Thailand

ปาฏิหาริย์คัมป์นู เกมแห่งศตวรรษ โดย วิเคราะห์บอลจริงจัง

ปาฏิหาริย์คัมป์นู เกมแห่งศตวรรษ

ถ้าถามแฟนเชลซีว่า เกมที่ดีที่สุดตลอดกาลตั้งแต่เชียร์สโมสรมาคือเกมไหน รับรองได้ว่า แมตช์เยือนบาร์เซโลน่าที่คัมป์นูในปี 2012 หลายคนต้องยกให้เป็นอันดับหนึ่งแน่นอน
 

ในซีซั่นนี้ เกมชนะบาเยิร์น มิวนิค ในนัดชิงชนะเลิศของแชมเปี้ยนส์ลีก ก็ถือว่าเป็นเกมที่ระทึกขวัญมาก และมีครบทุกรสชาติ แต่ทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าเชลซีไม่สามารถเอาตัวรอดมาจากเกมที่คัมป์นูมาได้

ในบทความวันนี้ เราจะย้อนไปดูอีกครั้งว่าทำไม เกมเชลซี กับบาร์เซโลน่า ถึงคู่ควรที่จะถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในเกมดีที่สุดตลอดกาลของเชลซี

 

[ สถานการณ์ก่อนเกม ]

เชลซีในซีซั่นนั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่ออันเดร วิลลาส-โบอาส โดนปลดจากตำแหน่ง และเป็นโรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ เข้ามาขัดตาทัพเฉพาะหน้า

อย่างไรก็ตาม ดิ มัตเตโอ ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม เขาพาทีมพลิกนรก ตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของรายการยุโรป ที่เลกแรกแพ้นาโปลี 3-1 แต่กลับมาแซงชนะในเลกที่สอง 4-1 เข้ารอบไปอย่างมหัศจรรย์ ด้วยสกอร์รวม 5-4

เชลซี จับสลากในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ค่อนข้างโชคดีที่เจอเบนฟิก้า ที่ไม่ใช่งานหนักมากนัก ก่อนจะเอาชนะมาได้ เข้าสู่รอบรองชนะเลิศเจอกับเต็ง 1 ของรายการ บาร์เซโลน่า

ในขณะที่ เชลซี ที่เปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีม นักเตะยังต้องจูนแผนใหม่ ๆ ของดิ มัตเตโอ แต่ ฝั่งบาร์เซโลน่ามีความพร้อมมาก นี่คือปีที่ 4 ของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในการคุมบาร์ซ่า ผู้เล่นทุกคนเข้าใจบทบาทหน้าที่กันอย่างดี และบาร์ซ่าคือแชมป์เก่ารายการยุโรปเมื่อซีซั่นก่อนหน้านี้ด้วย

บาร์ซ่ารอบ 16 ทีมสุดท้าย อัดเลเวอร์คูเซ่น สกอร์รวม 10-2 ยิงกันเกินสองหลัก ส่วนรอบ 8 ทีมก็เอาชนะทีมแกร่งอย่างเอซี มิลานได้สบาย ๆ 3-1 เข้ามาเจอกับเชลซี ที่ต้องบอกว่า บาร์ซ่าเป็นต่อทุกกระบวนท่า

ในเลกแรก ที่เล่นในสแตมฟอร์ด บริดจ์ก่อน บาร์เซโลน่าบุกหนักเป็นพายุ ได้ครองบอลมากถึง 72% ทั้ง ๆ ที่เล่นในบ้านเชลซีแท้ ๆ ขณะที่โอกาสยิงตรงกรอบ มากกว่ากัน 6 เท่า (เชลซี 1 - บาร์ซ่า 6)

เชลซีเจอการต่อบอล เล่นติกี้-ตาก้า ของกวาร์ดิโอล่าก็ทำเอาปั่นป่วนไปหมด ได้แต่ตั้งรับอย่างอดทน นาทีที่ 9 อเล็กซิส ซานเชซ ยิงชนคานเต็ม ๆ ส่วนอันเดรส อิเนียสต้า กับ ลีโอเนล เมสซี่ ก็เลี้ยงจี้ซ้ายจี้ขวา เกมนี้เพตเตอร์ เช็กต้องเซฟบอลทุกทิศทุกทาง

