ไทย

จานฟรังโก้ โซล่า เบอร์ 25 แห่งความทรงจำ โดย วิเคราะห์บอลจริงจัง

นักเตะในตำนานของเชลซี ที่อยู่ในใจของแฟนบอลเสมอ คือศูนย์หน้าอิตาเลียน ที่ชื่อจานฟรังโก้ โซล่า

โซล่าย้ายมาอยู่เชลซี ในปี 1997 และสร้างผลงานมาสเตอร์พีซเกิดขึ้นมากมาย แต่คำถามที่ทุกคนสนใจคือ ทำไมเขาถึงย้ายมาพรีเมียร์ลีกล่ะ? คือในยุคนั้น การที่นักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ต่างชาติ จะย้ายมาค้าแข้งในอังกฤษ มันไม่ใช่เรื่องปกตินัก

และที่สำคัญ ในวงการฟุตบอลอิตาลี เป็นที่ทราบกันดีว่า เฮดโค้ชทีมชาติ มักจะเลือกตัวผู้เล่นติดทีมชาติ โดยเน้นจากในกัลโช่ เซเรียอา เป็นหลัก มันจึงน่าคิดว่า ทำไมโซล่า ถึงอำลาปาร์ม่า ที่มีโอกาสติดทีมชาติได้ง่ายกว่า และย้ายมาร่วมต้นสร้างเรื่องราวของเขากับเชลซี

จานฟรังโก้ โซล่า เกิดที่เมืองโอเลียน่า บนเกาะซาร์ดิเนีย โดยคุณพ่อของเขามีอาชีพหลักคือเปิดผับเล็ก ๆ ในเมือง และอีกหนึ่งงานเสริมคือ เป็นผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลท้องถิ่น

ตอนโซล่าอายุ 16 ปี พ่อจับเขาลงเล่นในทีมที่ตัวเองคุมอยู่ ซึ่งโซล่านั้นเป็นนักเตะที่ตัวเล็กมาก เขาสูงแค่ 150 ซม. ในเวลานั้น และโดนวิจารณ์อย่างหนักว่า สูงแค่นี้จะเล่นไหวหรือ แต่เขาก็พิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า สามารถเอาตัวรอดได้ ในเกมฟุตบอลระดับท้องถิ่น

ในปี 1984 ตอนโซล่าอายุ 18 ปี เขาย้ายไปอยู่สโมสรนูโอเรเซ่ ทีมในระดับเซเรีย ซี ก่อนจะย้ายไปอยู่ทีมชื่อตอร์เรส ในระดับเซเรีย ซี เช่นกัน คือโซล่าวนเวียนเล่นอยู่แต่ในระดับลีกล่าง นั่นเพราะบรรดาทีมใหญ่ ๆ ไม่มั่นใจว่า ความที่เขาตัวเล็กกว่าคนอื่น จะทำให้เขารับมือได้หรือไม่ กับเกมอันหนักหน่วงของลีกสูงสุด

ตามปกติคนสูงไม่ถึง 170 ซม. ตำแหน่งที่สามารถเล่นได้ดีที่สุดคือ ตัวริมเส้น เช่นปีก หรือฟูลแบ็ค เพราะจะไม่ต้องปะทะกับคู่ต่อสู้มากจนเกินไป แต่ตำแหน่งที่โซล่าเล่น คือกองหน้า ซึ่งแน่นอนว่า ต้องปะทะกับกองหลังร่างยักษ์ตลอดเวลา

จนถึงอายุ 23 ปี ตอนนี้โซล่าสูงขึ้นมา หยุดที่ 168 ซม. แล้ว แม้จะไม่สามารถเทียบกับกองหน้าคนอื่นได้ก็เถอะ แต่ก็ถือว่าสูงขึ้นกว่าเดิม

ตามปกติแล้ว ในวงการฟุตบอลอาชีพ ถ้าคุณอายุ 23-24 ปีแบบนี้ แล้วยังเล่นในระดับเซเรียซีอยู่ มันยากแล้ว ที่จะเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นลีกสูงสุด เพราะถ้าเป็นนักเตะที่เก่งจริง ๆ คนก็จะแย่งชิงตั้งแต่เป็นสมัยเยาวชนแล้ว อย่างไรก็ตาม ลูชาโน่ มอจจี้ ผู้บริหารของนาโปลีขณะนั้น เห็นฟอร์มของโซล่าโดยบังเอิญ และมองว่าสามารถเอาไปปั้นต่อได้ จึงคว้ามาร่วมทัพนาโปลี ในปี 1989

