สัมภาษณ์

เปิดใจ บิลลี่ กิลมอร์ : “หลังจบเกมแรกผมแทบคลั่งเลยนะ แต่สิ่งเดียวที่ผมอยากทำคือขอบคุณผู้จัดการทีมที่เชื่อมั่นในตัวผม”

บิลลี่ กิลมอร์เผยความรู้สึกที่หลากหลาย หลังได้ลงประเดิมสนามกับทีมชุดใหญ่, ศรัทธาจากแฟรงค์ แลมพาร์ด, เหตุผลที่ไม่ไปเล่นให้ทีมอื่นในฤดูกาลนี้ และการรับมือกับความตื่นเต้นที่ทำผลงานโดดเด่นกับทีมสิงห์บลูส์...

สำหรับบิลลี่ กิลมอร์ ดาวรุ่งวัย 18 ปี มีความรู้สึกที่หลากหลายเกิดขึ้นขณะที่นั่งอยู่ในห้องแต่งตัวหลังลงประเดิมสนามให้เชลซีในพรีเมียร์ลีกเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ห้องเครื่องหนุ่มเลือดสก็อตรายนี้ได้ลงในช่วง 6 นาทีสุดท้ายของเกมที่พบกับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เชลซีนำอยู่ 2-1 จากสองประตูของแทมมี่ อับราฮัมในครึ่งแรก

แฟรงค์ แลมพาร์ดกำลังตั้งเป้าที่จะคว้าชัยให้ได้เป็นครั้งแรกหลังรับหน้าทีคุมทีมที่เดอะบริดจ์ แต่เชฟฟิลด์มาตีตื้นได้ในช่วง 45 วินาทีแรกของครึ่งหลัง ทำให้พวกเขากลับมามีความหวังอีกครั้ง

จากแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นและเจ้าบ้านเริ่มเสียการครองเกมในแดนกลาง กิลมอร์ถูกส่งลงไปเสริมทัพเพื่อช่วยเพื่อนร่วมทีมให้สามารถดันเกมขึ้นไปได้ เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่แสดงให้เห็นศรัทธาของแฟรงค์ แลมพาร์ดที่มีต่อดาวรุ่ง

หลังจากนั้นแลมพาร์ดยอมรับว่าเขาถูกตั้งคำถามว่าทำไมเขาถึงเชื่อใจนักเตะที่อายุน้อยและยังไม่เคยผ่านบททดสอบมาก่อน

“ผมจำได้ว่าตอนแรกที่เขาลงเล่นในนัดที่เจอกับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เราเสมอเกมนั้นและหลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับเด็กหนุ่มคนนี้ที่เหมือนคนอายุแค่ 15 ปี” แลมพาร์ดกล่าว “ผมจำได้ว่ามีคนบอกกับผมเป็นการส่วนตัวเลยด้วย”

เชลซีพลาดท่าเสียประตูช่วงท้ายเกมเมื่อเคิร์ท ซูม่าสกัดบอลเข้าประตูตัวเอง ทำให้สกอร์กลายเป็น 2-2 กิลมอร์รู้สึกเหมือนทีมแพ้พอๆ กับที่ทุกคนรู้สึก และยอมรับว่าเป็นการประเดิมสนามที่ไม่สวยงามนัก แต่คำพูดของบอสก็เป็นแรงผลักดันชั้นดีให้กับเขา

“เมื่อเกมจบลง ผมจำได้เลยว่าตัวเองเดินกลับไปที่ห้องแต่งตัวแล้วแทบบ้าเลยนะ” ดาวรุ่งของเรากล่าว “ผมหัวร้อนมากเลยเพราะสกอร์มันออกมาเป็นแบบนั้น”

“แลมพาร์ดส่งข้อความมาหาผมหลังจากนั้นว่า ‘นี่คือช่วงเวลาที่อยากให้นายจำไว้ เมื่อนายฝึกซ้อมมาอย่างหนัก นายต้องเอาทุกอย่างที่ซ้อมมาใส่เข้าไปในเกมจริงให้หมดในเวลาที่คนอื่นๆ เล่นกันได้ไม่ดีนัก นายต้องรับทุกอย่างให้ได้ ทั้งที่ดีและไม่ดี”