อย่างไรโอกาสเพียงครั้งเดียวที่เชลซีสร้างได้ในเกมนี้ กลับเปลี่ยนเป็นประตูชัยทันที ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก รามิเรส เล่นเกมสวนกลับเร็ว จ่ายเข้ากลางให้ดร็อกบา ยิงยัดเสาแรกเข้าไป เชลซีพลิกนำ 1-0 เฉยเลย ท่ามกลางอาการช็อกของแฟนบาร์ซ่า

ครึ่งหลังยังเป็นวันเวย์แบบเดิมบาร์ซ่ายิงชนเสาไปอีกหนึ่งที จากเปโดร โรดริเกวซ แต่สุดท้ายเชลซีต้านทานอยู่ กองหลัง และผู้รักษาประตูช่วยกันเต็มที่จริง ๆ จบเลกแรก เชลซีชนะ 1-0
 

กลยุทธ์ที่สำคัญ ที่ทำให้เชลซีชนะบาร์ซ่าได้นั้น มี 3 ข้อ

1- รับลึกอย่างอดทน ปล่อยให้บาร์ซ่าครองบอลไปเลย โดยนัดนี้ บาร์ซ่าจ่ายบอลเข้าเป้า 743 ครั้ง ส่วนเชลซีเข้าเป้า 169 ครั้ง ตามปกติทีมที่เล่นในบ้านตัวเอง จะต้องบุกใส่คู่แข่งตามเสียงเชียร์ของแฟน ๆ แต่ดิ มัตเตโอ รู้ว่าเขากำลังสู้อยู่กับใคร ดังนั้นจึงยอมเล่นเกมรับแม้จะเล่นที่เดอะ บริดจ์ก็เถอะ

2- กองหลังต้อง "นิ่ง" กล่าวคือห้ามเสียบพรวดพราดเด็ดขาด ทุกคนต้องยืนในโพสิชั่นของตัวเองเข้าไว้ ตัวอย่างเช่นปกติแกรี่ เคฮิลล์ จะล้มตัวสกัดคู่แข่งอยู่บ่อย ๆ แต่เกมนี้ เขายืนนิ่งคอยดักทาง ไม่เสียเหลี่ยม ไม่หลงจังหวะ สุดท้ายสามารถบล็อกลูกยิงของเมสซี่ได้ถึง 2 หนในเกม

3- เจาะการเติมเกมบุกของดานี่ อัลเวส ตามปกติแบ็กขวาของบาร์ซ่ายุคเป๊ป คือไม้ตายของสโมสร การโอเวอร์แล็ปของอัลเวส ทำลายล้างแนวรับคู่แข่งอย่างง่ายดาย แต่ในอีกมุม ถ้าหากเชลซีตัดบอลได้แล้วได้โต้กลับเร็ว ก็สามารถเจาะในรูรั่วที่อัลเวสทิ้งไว้ได้ ซึ่งประตู 1-0 เกิดขึ้นในลักษณะนั้น แลมพาร์ดแย่งบอลจากเท้าของเมสซี่ ก่อนจ่ายออกซ้ายสุดให้รามิเรส ที่มีพื้นที่เยอะมาก เพราะอัลเวสดันขึ้นไปแล้ว ก่อนตบเข้ากลางให้ดร็อกบายิงเข้าไป

เมื่อเล่นได้ตามแผน ตามแท็กติก บวกกับโชคที่เข้าข้างทำให้เชลซีเอาชนะไปก่อนในเกมแรก 1-0

อย่างไรก็ตาม เอาจริง ๆ บาร์เซโลน่า ไม่ได้กังวลใจเลยเพราะสถิติการเล่นในคัมป์นูของพวกเขา คืออันดับหนึ่งของโลก เกมรุกของบาร์ซ่าเจาะได้ทุกทีม ดังนั้นกับสกอร์ตามหลังแค่ 1 ลูก บอกตรง ๆ ยิงเมื่อไหร่ก็ได้

