมุมมองจากเฟซบุ๊กเพจ วิเคราะห์บอลจริงจัง มิใช่มุมมองของสโมสรฟุตบอลเชลซีแต่อย่างใด

ข่าวอื่นๆ