“ถือเป็นเกมที่ยากมากเลยนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดใส่กันเต็มที่เลย แน่นอนว่าผมแฮปปี้ที่ได้ลงเดบิวต์ แต่ก็เสียดายไม่น้อยเลย ครอบครัวผมไปดูการแข่งขันด้วย ทุกคนบอกให้ผมสู้ต่อไป พวกเขาอยากถ่ายรูปกับผมหลังจบเกมด้วยนะ แต่ผมยิ้มไม่ออกเลยเพราะตอนนั้นผมไม่มีอารมณ์เลยจริงๆ”

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีร่างกายที่สูงเพียง 5 ฟุต 7 นิ้ว แต่กิลมอร์ก็ชดเชยสิ่งที่ขาดไปด้วยการทำงานหนัก พยายามเล่นโดยคิดและทำทุกอย่างให้เร็วที่สุด จนถึงตอนนี้เขาได้เจอกับทีมคู่แข่งที่แข็งแกร่งกว่ามาแล้วมากมาย และรู้ดีว่าต้องปรับตัวอย่างไร

“ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เราได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของการต้องเจอกับทีมใหญ่ๆ มาเยอะมากเลย แม้แต่ตอนที่โจดี้ มอร์ริส และโจ เอ็ดเวิร์ดทำงานอยู่ในอะคาเดมี่ของเชลซีด้วย”

“ผมแค่ต้องนำหน้าคู่แข่งให้ได้ก้าวหนึ่งเสมอ เล่นบอลให้เร็วกว่า เพราะในแง่เทคนิคแล้วผมเล่นดีนะ แต่ยังต้องปรับเรื่องร่างกายให้ดีขึ้นกว่านี้ ผมรู้ว่าผมไม่ได้เป็นนักเตะที่ร่างใหญ่ที่สุดหรือแข็งแกร่งที่สุด แต่ผมต้องมั่นใจอยู่เสมอว่าจะหาพื้นที่เล่นให้ได้ คิดให้เร็วที่สุดว่าจะจ่ายบอลไปทางไหนต่อ”

“การฝึกซ้อมร่วมกับนักเตะชั้นยอดในทุกวันช่วยผมได้เยอะเลย มันมีการแข่งขันที่สูงมาก และเมื่อคุณต้องเจอกับนักเตะเก่งๆ แบบนั้นคุณต้องเล่นเหมือนกับลงแข่งจริง เพราะคุณต้องเจอกับอะไรแบบนั้นตลอดเวลาในพรีเมียร์ลีก”

หลังจากที่ได้ร่วมเดินทางกับแลมพาร์ดและทีมชุดใหญ่ไปที่ดับลินเพื่อแข่งช่วงพรีซีซั่นเดือนมกราคม กิลมอร์ได้ลงซ้อมร่วมกับทีมมาตลอดนับตั้งแต่นั้น และยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยทีมเยาวชนครองตำแหน่งท็อปของตารางในพรีเมียร์ลีก 2 อีกด้วย

เขาเชื่อว่าพัฒนาการของตัวเองในฤดูกาลนี้ทำให้การตัดสินใจไม่ไปเล่นให้ทีมอื่นในช่วงซัมเมอร์หรือเดือนมกราคมที่ผ่านมาคือเรื่องที่ถูกแล้ว

“หนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้คือผมได้ฝึกซ้อมร่วมกับทีมชุดใหญ่ เพราะมันหมายความว่าผมต้องรักษามาตรฐานของตัวเองให้สูงและฝึกหนักทุกวัน” กิลมอร์กล่าวต่อ “หลังจากนั้นเมื่อผมไปเล่นให้ทีมเยาวชน ผมก็ยังคงต้องรักษามาตรฐานของตัวเองเอาไว้ตลอด ตอนนี้เรายังคงไม่แพ้ใครและเป็นจ่าฝูงของลีกด้วย เราทำผลงานกันได้ดีมากเลยนะ”

“ผมรู้สึกว่าเราทำได้ดีนะในช่วงพรีซีซั่น แต่ผมก็คิดนะว่าตอนที่เรากลับมาผมคงต้องไปเล่นให้ทีมอื่น แต่แลมพาร์ดและโจดี้บอกกับผมว่ามันคงดีที่สุดถ้าผมจะอยู่ที่นี่ต่อ เล่นกับทีม U23 เป็นหลักและฝึกซ้อมร่วมกับทีมชุดใหญ่ให้มากขึ้น ผมแฮปปี้นะ โดยเฉพาะกับโอกาสที่ได้ซ้อมกับทีมชุดใหญ่และแสดงให้ทุกคนเห็นความสามารถของผม”