มาร์ก ลอว์เรนสัน นักวิเคราะห์จากบีบีซี แสดงทรรศนะหลังเกมว่า "เลกที่ 2 ที่สเปน ผมคิดว่าบาร์เซโลน่าจะสร้างโอกาสได้อย่างมหาศาล ขนาดวันที่เล่นไม่ค่อยดีพวกเขายังสร้างโอกาสได้ขนาดนี้ แล้วถ้าได้เล่นที่บ้านตัวเองล่ะ ลีโอเนล เมสซี่ จะยิ่งมีพื้นที่มากกว่านี้อีก"

 

[ ปัญหารุมเร้าที่คัมป์นู ]

บาร์เซโลน่าชั่วโมงนั้น ไม่ว่าใครก็ต้องหวาดหวั่น เพราะยิงคู่แข่งกระจุยทุกเกม ซึ่งถ้าเชลซีจะเอาตัวรอดได้จากเกมที่คัมป์นู พวกเขาต้องมีสมาธิให้มาก เหมือนกับเกมที่เล่นในสแตมฟอร์ด บริดจ์

โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ เชื่อในทฤษฎี อะไรดีอยู่แล้วอย่าไปเปลี่ยน ดังนั้น จึงยึด 11 ตัวจริงเหมือนเกมเลกแรกเอาไว้ เซ็นเตอร์แบ็กใช้ แกรี่ เคฮิลล์ ยืนคู่กับจอห์น เทอร์รี่ หน้าเป้าเป็นดิดิเยร์ ดร็อกบา

เกมแรกบาร์ซ่าใช้ระบบ 4-3-3 ตามปกติ แต่พอมาในเลกที่ 2 โจทย์คือพวกเขาต้องยิงเชลซีให้ได้ ทำให้กวาร์ดิโอล่าใช้ระบบ 3-3-1-3 เลือกใช้กองหลังแค่ 3 คน ที่เหลือดันไปบุกแหลกทั้งหมด

กวาร์ดิโอล่ามองว่า ปัญหาในเลกแรกคือขาดปีกธรรมชาติ ดังนั้นเกมนี้ จึงส่งไอแซ็ค กูเอนก้า ลงเป็นตัวจริง ส่วนปีกอีกด้านใช้อิเนียสต้า โดยมีอเล็กซิสยืนเป็นหน้าเป้า ส่วนเมสซี่ยืนเป็นหน้าต่ำ

 

รูปเกมนั้นเป็นไปตามคาด เมื่อบาร์เซโลน่า วันเวย์ข้างเดียว เชลซีตั้งรับอย่างอดทน บาร์ซ่ายังเจาะไม่ได้ แผนนี้เหมือนจะเข้าท่า โอกาสจะจะ ของบาร์ซ่า มีแค่การหลุดไปยิงของเมสซี่หนเดียว แต่เพตเตอร์ เช็กปัดไว้ได้

จุดเปลี่ยนอย่างแรกของเกมนี้ อยู่ที่อาการบาดเจ็บของแกรี่ เคฮิลล์ เซ็นเตอร์แบ็กของทีม ในนาทีที่ 12 ซึ่งปัญหาคือ ดาวิด ลุยซ์ เพิ่งจะมีอาการบาดเจ็บแฮมสตริงก่อนหน้านี้ไม่มีกี่วัน ไม่มีชื่อเป็นตัวสำรองด้วย ทำให้ดิ มัตเตโอ ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการส่งโชเซ่ โบซิงว่า ลงไปเล่นแทน แล้วขยับเอาบรานิสลาฟ อิวาโนวิช ไปยืนเซ็นเตอร์แบ็กคู่เทอร์รี่แทน

จากนั้น มาสู่จุดเปลี่ยนที่ 2 คืออาการบาดเจ็บของเคราร์ด ปิเก้ ในนาทีที่ 26 เพราะดิดิเยร์ ดร็อกบา วิ่งเข้าไปตั๊นบอลในเขตโทษของบาร์ซ่า จนบิคตอร์ บัลเดส ไปชนปิเก้จนร่วง ปิเก้ลุกขึ้นมาแล้วยังมึนงง ดูเหมือนสมองจะกระทบกระเทือนเล็กน้อย กวาร์ดิโอล่าเลยถอดออก แล้วเอาดานี่ อัลเวสลงเล่นแทน