ซีซั่นแรกที่ย้ายมานาโปลี โซล่าได้เล่นร่วมกับดีเอโก้ มาราโดน่า นักเตะหมายเลข 1 ของโลก คำแรกที่มาราโดน่าพูดตอนเจอโซล่าคือ "ในที่สุดเราก็ได้เจอสักคนที่ตัวเล็กกว่าฉันเสียที"

สำหรับโซล่ายิ่งเขาได้ใกล้ชิดกับมาราโดน่ามากเท่าไหร่ ก็ได้ซึมซับความสุดยอดของมาราโดน่าเข้ามามากเท่านั้น แม้เจ้าตัวจะเหนื่อยกับการโดนยกไปเปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลา แต่เรื่องทักษะในสนามเขาก็พัฒนาขึ้นมาจริง ๆ

โซล่าอยู่กับนาโปลี ได้ 4 ปี ได้สานต่อเสื้อเบอร์ 10 ของมาราโดน่า และลงเล่นไปถึง 136 นัด ยิงได้ 36 ประตู ก่อนที่สุดท้ายจะตัดสินใจย้ายไปปาร์ม่า อีกหนึ่งทีมชั้นนำในเซเรียอา

จุดเด่นของโซล่าคือ เทคนิคแพรวพราวมาก แม้จะตัวเล็กแต่ยืนในตำแหน่งที่ถูกต้องเสมอ ตำแหน่งที่เขาถนัดที่สุด คือกองหน้าตัวต่ำ หรือที่ภาษาอิตาเลียนใช้คำว่า เทรควาร์ติสต้า

ไม่เพียงแค่เทคนิคดี แต่โซล่ายังเล่นเซ็ตพีซได้ดีมากด้วย เขาจะเหมาลูกนิ่งของปาร์ม่าทั้งหมด ฟรีคิก และเตะมุม ซึ่งผลงานของโซล่าถือว่ามีความสม่ำเสมอมาก และยิงประตูได้ต่อเนื่อง

ในเดือนธันวาคม 1996 โซล่าได้รับการโหวตจากนักข่าวทั่วยุโรป ให้ติดอันดับ 6 ในการประกาศรางวัลบัลลงดอร์ แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของฝีเท้าของเขาได้เป็นอย่างดี

จุดที่น่าสนใจคือ โซล่านั้นเป็นนักเตะประเภท Late Developer หรือ พัฒนาขึ้นอย่างช้า ๆ คือหากนักเตะคนอื่นจะเล่นได้อย่างสุดยอดตั้งแต่อายุ 21-22 แต่โซล่าไม่ใช่อย่างนั้น ในวัยนั้นเขายังอยู่เซเรีย ซี อยู่เลย สำหรับโซล่ายิ่งอายุมากขึ้น เขายิ่งเล่นดีขึ้น

ในปี 1996 เขาอายุ 30 ปี นักเตะบางคนอาจจะโรยแล้ว แต่กับโซล่าเขายังไปได้ต่ออีกไกลเลย

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนที่สำคัญมากของโซล่า เกิดขึ้นในฤดูกาล 1996-97 ซึ่งปาร์ม่าเปลี่ยนผู้จัดการทีม โดยใช้งานคาร์โล อันเชล็อตติ อดีตนักเตะทีมชาติอิตาลี ที่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นโค้ช

ระบบการเล่นของอันเชล็อตติที่ใช้งานคือ 4-4-2 Flat หรือแปลเป็นไทยว่า 4-4-2 ที่กองกลาง 4 ตัว ยืนเรียงกันเป็นหน้ากระดาน และกองหน้า 2 คน เป็นสไตล์หน้าเป้าทั้งคู่ ซึ่งด้วยแผนแบบนี้จะไม่มีนักเตะตำแหน่งหมายเลข 10 หรือเทรควาร์ติสต้า ที่โซล่าถนัด

