ประวัติ

เรื่องราวในฤดูกาล 2004/05 : จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ

ยังคงอยู่กับบทความพิเศษย้อนเรื่องราวที่น่าสนใจจากฤดูกาล 2004/05 วันนี้มาถึงเรื่องราวการคว้าถ้วยรางวัลแรกในยุคของอับราโมวิช

ในขณะที่เชลซีเตรียมที่จะฉลองครบร้อยปี แต่อดไม่ได้ที่จะพูดถึงการไม่ได้คว้าแชมป์ติดต่อกัน 5 ปี แน่นอนว่าในปัจจุบัน เชลซีคือหนึ่งในทีมระดับอีลิตของทั้งอังกฤษและยุโรป แต่ในปี 2005 ช่วงเวลานั้นเราคว้าแชมป์ได้เพียงหนึ่งครั้งเฉลี่ยในทุกๆ 10 ปี และสถิตินั้นเพิ่งมาเพิ่มในช่วงปลายยุค 90 ด้วย

คาร์ลิ่ง คัพ เป็นทั้งโอกาสในการคว้าถ้วยรางวัล และประตูสู่ความยิ่งใหญ่หลังจากนั้น

เชลซีต้องเจอกับงานยากตลอดทั้งรายการนั้น ทั้งเกมลอนดอนดาร์บี้ที่เจอกับเวสต์ แฮม ยูไนเต็ดและฟูแล่ม รวมถึงเกมพบนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ก่อนจะเข้ารอบสี่ทุมไปแข่งกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกสองนัดด้วย

หลังเกมเลกแรกจบที่สกอร์ 0-0 ทั้งสองทีมมาเสมอกันอีก 1-1 และต้องต่อเวลาพิเศษ จนกระทั่งเดเมียน ดัฟฟ์ ซัดฟรีคิกผ่านกำแพงไปเสียบมุมเสาสอง

“เราต้องชนะเกมนั้นให้ได้” จอห์น เทอร์รี่กล่าวหลังคว้าชัยที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด “และถ้าเราทำได้ เราก็จะสานต่อโมเมนตั้มที่ดีจากจุดนั้นได้ดียิ่งขึ้น การคว้าถ้วยรางวัลมาได้นั้นหมายความว่าเราสามารถสู้กับทีมอื่นๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้นไปด้วย”

รอบชิงชนะเลิศที่มิลเลนเนี่ยม สเตเดี้ยมในคาร์ดิฟฟ์นั้นเป็นเกมที่ต้องเจอกับลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกของพวกเขาที่มีราฟาเอล เบนิเตซเป็นกุนซือด้วย

เชลซีลงสนามในเกมนั้นหลังจากที่ตกรอบเอฟเอ คัพด้วยน้ำมือของนิวคาสเซิล และแพ้บาร์เซโลน่าในเกมแรกของแชมป์เปี้ยนส์ ลีกรอบ 16 ทีมสุดท้าย และเมื่อเกมเริ่มเพียง 45 วินาที ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ยิงประตูที่รวดเร็วที่สุดในรอบชิงชนะเลิศลีก คัพ ทำให้หงส์แดงขึ้นนำไปก่อน

บอลลูกนั้นลอยผ่านเพตเตอร์ เช็กไปแทนที่จะเป็นคาร์โล คูดิชินี่ เรียกได้ว่านายทวารชาวอิตาเลี่ยนโชคร้ายสุดๆ เมื่อเขาลงเล่นมาตลอดทั้งรายการ ยกเว้นเพียงเกมรอบรองชนะเลิศนัดที่สองที่ต้องสละตำแหน่งให้เช็กเพราะความสามารถในการรับมือกับลูกโยนยาวของเช็กเหนือกว่า

“ผมสัญญากับคาร์โลและนักเตะหลายคนก่อนแข่งเกมเลกสองว่าถ้าเราผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้ คาร์โลจะได้ลงเฝ้าเสา” มูรินโญ่กล่าว “เขาลงเล่นทุกเกมจนถึงในรอบนี้ และผมคิดว่าคาร์โลสมควรได้รับ เพราะเขาทุ่มเทให้กับสโมสรมานานมาก”