การส่งอัลเวสลงสนาม แทนปิเก้ ทำให้พลังเกมรุกของบาร์ซ่าเพิ่มขึ้นอีก แต่ในข้อเสียคือ เกมรับก็ลดพลังลง เพราะเซ็นเตอร์แบ็กธรรมชาติเหลือแค่คาร์เลส ปูโยล คนเดียว อย่างไรก็ตาม กวาร์ดิโอล่าไม่สนใจอยู่แล้ว เพราะเขารู้ว่าเกมนี้เชลซีไม่ได้คิดจะบุก ดังนั้นไม่จำเป็นต้องมีกองหลังก็ได้

นาทีที่ 35 การนวดอยู่นานของบาร์ซ่าก็ได้ผล เมื่ออัลเวส ที่เพิ่งเปลี่ยนตัวลงมา ตะลุยยาวมาถึงหัวกะโหลก ก่อนจ่ายออกซ้ายให้กูเอนก้า ปาดเข้ากลางให้เซร์คิโอ บุสเกตต์ ยิงโล่ง ๆ เข้าประตูไป บาร์ซ่านำ 1-0 สกอร์รวมตอนนี้คือ 1-1 บาร์ซ่าขออีกแค่ลูกเดียว เพื่อขึ้นนำ

และมาสู่อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด คือ นาทีที่ 37 จอห์น เทอร์รี่ เอาเข่าไปกระแทกอเล็กซิสด้านหลัง จนล้มลงไปกับพื้น จังหวะนี้เทอร์รี่พยายามอธิบายว่า "มันอาจดูแย่ตอนรีเพลย์ ใช่ ผมยกเข่าขึ้นจริง แต่ผู้คนที่รู้จักผม จะรู้ว่าผมไม่ใช่นักเตะแบบนั้น"

ผู้ตัดสินคูเน็ต ชาเคียร์ จากตุรกีไม่ฟังคำโต้แย้งใด ๆ เดินมาควักใบแดงไล่เทอร์รี่ออกจากสนามทันที สถานการณ์ตอนนี้เชลซีเหลือ 10 คน ที่บ้านบาร์เซโลน่า พวกเขาไม่มี Leader กัปตันทีมที่คอยปลุกเร้าอยู่ในสนามอีกแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น เชลซีไม่เหลือเซ็นเตอร์แบ็กธรรมชาติอีกเลย แม้แต่คนเดียว ในแผงตัวสำรองมีแต่กองหน้า กับ กองกลาง การมาเจอบาร์เซโลน่าแล้วเหลือ 10 คน แถมยังไม่มีเซ็นเตอร์แบ็กอาชีพ มองไม่ออกจริง ๆ ว่าจะต้านทานได้อย่างไร

ดิ มัตเตโอ ต้องแก้ปัญหาอีกรอบ ด้วยการขยับโบซิงวา ที่ปกติเป็นแบ็กขวา มายืนเซ็นเตอร์แทน แล้วถอยรามิเรส มาเล่นเป็นแบ็กขวา ก่อนจะปรับระบบเป็น 4-4-1 ห้อยดร็อกบาไว้คนเดียว

โมเมนตั้มของเกมเป็นของบาร์เซโลน่าอย่างชัดเจน เชลซียังยืนตำแหน่งกันไม่ถูก ซึ่งบาร์ซ่าก็เจาะฝั่งขวาที่รามิเรสยืนนั่นล่ะ โดยนาทีที่ 43 เมสซี่ แทงบอลให้อิเนียสต้าที่แอบอยู่ด้านหลังรามิเรส หลุดเดี่ยวไปยิงสวนตัวเพตเตอร์ เช็ก สกอร์ขยับห่างเป็น 2-0

ตอนนี้บรรยากาศของเชลซีนั้นมีความเศร้าสร้อยมาก เพราะบาร์ซ่าขึ้นนำสกอร์รวมแล้ว 2-1 ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเสียเปรียบทุกอย่าง ตัวน้อยกว่า ไม่มีกัปตันตัวหลัก เสียเซ็นเตอร์แบ็กไปสองตัว  แถมเล่นที่คัมป์นูอีก และที่สำคัญที่สุด คู่ต่อสู้คือทีมอันดับหนึ่งของโลก บาร์เซโลน่าของกวาร์ดิโอล่า ดูเหลี่ยมไหนก็ไม่น่าจะพลิกได้เลย