“ในช่วงคริสต์มาส ผมคิดว่าผมอาจจะถูกยืมไปเล่นในช่วงที่เหลือของฤดูกาล แต่พวกเขาก็บอกให้ผมอยู่ต่อและได้ย้ายไปอยู่ในตึกของทีมชุดใหญ่ นั่นคือช่วงที่ผมได้เริ่มต้นลงสนามมากขึ้นและทุกอย่างไปได้สวยเลยครับ ผมอยากจะขอบคุณผู้จัดการที่เชื่อมั่นในตัวผมจริงๆ”

การพักการแข่งขันฟุตบอลเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่ดีนักสำหรับแข้งทีมชาติสก็อตแลนด์รุ่น U21 ที่เพิ่งได้ลิ้มรสการเล่นในทีมชุดใหญ่สองนัดติดต่อกัน และยังได้เป็นแมนออฟเดอะแมตช์ทั้งสองเกมด้วย เขาได้รับคำชื่นชมมากมายจากการเล่นที่ใจเย็น คุมพื้นที่ในแดนกลางได้ดีจนช่วยทีมคว้าชัยเหนือทีมจากเมอร์ซี่ย์ไซด์มาได้

“น่าเสียดายนะครับที่ต้องหยุดพักการแข่งขัน แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน และนี่คือการตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้วครับ” กิลมอร์อธิบาย “หวังอย่างยิ่งว่าเมื่อเรากลับมาแข่งกันอีกครั้ง ผมจะสานต่อฟอร์มการเล่นที่ดีต่อไปได้อีก”

“เมื่อตอนที่เราเจอกับลิเวอร์พูล ผมตื่นเต้นมากเลยที่จะได้ลงเป็นตัวจริงครั้งแรก ผมฝึกหนักมาเพื่อการลงสนามในเกมแบบนั้นแหละ หลังจากนั้นผมได้ลงเล่นเกมพบเอฟเวอร์ตันต่ออีกครั้ง ผมคิดเลยนะว่าผมทำได้ดีทีเดียว เกมสองนัดนั้นมันแตกต่างกันมาก แต่ผมก็สนุกและทีมเราชนะทั้งสองเกมเลย ถือเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ”

กิลมอร์ยังคงจดจำคำพูดของแฟรงค์ แลมพาร์ดที่บอกไว้หลังจบเกมพบเชฟฟิลด์ได้ดีเสมอว่าเขาต้องทำงานให้หนักต่อไปและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทุกอย่าง ทั้งที่ดีและไม่ดีเอาไว้เป็นบทเรียน

“เป็นเรื่องดีนะที่ได้รู้ว่าคนอื่นๆ ทั้งเหล่ากูรู อดีตนักเตะ ชื่นชมการทำงานของผม แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องจำไว้ด้วยว่าฟุตบอลมันเหมือนรถไฟเหาะ ที่ต้องมีทั้งช่วงเวลาที่ดีและไม่ดี”

“วันนึงเราเล่นได้ดี แต่เมื่อมีวันที่เล่นแย่ มันก็มีปัญหาที่อาจตามมาได้มากมาย ผมแค่ต้องทำทุกอย่างเหมือนเดิมไปเรื่อยๆ ตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด”

กิลมอร์คือชื่อที่หลายคนเอ่ยออกมาจากริมฝีปากก่อนที่ฟุตบอลจะพักการแข่งขันไป และเจ้าตัวเองก็ตั้งใจจะสานต่อสิ่งเหล่านี้เอาไว้ไปเรื่อยๆ ให้ได้

คลิกที่นี่เพื่อเลือกช้อปสินค้ารุ่นบิลลี่ กิลมอร์ ในร้านค้าออนไลน์ของเรา

 

แอปฯ THE 5TH STAND พร้อมให้คุณใช้งานแล้วในรูปแบบภาษาไทย เข้าชมคอนเท้นต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแฟนชาวไทยโดยเฉพาะ ทั้งข่าวด่วน, ไฮไลต์การแข่งขัน และอื่นๆ อีกมากมาย คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

ข่าวอื่นๆ