นั่นทำให้โซล่า กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะไม่รู้จะยืนตรงไหนกันแน่ เล่นกลางรุกก็ไม่ได้ เพราะกองกลางยืนกันแบบ Flat แต่จะไปเล่นกองหน้า ด้วยความที่ร่างกายเป็นคนตัวเล็ก เขาก็เหมาะแต่กองหน้าตัวต่ำที่เชื่อมเกมได้ดี โซล่าไม่เหมาะนักกับการยืนหน้าเป้าในสไตล์หัวหอกหมายเลข 9

อันเชล็อตติ ชอบใช้งานเอ็นริโก้ เคียซ่า (สูง 175 ซม.) และ เอร์นัน เครสโป (สูง 184 ซม.) มากกว่า เพราะด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ สามารถเล่นกลางอากาศได้ดีกว่าโซล่า ซึ่งด้วยความที่ไม่มีตำแหน่งทำให้โซล่าต้องโดนโยกไปเล่นเป็นมิดฟิลด์ริมเส้นฝั่งซ้ายแทน

"นักเตะในสไตล์อย่างเรา ไม่เป็นที่ต้องการอีกแล้ว" โซล่าให้สัมภาษณ์ ซึ่งในยุคนั้นตำแหน่งเทรควาร์ติสต้าได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อย ๆ ในอิตาลี "ยุคนี้ทีมฟุตบอลสนใจแต่เรื่องพละกำลัง และความขยัน แต่ไม่มีใครให้ความสำคัญกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์เกม"

การต้องโดนโยกไปเล่นปีกซ้าย ทั้ง ๆ ที่ตำแหน่งถนัดที่สุดของตัวเองคือกองหน้า ทำให้ ณ จุดนั้น โซล่าเริ่มมองเรื่องการย้ายสโมสร

ในขณะเดียวกัน ช่วงซัมเมอร์ 1996 เชลซี เพิ่งเปลี่ยนผู้จัดการทีมคนใหม่ โดยเกล็น ฮอดเดิ้ลก้าวไปรับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ทำให้เชลซีแต่งตั้ง รุด กุลลิท ตำนานชาวฮอลแลนด์ทำหน้าที่แทน

กุลลิทนั้น ด้วยความที่เป็นนักเตะต่างชาติ และเคยเล่นมาแล้วทั้งในลีกดัตช์ และเซเรีย อา ทำให้เขาสนใจที่จะเซ็นสัญญาตัวผู้เล่นจากลีกอื่นเข้ามาเสริมทัพเชลซีให้แข็งแกร่งขึ้น คือไม่จำเป็นต้องซื้อนักเตะแค่จากในสหราชอาณาจักรเท่านั้น ตัวดี ๆ นอกประเทศ ยังมีอีกเป็นจำนวนมาก

กุลลิท ซื้อโรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ กองกลางระดับคุณภาพ จากลาซิโอ ในราคาแพงที่สุด ในประวัติศาสตร์สโมสร ที่ 4.9 ล้านปอนด์ ตามด้วยจานลูก้า วิอัลลี่ กองหน้าทีมชาติอิตาลีจากยูเวนตุส ที่หมดสัญญากับต้นสังกัด ย้ายมาร่วมทีมตามกฎบอสแมน

โดยวิอัลลี่ มีดีกรี แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกกับยูเวนตุส ในซีซั่น 1995-96 ด้วย นั่นทำให้เชลซีได้ตัวคุณภาพสองคนมาเสริมทัพอย่างน่าประทับใจมาก

ณ เวลานั้นก็มีคำถามเยอะเหมือนกันว่า นักเตะอิตาลี จะเล่นฟุตบอลในอังกฤษได้หรือ? เพราะตั้งแต่พรีเมียร์ลีกก่อตั้ง เคยมีนักเตะอิตาลีแค่คนเดียวที่เข้ามาค้าแข้ง ได้แก่ อันเดรีย ไซเลนซี่ จากนอตติ้งแฮม ฟอเรสต์ แต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก

อย่างไรก็ตามกุลลิทยังมั่นใจ ประสบการณ์ 8 ปี ของเขาในเซเรีย อา เขามองออกว่านักเตะอิตาลีสามารถมาประสบความสำเร็จได้แน่ ๆ ที่อังกฤษ แม้สไตล์ฟุตบอลจะต่างกันก็ตาม