พอเสียประตูปั๊บ รามิเรส เข้าไปขอคำอธิบายจากกรรมการว่าทำไมไล่เทอร์รี่ออกในจังหวะก่อนหน้านี้ สุดท้ายโดนใบเหลืองไปอีก และจะโดนแบนถ้าเชลซีเข้ารอบต่อไปได้

แต่นั่นคือถ้าเข้ารอบไปได้นะ สถานการณ์แบบนี้ ต้องยอมรับว่าบาร์ซ่าพลาดยากจริง ๆ
 

[ ประตูแห่งชีวิตของรามิเรส ]

ที่ข้างสนาม เอ็ดดี้ นิวตัน ผู้ช่วยผู้จัดการทีมเชลซีกระตุ้นว่า "เราต้องการแค่ลูกเดียวนะเพื่อพลิกเกม อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป"

ซึ่งก็อย่างที่นิวตันบอก ถ้าเชลซีไล่มาเป็น 2-1 ก็จะพลิกเข้ารอบได้ด้วยกฎอเวย์โกล์ แค่ลูกเดียวเอง อาจจะเป็นอะไรที่ยากมาก แต่ไมใช่ว่าเป็นไปไม่ได้

ในขณะที่นักเตะคนอื่น เริ่มดูหมดพลัง แต่มี 2 คน ที่ลุยต่อไม่ยั้ง คือรามิเรส กับ แลมพาร์ด รามิเรส ที่เล่นแบ็กขวา หลังจากเสียประตูที่สอง คราวนี้เขาวิ่งแบบลืมตายเลย จากที่ยืนแบ็กขวา เขาสปรินท์ลุยขึ้นหน้าแบบไม่มีใครคาดคิด

รามิเรส จ่ายบอลยัดให้แฟรงค์ แลมพาร์ดที่อยู่กลางสนาม แลมพาร์ดรับบอลมา ใช้ร่างกายอันแข็งแกร่งดันฮาเวียร์ มาสเคราโน่จนล้ม แล้วจ่ายคืนให้รามิเรสที่วิ่งไปถึงเขตโทษของบาร์ซ่าแล้ว เป็นการเล่นอันชาญฉลาดมากของแลมพาร์ด

รามิเรสได้บอลที่จ่ายเข้ามาในตำแหน่งที่พอดีเป๊ะ เขาชิพข้ามหัวบิคตอร์ บัลเดส ด้วยน้ำหนักที่เหลือเชื่อ นี่เป็นการยิงที่ยากมาก ๆ บอลข้ามหัวบัลเดสตุงตาข่ายแบบเพอร์เฟ็กต์สุด ๆ

เชลซีมีหมัดเด็ด ยิงอเวย์โกล์ได้จากบาร์เซโลน่าอย่างที่ใคร ๆ ก็คาดไม่ถึง และนี่คือประตูที่สำคัญที่สุดในการค้าแข้งที่เชลซีของรามิเรสด้วย

สกอร์ขยับเป็น 2-1 ก่อนจบครึ่งแรกไปเลย ซึ่งเชลซีกลับมาสู่เกมแล้ว หน้าที่ของพวกเขาในครึ่งหลัง คือทำอะไรก็ได้ให้ "ยันเสมอ" เอาไว้ให้ได้ ไม่ต้องไปคิดจะเล่นเกมบุก เพราะตัวน้อยกว่า ต้องตั้งใจเล่นเกมรับอย่างอดทนที่สุด

หลังจบครึ่งแรก เชลซีเข้ามาที่ห้องแต่งตัว จอห์น เทอร์รี่ ขอโทษเพื่อนที่ทำให้ต้องเล่น 10 คนแบบนี้ จากนั้นโรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ จึงมาคุยถึงแผนการที่จะใช้ในครึ่งหลัง

เชลซีจะเปลี่ยนจาก 4-4-1 เป็น 4-5-0 ดร็อกบาจะไม่เล่นเกมรุกอีกแล้ว แต่ถอยมาช่วยเกมรับ 100% และถ้ามีโอกาสจริง ๆ ค่อยบุกขึ้นไป แต่ก็รู้ดีว่า บาร์ซ่าคงไม่ปล่อยให้มีโอกาสได้บุกอีกแล้ว

