ประวัติ

เรื่องราวในฤดูกาล 2004/05 : สองด้านที่แตกต่าง

บทความพิเศษ ย้อนเรื่องราวการคว้าแชมป์ในฤดูกาล 2004/05 ของเชลซี วันนี้เป็นเรื่องราวของเกมที่น่าผิดหวัง, การยิงสองประตูที่โด่งดัง และการลงสนามที่ทำให้เกมพลิก...

เมื่อพิจารณาจากตำแหน่งในตารางดิวิชั่นล่างของอังกฤษในตอนนี้แล้ว คงยากที่จะจินตนาการออกว่าเกมพบกับโบลตั้น วันเดอร์เรอร์ส และชาร์ลตั้น แอตเลติก จะทำให้แฟนบอลเชลซีเป็นกังวลอะไรมากนัก แต่เมื่อ 15 ปีก่อน ไม่ใช่เกมเจอแมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล หรือท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ที่ทำให้แฟนบอลเป็นห่วง แต่เป็นเกมที่เจอกับทีมอย่างโบลตั้นและชาร์ลตั้นแบบในช่วงเวลานั้น

หนึ่งปีหลังจากที่ชนะเกมที่เดอะบริดจ์ 2-1 แซม อัลลาไดซ์ได้รวมขุมพลังดาวเตะชึ้นยอดทั้งจากต่างแดนและในประเทศมาตามหลังสองประตูกับทีมที่ไม่เคยเสียประตูมากกว่าหนึ่งประตูเลยในช่วงแรกของฤดูกาลนั้น

เดเมียน ดัฟฟ์ ยิงให้เรานำตั้งแต่วินาทีที่ 35 จากจังหวะที่แฟรงค์ แลมพาร์ดจ่ายทะลุขึ้นไปให้เขายิงเข้าไปตุงตาข่าย จุดประกายแข้งสิงห์ให้ฮึกเหิมขึ้นมาทันที หลังจากนั้นไม่นาน ติอาโก้มายิงประตูเพิ่มให้เชลซีได้อีกประตู

อย่างไรก็ตาม โบลตั้นมาตามตีตื้นได้จากประตูของเดวี่ย์ส และตีเสมอช่วงท้ายเกมได้จากประตูของราดีห์ จาอิดี้

แม้แต่อัลลาไดซ์ก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อน “ตอนที่เชลซียิงประตูที่สองได้ ผมคิดว่าเราจบไปแล้วด้วยนะ” เขาเผย “แต่เมื่อเชลซีเล่นกันแบบบประมาทแล้วเราทำประตูได้ พวกเขาก็ดูจะตกใจไม่น้อยเลย”

นั่นคือการสิ้นสุดของการคว้าชัยชนะ 8 นัดติดต่อกัน ซึ่งนับจากที่แพ้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ การตอบสนองต่อผลการแข่งขันแบบเดิมจำเป็นต้องเกิดขึ้นอีกครั้งเพื่อที่จะแซงหน้าอาร์เซนอล แต่ใครจะเหมาะนำทัพได้มากไปกว่าตัวกัปตันทีมเอง?

ฤดูกาลก่อนหน้านั้น การไปเยือนชาร์ลตั้นทำให้เชลซีแพ้ 4-2 และเป็นหนึ่งในจุดต่ำสุดของทีมในช่วงนั้น “คุณแพ้ได้นะ แต่ไม่ใช่แพ้แบบนั้น” จอห์น เทอร์รี่กล่าว

เดเมียน ดัฟฟ์ ยิงเปิดเกมได้เร็วอีกครั้งในช่วงเวลา 4 นาทีแรก และเมื่อเริ่มครึ่งหลังมาไม่นาน กัปตันของเราจัดเต็มยิงเพิ่มอีกสองประตูก่อนที่ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่นจะยิงปิดท้ายให้เชลซีชนะอย่างถล่มทลาย

ผู้จัดการทีมชื่นชมการตอบสนองของเหล่านักเตะหลังผิดหวังกับเกมพบโบลตั้นมา และบอกว่าเกมเยือนวาลเล่ย์วันเป็น “เกม 60 นาที” ที่มีเกมรุกเด็ดขาดและไม่ประมาทแม้แต่นาทีเดียว