เข้าสู่เดือนปลายเดือนตุลาคม 1996 สถานการณ์ของโซล่ากับปาร์ม่านั้น ไม่สู้ดีนัก โซล่าโดนโยกไปเล่นเป็นปีกขวา ซึ่งเป็นอะไรที่เขาไม่ถนัดมาก เขาไม่ใช่คนมีความเร็วจัด ประเภทที่จะครอสบอลได้ดี แต่ต้องการพื้นที่ เพื่อปล่อยของ โชว์เทคนิคที่มีให้เยอะที่สุด

ดังนั้น เขาจึงเริ่มดูลู่ทางในการย้ายทีมแล้ว และเจ้าตัวก็ไม่อยากเล่นในเซเรีย อาต่อ และอังกฤษดูจะเป็นลีกที่น่าสนใจที่สุด ซึ่ง ณ เวลานั้น แมนฯ ยูไนเต็ด, นิวคาสเซิล และ สเปอร์ส ตกเป็นข่าวว่าสนใจโซล่าพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม โซล่าต้องการสโมสรที่เล่นฟุตบอลสนุก สวยงาม และเขาจะมีอิสระในการเล่นเกมของตัวเอง

ซึ่งรุด กุลลิท ต้องการนำไอเดีย "เซ็กซี่ ฟุตบอล" เข้ามาใช้กับเชลซี ซึ่งเซ็กซี่ฟุตบอลก็ตามชื่อเลย คือเกมที่ดูหวือหวา ตื่นเต้น เน้นเกมรุก นั่นทำให้สุดท้ายโซล่า ตัดสินใจย้ายมาร่วมทีมเชลซี ในเดือนพฤศจิกายน 1996 ด้วยราคา 4.5 ล้านปอนด์

ตัวเลข 4.5 ล้านปอนด์ สำหรับนักเตะอายุ 30 ปี จะว่าเยอะก็เยอะ แต่เชลซีกล้าลงทุน เพราะโซล่าคือผู้เล่นเกรดเอของโลก ที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วในอิตาลี นอกจากนั้น โซล่าเป็น Late Developer ยิ่งอายุเยอะ ยิ่งเก่ง ตัวเลข 30 สำหรับเขามันยังห่างไกลกับการรีไทร์มากนัก

แต่แน่นอน ย่อมมีเสียงวิจารณ์ โดย หนังสือพิมพ์ ดิ อินเดเพนเดนท์ ลงข่าวในวันซื้อขายว่า "ปาร์ม่าคงรู้สึกมีความสุขมาก ๆ ที่ได้ค่าตัวมากขนาดนี้ กับนักเตะอายุ 30 ปี"

สื่ออังกฤษไม่มั่นใจนัก ว่าโซล่าจะประสบความสำเร็จ คือตัวต่างชาติที่น่าจะเวิร์กกับฟุตบอลอังกฤษต้องเป็นประเภทร่างกายแข็งแกร่ง รับแรงปะทะได้ดี อย่างเช่น ริกกี้ วิลล่า หรือ ออสซี่ อาร์ดิเลส ของสเปอร์ส หรือ เอริค คันโตน่าของแมนฯ ยูไนเต็ด แต่กับเคสของโซล่า เขาตัวเล็กมาก แม้จะมีเทคนิคดี แต่ไม่แน่ใจว่าจะเอาตัวรอดจากเกมโหดของกองหลังในพรีเมียร์ลีกได้หรือไม่

แต่เรื่องความสุดยอดนั้น ไม่ต้องพูดถึง ในวันแรกที่มาซ้อมกับเพื่อนร่วมทีม สกอตต์ มินโต้ แบ็กซ้ายของเชลซีให้สัมภาษณ์ว่า "แค่คุณเห็นเขาในสนามซ้อม คุณรู้ได้ทันทีว่านี่คือการมาถึงของสิ่งที่พิเศษมาก ๆ การจับบอลแรกของเขา ผมไม่เคยเห็นอะไรเหนือชั้นขนาดนี้เลย"

หลังจากโซล่า ย้ายมาร่วมทีมเชลซี เขาใช้เวลาปรับตัวกับเกมในสไตล์ฟุตบอลอังกฤษ รวมถึงไปเรียนภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง เพื่อต้องการสื่อสารกับเพื่อนให้ได้