เรื่องแท็กติกทุกคนเข้าใจหมดแล้ว แต่ในช่วงพักครึ่ง สิ่งที่นักเตะทำ คือการกระตุ้นกันเอง ให้ฮึดเข้าไว้ เชลซีจะต้องผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้

 

[ ครึ่งหลังแห่งความระทึก ]

ในครึ่งแรกว่าตื่นเต้นแล้ว แต่ครึ่งหลังในเกมที่คัมป์นู เต็มไปด้วยเหตุการณ์ระทึกขวัญตลอด 45 นาที โจทย์ตอนนี้ง่าย ๆ ถ้าบาร์ซ่ายิงได้อีกลูก เกมก็จบแน่ เพราะเชลซีคงต้องเดินหน้าบุก และจะยิงเปิดรูรั่วให้บาร์ซ่าทะลวงเพิ่มได้อีก

เชลซีต้องตั้งรับอย่างอดทนที่สุด เท่าที่พวกเขาเคยทำมาในชีวิต

ตอนนี้บาร์ซ่าบุกอย่างบ้าคลั่งแล้ว พวกเขาเปลี่ยนแผนเป็น 2-2-6 ปูโยลกับมาสเคราโน่ ดันขึ้นมาถึงครึ่งสนาม ส่วนดานี่ อัลเวส กลายเป็นปีกขวาไปเลย ดันไปสุดเส้น เช่นเดียวกับฝั่งซ้าย ให้กูเอนก้า ถ่างมาอยู่สุดเส้นเช่นกัน

แผนของกวาร์ดิโอล่านั้น คือกลยุทธ์ที่ใช้สู้กับทีมที่เหลือ 10 คน ซึ่งจะคอมแพ็กต์ตรงกลางแน่น วิธีของเขา คือโจมตีด้านข้างให้เยอะที่สุด พยายามดึงฟูลแบ็กของเชลซี ให้ออกมาประกบ จะได้เปิดพื้นที่จ่ายยัดเข้าในได้

บาร์ซ่าบุกมาทุกทิศทุกทาง และเชลซีก็พลาดจนได้ ในนาทีที่ 49 เมื่อดร็อกบาที่ถอยไปเล่นเกมรับ เข้าบอลผิดจังหวะ เสียบเชส ฟาเบรกาสในเขตโทษ ซึ่งการที่กองหน้ามาเล่นเกมรับ มันมีโอกาสจะเกิดเรื่องแบบนี้ได้อยู่แล้ว ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที และแน่นอน คนที่จะยิงคือลีโอเนล เมสซี่

ในอดีตเมสซี่เคยเจอเชลซีมา 7 ครั้ง แต่ไม่เคยยิงเชลซีได้เลยแม้แต่หนเดียว อย่างไรก็ตาม จุดโทษลูกนี้ อาจเป็นประตูแรก และจะเป็นประตูที่ทำให้บาร์ซ่าผ่านเข้ารอบชิงแชมเปี้ยนส์ลีกต่อไป

เมสซี่ วิ่งเข้ามายิงด้วยซ้าย เพตเตอร์ เช็ก พุ่งผิดทางแล้ว แต่บอลไปชนคานเต็ม ๆ เชลซีรอดอีกครั้งอย่างเหลือเชื่อ สกอร์ยังอยู่ที่ 2-1

แน่นอน เชลซีรอดได้ โชคก็มีส่วน แต่จุดสำคัญคือ พวกเขาเล่นกันอย่างมีวินัยมาก ดร็อกบาไม่ทำพลาดอีกเลยตลอดทั้งเกม กองหลังไม่มีใครหลุดตำแหน่ง ส่วนเพตเตอร์ เช็ก เป็นคนที่ไว้ได้ใจมากที่สุดในสนาม

