ประวัติ

เรื่องราวในฤดูกาล 2004/05 : ขยับเข้าใกล้ความสำเร็จครั้งใหญ่

ช่วงกลางเดือนเมษายน 2005 เชลซีกำลังใกล้เข้าสู้เส้นชัยในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรก แต่ยังคงมีอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องทำอยู่

น่าสนใจที่โชเซ่ มูรินโญ่สามารถสร้างจิตใจที่มุ่งมั่นเพื่อชัยชนะให้กับคนทั้งสโมสรฟุตบอลเชลซี ตั้งแต่นักเตะไปจนถึงทีมงาน รวมทั้งแฟนบอลในสแตมฟอร์ด บริดจ์ที่กำลังจะเป็นสักขีพยานในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งนั้น

ในฤดูกาลที่เชลซีสร้างสถิติครั้งนั้น เกมที่เชลซีชนะเซาท์แฮมป์ตัน 3-1 เป็นเกมที่สร้างสถิติใหม่ของสโมสีในลีกสูงสุดมากมาย ทั้งไม่แพ้ใครมากที่สุด (22 นัดนับตั้งแต่ที่แพ้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0), เก็บแต้มได้มากที่สุด (80), เก็บชัยชนะได้มากที่สุด (25) คว้าชัยในเกมเยือนมากที่สุด (13) และชนะต่อเนื่องมากที่สุด (7)

ทว่า ตัวเลขที่สำคัญที่สุดคือเลข 13 และเลข 7 คือคะแนนที่นำอาร์เซนอล และจำนวนเกมที่เหลืออยู่

เบอร์มิ่งแฮม ซิตี้ เป็นทีมต่อมาที่มาเยือนสแตมฟอร์ด บริดจ์ ซึ่งอยู่ระหว่างกลางของเกมแชมป์เปี้ยนส์ ลีกรอบก่อนรองชนะเลิศที่พบกับบาเยิร์น มิวนิค

“เราชนะเกม 7 นัดล่าสุด และไม่มีเหตุผลที่จะมาทำให้เราต้องหยุดตัวเลขนั้นเอาไว้เลย” มูรินโญ่กล่าวหลังชนะทีมยักษ์ใหญ่จากเยอรมนี 4-2 ในเกมเลกแรก ซึ่งมีหนึ่งในสุดยอดประตูของแฟรงค์ แลมพาร์ดรวมอยู่ด้วย

การเติบโตของโจ โคล จากที่เป็นเพลย์เมคเกอร์ที่หลายคนสงสัยในฝีเท้าตอนต้นฤดูกาล กลายมาเป็นตัวรุกที่เด็ดขาดและทำผลงานให้ทีมได้อย่างโดดเด่น จนได้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีกด้วย

ทว่า ความสำคัญของโคล้ด มาเกเลเล่กลายเป็นไฮไลต์ที่สำคัญกว่า

“ไม่มีใครสมควรได้พักมากกว่าเขา และนั่นคือเหตุผลที่เขาได้รับในวันนี้” มูรินโญ่กล่าวก่อนเกมพบเบอร์มิ่งแฮม

“ผมคิดว่าเขาคือนักเตะที่ได้รับการยอมรับน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่นั่นก็เพราะเขาไม่ได้ยิงประตู ผมเชื่อว่าทุกคนรู้ว่าเขาสำคัญกับทีมแค่ไหน”

“เขามีบทบาทสำคัญอย่างมากกับสถิติเกมรับที่ดีของเรา ทั้งการเล่นที่สม่ำเสมอและพิเศษกว่าใคร ความสามารถของเขาทำให้แฟรงค์และไอเดอร์สามารถดันเกมรุกจากมิดฟิลด์ได้อย่างสบายใจ เราเคยเล่นแบบมีแนวรุกห้าคนมาแล้ว และโคล้ดคือคนที่ทำให้มันเป็นไปได้ขึ้นมา”

เมื่อไม่มีมาเกเลเล่ เชลซีเสมอกับทีมของสตีฟ บรู๊ซมาด้วยสกอร์ 1-1 จากลูกยิงตีเสมอของดิดิเยร์ ดร็อกบา หลังวอลเตอร์ ปานดิอานี่ทำให้ทีมเยือนนำก่อน

จากผลเสมอกับเบอร์มิ่งแฮมนั้นทำให้คะแนนนำของเราลดเหลือ 11 แต้ม และเกมพบกับอาร์เซนอลที่จะมาเยือนเดอะบริดจ์ช่วงกลางสัปดาห์ยิ่งมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น

“ถ้าตอนต้นฤดูกาลมีคนบอกกับเราว่าวันที่ 20 เมษายนเราจะเจอกับอาร์เซนอลที่สแตมฟอร์ด บริดจ์โดยมีคะแนนนำห่าง 11 แต้ม คงไม่มีใครเชื่อ” มูรินโญ่เขียนลงบนหนังสือโปรแกรมการแข่งขัน “แม้แต่เราเองก็ไม่เชื่อ”

“เอาจริงๆ ฝันของผมคือเกมนี้เหมือนเกมรอบชิงชนะเลิศ เป็นเกมตัดสินแชมป์ประจำฤดูกาล แต่เรามีคะแนนนำ 11 แต้มอยู่ ดังนั้นเกมมันอาจจะขาดอารมณ์และความเข้มข้นไปบ้าง”

เกมจบลงแบบไร้ชีวิตชีวาด้วยสกอร์ 0-0 และมูรินโญ่กล่าวหลังจบเกมว่า “การที่พวกเขาไม่แพ้คืนนี้หมายความว่าพวกเขายังมีโอกาสเหลืออยู่”

การเอาชนะแชมป์เก่าไม่ได้ หมายความว่าแม้จะชนะที่ฟูแล่มต่อ ก็ยังไม่พอที่จะคว้าแชมป์แรกในรอบ 50 ปี แม้จะชนะมาด้วยสกอร์ 3-1 ก็ตาม โคลยิงประตูเปิดเกม ต่อด้วยประตูของแลมพาร์ด เป็นประตูที่ 100 ของเราในฤดูกาลนั้น ปิดท้ายด้วยประตูของไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น (ภาพบนสุด) ที่ดูจะทำให้ทีมเพื่อนร่วมเมืองของเรายากจะต้านทานได้

แฟนบอลเชลซีไม่ต้องรอคอยกันนานมากนัก เมื่อเชลซีเดินทางไปเยือนสนามรีบ็อก สเตเดี้ยม ซึ่งเป็นวันชี้ชะตาความสำเร็จของเรา

- โดยริชาร์ด ก็อดเดน – บรรณาธิการหนังสือโปรแกรมการแข่งขันของเชลซี

คุณสามารถรับชมสรุปเรื่องราวในฤดูกาล 2004/05 ได้แบบเต็มๆ ที่แอปฯ The 5th Stand

แอปฯ THE 5TH STAND พร้อมให้คุณใช้งานแล้วในรูปแบบภาษาไทย เข้าชมคอนเท้นต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแฟนชาวไทยโดยเฉพาะ ทั้งข่าวด่วน, ไฮไลต์การแข่งขัน และอื่นๆ อีกมากมาย คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

ข่าวอื่นๆ