และในที่สุด โซล่าก็เริ่มจูนเครื่องติด และยิงประตูแบบรัว ๆ

แต่ละลูกที่เขายิงคืออะไรที่มหัศจรรย์ทั้งสิ้น นี่เป็นนักเตะที่ "สร้างความแตกต่าง" ให้เกิดขึ้นได้จริง ๆ คือในเมื่อคุณตัวเล็ก แรงน้อยกว่า ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนเข้าปะทะกับคู่แข่ง แต่ใช้ทักษะในด้านอื่น ในการผลิตสกอร์

ประตูแรกของโซล่า เกิดขึ้น วันที่ 7 ธันวาคม 1996 เขาปั่นฟรีคิกด้วยขวาระยะ 30 หลา พุ่งวาบเสียบเสาแรกอย่างเด็ดขาด แม้จะมีตัวคุมเสาก็เอาไม่อยู่

จากนั้นประตูที่ 2 เกิดขึ้น วันที่ 21 ธันวาคม เกมกับเวสต์แฮม โซล่า ดวลกับกองหลังทีมขุนค้อน ใช้ไหล่กระแทกให้เสียจังหวะ ก่อนจะหลอก 2 รอบจนหลังหักก่อนยิงเข้าไปแบบสวยงามมาก ๆ

ไม่ใช่แค่เกมลีกที่ผลงานดี แต่ในบอลถ้วย โซล่าก็ยอดเยี่ยมมาก ในการปะทะกับลิเวอร์พูล ในเอฟเอคัพ รอบ 4 เขายิงไกลจากหัวกะโหลกเข้าประตูไปแบบเพอร์เฟ็กต์สุด ๆ

รวมถึงประตูคลาสสิกที่ใคร ๆ ก็คิดถึงกัน คือ เกมพรีเมียร์ลีก นัดเจอแชมป์เก่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาใช้ท่า Chop หลอกเดนิส เออร์วินจนหัวทิ่ม แล้วแตะหลบแกรี่ พัลลิสเตอร์อีกที ก่อนยิงเสาแรกผ่านมือปีเตอร์ ชไมเคิลไปแบบเหนือชั้นมาก ๆ

ยังไม่รวมลูกที่เขาวอลเลย์กลางอากาศในเกมชนะซันเดอร์แลนด์ หรือประตูที่ยิงด้วยเท้าซ้ายข้างไม่ถนัดจากระยะไกล 25 หลา ในเกมชนะเซาธ์แฮมป์ตันอีก

ลูกแล้วลูกเล่าที่เชลซี ได้ประตูจากความมหัศจรรย์ของโซล่า จนทำให้จบฤดูกาล เชลซีคว้าอันดับ 6 ในพรีเมียร์ลีกไปครอง ซึ่งเป็นอันดับสูงที่สุดในรอบ 7 ปีของสโมสร

ยิ่งไปกว่านั้น ในเอฟเอคัพ โซล่ายังช่วยพาเชลซี ไปถึงรอบชิง และคว้าแชมป์ได้สำเร็จ เป็นการสิ้นสุด 26 ปีแห่งการร้างแชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่มาก

สถิติส่วนตัวของโซล่านั้นเหลือเชื่อมาก ลงไป 30 นัดทุกรายการยิงไป 12 ประตู มันแสดงให้เห็นว่า ที่ผู้คนวิจารณ์ก่อนจะย้ายมา ว่าโซล่าจะเล่นไม่ได้ เล่นไม่ไหว มันไม่เป็นความจริงเลย

จบฤดูกาล สมาคมนักข่าวอังกฤษ (FWA) มอบรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีให้โซล่า และทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นคนแรก และคนเดียว ที่ย้ายตัวมาระหว่างฤดูกาล แต่สามารถคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีได้สำเร็จ

เท่ากับว่า ราคา 4.5 ล้านปอนด์ที่สโมสรจ่ายไปกลางฤดูกาล กับนักเตะวัย 30 ปี เป็นอะไรที่คุ้มค่า คุ้มราคายิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น

อิทธิพลของโซล่า กับวงการฟุตบอลอังกฤษ คือทำให้ทุกคนได้เห็นว่า บอลอังกฤษ มันไม่ใช่ว่า คนตัวใหญ่จะชนะการแข่งเสมอไป แต่คนตัวเล็ก ถ้ามีเทคนิคดี ก็สามารถสร้างประโยชน์ให้กับทีมได้เช่นกัน