จุดสำคัญที่เชลซีทำได้ดีจริง ๆ คือ สามมิดฟิลด์ แลมพาร์ด-ราอูล เมยราเลส และ จอน โอบี มิเกล พวกเขารู้หน้าที่ที่สุด ว่าควรทำอะไร โดยทั้งสามคนหุบมายืนปกป้องพื้นที่ตรงกลาง ไม่ให้บาร์ซ่าเจาะตรงกลางได้ และทันทีที่ชาบี เอร์นันเดซ คนบงการเกมของบาร์ซ่าได้บอล จะมีกองกลางหนึ่งตัว เข้าประกบติดทันที ไม่ให้ชาบีแทงคิลเลอร์พาสได้ จุดประสงค์ในการเพรสซิ่งไม่ใช่เพื่อแย่งบอลจากเท้าชาบี แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ชาบี จ่ายเข้าในให้เมสซี่ หรืออิเนียสต้า

ซึ่งพอชาบี จ่ายเข้าในไม่ได้แล้ว ก็ต้องถ่ายบอลออกด้านข้าง ซึ่งเชลซีสบายใจที่จะป้องกันตัวริมเส้นมากกว่า รับมือกับเมสซี่ และอิเนียสต้า

เราจะเห็นว่าเชลซีปล่อยให้ตัวริมเส้นอย่างอัลเวสได้ครอสบอล และให้กูเอนก้าได้ยิง แต่จะไม่เปิดพื้นที่ให้เมสซี่ได้เล่นง่าย ๆ ดิ มัตเตโอรู้ดีว่า ความน่ากลัวที่สุดของบาร์ซ่าคือการประสานงานของเมสซี่กับอิเนียสต้านี่ล่ะ

บาร์ซ่านั้นไม่มีแผนสอง พวกเขามั่นใจในเกมติกี้-ตาก้าของตัวเองมาก ว่าควรจะเจาะได้แน่ ๆ แต่แน่นอน กวาร์ดิโอล่าเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน ว่าเชลซีจะวางเกมรับได้แน่นขนาดนี้ คือมันไม่มีช่องให้เจาะเลยจริง ๆ

บาร์ซ่าเมื่อทะลวงไปในเขตโทษไม่ได้ ก็หันมาใช้วิธียิงนอกเขตโทษเอา นาทีที่ 83 เมสซี่ตะบันนอกเขตด้วยซ้าย บอลจะเสียบมุมอยู่แล้ว แต่เพตเตอร์ เช็กปัดได้ปลายมือ บอลพุ่งไปชนเสาเต็ม ๆ เท่ากับว่าเกมนี้ เมสซี่ซัดไป 2 เสาแล้ว

สิ่งเดียวที่แฟนเชลซีตอนนี้ทำได้คือภาวนา ขอให้เวลาจบลงเสียที
 

[ เกมโอเวอร์ ]

การเปลี่ยนตัว คนสุดท้ายของเชลซี สร้างความเซอร์ไพรส์ไม่น้อย เพราะดิ มัตเตโอ ถอดเอาดร็อกบา ออกแล้วส่งเฟร์นันโด ตอร์เรส ลงเล่นในตำแหน่งเดียวกัน ในนาทีที่ 80

ที่เซอร์ไพรส์ เพราะว่าถ้าคิดจะเล่นเกมรับเต็มตัว ยังมีมิกาแอล เอสเซียงอยู่ในกลุ่มตัวสำรอง สามารถเอาลงมาอุดอย่างจริงจังได้เลย แต่ดิ มัตเตโอ เลือกเปลี่ยนตำแหน่งต่อตำแหน่ง

ตอร์เรสนั้นไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีนัก และการลงมาเจอกับบาร์ซ่า เขายังปรับตัวกับจังหวะเกมไม่ได้ และทำเสียบอลหลายหน

ช่วงเวลาที่อยู่ในสนาม ตอร์เรสจ่ายบอลไม่เข้าเป้าแม้แต่หนเดียว เลี้ยงบอลไม่ผ่านคู่แข่งเลยด้วย ดูเผิน ๆ เหมือนนี่คือการเปลี่ยนตัวที่ไม่น่าจะเวิร์กเท่าไหร่

ด้วยความที่ตอร์เรส ไม่มีความน่ากลัว ทำให้บาร์ซ่ายิ่งได้ใจโหมบุกหนักที่สุด และเปลี่ยนระบบเป็น 0-5-5 ไม่มีกองหลังอีกแล้ว ปูโยล กับ มาสเคราโน่ดันไปเล่นกองกลางแทน โดยมาสเคราโน่ ได้ยิงไกลนอกเขตโทษหนึ่งหน จนเพตเตอร์ เช็กต้องบินปัดออกหลังไป