ทว่าการโดนใบแดงในเกมพบนิวคาสเซิลทำให้ความหวังนั้นดับลง แต่คูดิชินี่ก็ได้เดินนำทัพลงสนามเป็นการทดแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าตัวซาบซึ้งอย่างมาก

การที่ผู้รักษาประตูแบ็คอัพของเชลซีไม่สามารถลงแข่งได้นั้นเป็นประเด็นพูดคุยในช่วงก่อนแข่งก็จริง แต่หลังเกมเริ่ม กลายเป็นนายทวารฝั่งตรงข้ามที่โดดเด่นขึ้นมาจากการที่ช่วยลิเวอร์พูลรั้งสกอร์เอาไว้ได้นาน ก่อนที่เช็กจะมาเซฟลูกยิงของดีทมาร์ ฮามันน์ได้อย่างเหนือชั้น

หลังจากนั้นกองกลางชาวเยอรมันมาทำฟาวล์แฟรงค์ แลมพาร์ดที่กลางสนาม เปาโล แฟร์เรร่ารับหน้าที่เปิดฟรีคิกชงเข้าไปในกรอบ และเป็นสตีเว่น เจอร์ราร์ดที่โหม่งบอลพลาดไปตุงตาข่ายฝั่งตัวเองซะอย่างนั้น

จากสกอร์ที่เสมอกันทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษ สิงห์บลูส์คุมเกมได้ต่อเนื่อง เกล็น จอห์นสันเปิดบอลยาวไปให้ดิดิเยร์ ดร็อกบาที่รออยู่หน้ากรอบยิงยัดเข้าไปแบบไม่มีเสียของ

ห้านาทีต่อมา มาเตย่า เคซมันได้โอกาสทำประตูเพิ่ม เมื่อดูเด็คเซฟลูกยิงของไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่นได้ไม่ดี ทำให้บอลลอยมาเข้าทางให้เคซมันยิงยัดซ้ำตุงตาข่าย

อันโตนิโอ นิวเนซอาจจะทำให้ลิเวอร์พูลมีหวังขึ้นมาบ้าง แต่ชัยชนะ 3-2 ของเชลซีก็เป็นชัยชนะที่สมควรได้รับแล้วจริงๆ เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของเหล่าสาวกสิงห์ที่ลงทุนเดินทางตามมาเชียร์ในสนามแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามันมีความหมายกับพวกเขามากแค่ไหน

“ครั้งแรกคือชัยชนะที่ยากมากที่สุด และสำหรับนักเตะที่ไม่เคยคว้าแชมป์มาก่อนนั้นถือเป็นอะไรที่สำคัญมาก” มูรินโญ่กล่าว “ตอนนี้เราได้ถ้วยแรกมาแล้ว และแน่นอนว่าเราเข้าใกล้ถ้วยที่สองแล้วด้วย ซึ่งถ้วยที่สองจะเป็นถ้วยที่ยิ่งใหญ่แน่นอน”

พาดหัวขาวของ The Daily Mirror เขียนไว้ว่าเป็น “จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่” มาร์ติน ลิปตั้นเขียนทำนายอนาคตของมูรินโญ่และลูกทีมไว้ด้วยว่า “เชลซีดูเหมือนเป็นทีมที่รู้ว่าเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กำลังจะถูกเขียนขึ้น”

- โดยริชาร์ด ก็อดเดน – บรรณาธิการหนังสือโปรแกรมการแข่งขันของเชลซี

คุณสามารถรับชมสรุปเรื่องราวในฤดูกาล 2004/05 ได้แบบเต็มๆ ที่แอปฯ The 5th Stand

แอปฯ THE 5TH STAND พร้อมให้คุณใช้งานแล้วในรูปแบบภาษาไทย เข้าชมคอนเท้นต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแฟนชาวไทยโดยเฉพาะ ทั้งข่าวด่วน, ไฮไลต์การแข่งขัน และอื่นๆ อีกมากมาย คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

ข่าวอื่นๆ