การมาของโซล่าในปี 1996 เป็นจุดเริ่มต้นของนักเตะต่างชาติอีกจำนวนมาก นักเตะที่เป็นสายเทคนิคสูง ความสามารถเฉพาะตัวเยอะ ก็เริ่มย้ายมาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกมากขึ้นกว่าเดิม

โซล่าทำให้เห็นว่า ถ้าคุณเก่งพอ ไม่สำคัญว่าจะรูปร่างอย่างไร หรือมีสไตล์แบบไหน แต่คุณก็สามารถประสบความสำเร็จได้

ขณะที่กับเชลซี การมาของโซล่า คือการสร้างรากฐานของสโมสร สร้างความเชื่อมั่นว่าทีม ก็สามารถคว้าแชมป์กับเขาได้เหมือนกัน เขาเป็นคนปลดล็อกช่วง 26 ปี ที่ไร้แชมป์ลงได้ และจากนั้น เชลซีก็คว้าแชมป์มากขึ้นเรื่อย ๆ

โซล่าได้แชมป์เอฟเอคัพ 2 สมัย, ลีกคัพ 1 สมัย, คัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย, ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 1 สมัย และ คอมมิวนิตี้ชิลด์อีก 1 สมัย ตลอดช่วงเวลา 7 ปีที่อยู่กับสโมสร

สรุปคือโซล่าย้ายมาเชลซีตอนอายุ 30 ปี แต่เขายืนหยัดเล่นได้อีกถึง 7 ฤดูกาล โดยผลงานดีไม่มีตก อย่างที่บอกไป เขาคือ Late Developer อายุเยอะ แต่พิษสงยังรอบตัว ก่อนที่สุดท้ายในฤดูกาล 2003-04 เขาจะแยกทางกับเชลซีด้วยความรัก โดยย้ายกลับไปเล่นให้ทีมบ้านเกิด กายารี่ บนเกาะซาร์ดิเนีย ที่อยู่ในเซเรีย บี

ดังนั้น ถ้าพูดถึงนักเตะสักคน ที่เป็นสัญลักษณ์ของเชลซี โซล่าคือหนึ่งในนั้น นี่เป็นตัวต่างชาติที่คนอังกฤษยอมรับ

สำหรับเบอร์เสื้อของโซล่าที่ใช้กับเชลซีคือเบอร์ 25 สาเหตุที่เขาเลือกเบอร์นี้ เพราะตอนที่เขาย้ายทีมมาระหว่างฤดูกาล เสื้อเบอร์ 10 ที่เคยใส่มาตลอดในอิตาลี มีเจ้าของแล้ว นั่นคือมาร์ก ฮิวจ์ส ดังนั้นโซล่าจึงเลือกใช้เบอร์ 25 แทน

ในปี 1998 ฮิวจ์ส ย้ายทีม ทำให้เบอร์ 10 ว่างลง แต่โซล่าก็ผูกพันกับเบอร์ 25 ไปแล้ว เขาจึงใช้เบอร์นี้ไปตลอด กับช่วงเวลาที่เล่นกับสโมสร

หลังโซล่าอำลาทีม สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิด คือสโมสรไม่ได้รีไทร์เบอร์ 25 ให้กับโซล่า แต่ทว่า ไม่เคยมีนักเตะคนไหนอีกเลย ที่จะใส่เสื้อเบอร์นี้

และตัวเลข 25 กับเชลซี จึงสื่อถึงคนคนเดียวเสมอ นั่นคืออัจฉริยะชาวอิตาเลียน ผู้สร้างความเชื่อใหม่ ๆ ให้ฟุตบอลอังกฤษ เขาคือ จานฟรังโก้ โซล่า นั่นเอง

 

*บทความนี้เป็นมุมมองจากเฟซบุ๊กเพจ วิเคราะห์บอลจริงจัง มิใช่มุมมองของสโมสรฟุตบอลเชลซีแต่อย่างใด

บทความอื่น ๆ โดย วิเคราะห์บอลจริงจัง

3-4-3 กลยุทธ์พลิกชีวิต

กลยุทธ์แชมป์แห่งสเปเชียล วัน

ปาฏิหาริย์คัมป์นู เกมแห่งศตวรรษ

ข่าวอื่นๆ