ช่วงทดเจ็บ ตอร์เรสได้บอล และพยายามเลี้ยงแหวกนักเตะบาร์ซ่า แต่ก็โดนชาบี เอร์นันเดซ ตัดบอลไว้ได้ ชาบีแทงเข้าในทันที แต่กองหลังเชลซีที่ยืนออกันอยู่เยอะไปหมด ช่วยกันเคลียร์สุดชีวิตออกมาได้ แอชลีย์ โคล หวดตูมออกมาแบบให้พ้น ๆ ไปก่อน

อย่างไรก็ตาม จังหวะมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อตอร์เรส ที่เสียบอลไปเมื่อกี้ ยืนห้อยอยู่กลางสนามไม่ได้ลงมา และบาร์ซ่าก็ปรับมาใช้แผน 0-5-5 แล้ว นั่นแปลว่า ไม่เหลือใครที่จะคอยสกัดตอร์เรสแม้แต่คนเดียว

บอลที่โคลหวดยาว กลายมาเป็นลูกแอสซิสต์สุดสวยให้ตอร์เรสพอดี โดยตอร์เรสที่เพิ่งเปลี่ยนตัวลงมา เหลือแรงเต็มเปี่ยม เขาสปรินท์ครึ่งสนาม ไปดวลตัวต่อตัว กับบิคตอร์ บัลเดส นี่คือโมเมนต์ที่สำคัญที่สุดในระดับสโมสรของตอร์เรส

ตอร์เรสโยกตัวล็อกหลบบัลเดสอย่างเหนือชั้น ก่อนยิงเข้าไปง่าย ๆ กลางประตู ให้เชลซีตีเสมอเป็น 2-2 คือไม่ใช่แค่อุดเท่านั้น แต่เชลซียังมาได้ประตูเพิ่มอีกต่างหาก นี่คือความมหัศจรรย์ที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้จริง
 

เกมจบด้วยสกอร์นี้ เชลซีเข้ารอบด้วยประตูรวม 3-2 นี่คือหนึ่งในโมเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

เกมนี้ เชลซีเสียเปรียบทุกอย่าง ตัวน้อยกว่า เล่นเกมเยือน ผู้เล่นบาดเจ็บ ไม่มีความพร้อมอะไรเลย แต่ด้วยสปิริต และแท็กติกที่ถูกต้อง จึงโค่นบาร์ซ่าลงได้ที่คัมป์นู

"เกมนี้ เรายืนหลังติดกำแพง คือเรารู้ดีว่าผู้คนอยากเห็นฟุตบอลที่สวยงาม แต่เมื่อเราต้องเล่น 10 คน 50 กว่านาทีแบบนี้ มันไม่มีทางเลือกสำหรับเรามากนัก แต่บทสรุปที่ออกมาแบบนี้ มันช่างเหลือเชื่อมาก" แฟรงค์ แลมพาร์ดกล่าวหลังจบเกม

"หนึ่งในเวลาที่งดงามที่สุดตั้งแต่ผมอยู่เชลซีมา เราสู้ด้วยกัน และเราทำได้"

 

เรื่องราวต่อจากนั้น ทุกคนทราบกันดี เชลซี ก้าวไปคว้าแชมป์ยุโรปได้สำเร็จ และเกมนัดชิงกับบาเยิร์น มิวนิค ก็เป็นเกมที่สุดยอดมาก ๆ กับดราม่าที่เยอะไม่แพ้กัน

แต่สำหรับเกมกับบาร์เซโลน่า ที่คัมป์นู ในวันที่ 24 เมษายน 2012 หรือวันนี้เมื่อ 8 ปีที่แล้ว จะอยู่ในความทรงจำของแฟนเชลซีไปตลอดกาล
 

*บทความนี้เป็นมุมมองจากเฟซบุ๊กเพจ วิเคราะห์บอลจริงจัง มิใช่มุมมองของสโมสรฟุตบอลเชลซีแต่อย่างใด

บทความอื่น ๆ โดย วิเคราะห์บอลจริงจัง

3-4-3 กลยุทธ์พลิกชีวิต

กลยุทธ์แชมป์แห่งสเปเชียล วัน

ข่าวอื่นๆ