เกมเยือนไฮบิวรี่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และจากที่เชลซีผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศคาร์ลิ่ง คัพได้ด้วยสกอร์ 2-1 ที่ฟูแล่มช่วงกลางสัปดาห์ ทำให้แข้งสิงห์ต่างก็มีความมั่นใจเต็มร้อยก่อนเกมพบกับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

การมาเยือนเดอะบริดจ์ก่อนหน้านั้นสองครั้งจบลงที่ผลสกอร์ 3-0 และ 5-0 ตามลำดับ แต่ครั้งนี้เป็นสกอร์ที่อยู่ระหว่างกลางสองเกมนั้น และเกิดขึ้นหลังจากที่ส่งดิดิเยร์ ดร็อกบาลงสนามในช่วงพักครึ่ง

ดร็อกบามีส่วนในการยิงประตูเปิดเกมของแลมพาร์ด หลังจากนั้นก็ยิงผ่าน ไตตัส แบรมเบิ้ลให้ทีมนำห่างเพิ่มไปอีกประตู อาร์เย่น ร็อบเบนยิงเพิ่มด้วยการโซโล่ขึ้นไปยิง

เมื่อเข้าสู่ช่วงทดเวลา ดัฟฟ์วิ่งทะลวงขึ้นไปแล้วโดยเชย์ กิฟเว่น ผู้รักษาประตูทำฟาวล์ในกรอบ ร็อบ สไตล์ กรรมการในเกมนั้นชี้เป็นจุดโทษทันที มาเตย่า เคซมันเป็นผู้รับหน้าที่สังหารจุดโทษ

ลองจินตนาการว่าเขาจะยิงประตูแบบไหน จะยิงแบบเซฟๆ ด้วยการแปรบอลไปที่มุมล่าง หรือจะใช้ท่ายากเพื่อความเท่?

เขาเลือกที่จะยิงตามแบบผู้สังหารจุดโทษชาวเช็กโกสโลวาเกีย และไม่ผิดหวัง เขายิงเข้าไปเป็นประตูให้เราชนะ 4-0

“ผมเกิดมาเพื่อทำประตู ถ้าไม่มีพวกเขา ผมก็คงไม่ได้เป็นนักเตะที่ดีได้หรอกครับ” อดีตหัวหอกพีเอสวียอมรับ

“ช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมานี้ผมโชคไม่ค่อยดีเท่าไร แต่เพื่อนๆ ต่างก็ช่วยให้ผมมีความมั่นใจ ผมรู้ว่าทุกคนต่างก็สนับสนุนผม ดังนั้นผมจึงสามารถจะลองทำอะไรก็ได้”

“แฟรงค์ให้บอลผมยิงจุดโทษ เพราะเขารู้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมามันยากแค่ไหนสำหรับผม คุณเห็นได้เลยว่าเรามีสปิริตดีแค่ไหนหลังจากที่ผมยิงได้ นักเตะทุกคนต่างก็พุ่งมาที่ผม นั่นแหละคือจุดแข็งของเราในฤดูกาลนี้ คือสิง่ที่ทำให้เราเป็นแชมป์”

“หวังว่ามันจะทำให้อาร์เซนอลกดดันเพิ่มขึ้นไปอีก” แลมพ์กล่าว ซึ่งหลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์จะเป็นเกมที่ให้คำตอบเราในเรื่องนั้นได้ชัดเจนที่สุด

- โดยริชาร์ด ก็อดเดน – บรรณาธิการหนังสือโปรแกรมการแข่งขันของเชลซี

คุณสามารถรับชมสรุปเรื่องราวในฤดูกาล 2004/05 ได้แบบเต็มๆ ที่แอปฯ The 5th Stand

แอปฯ The 5th Stand พร้อมให้คุณใช้งานแล้วในรูปแบบภาษาไทย เข้าชมคอนเท้นต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแฟนชาวไทยโดยเฉพาะ ทั้งข่าวด่วน, ไฮไลต์การแข่งขัน และอื่นๆ อีกมากมาย คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

ข่าวอื่นๆ