ประวัติ

เรื่องราวในฤดูกาล 2004/05 : ถ้วยนี้ที่รอคอย

สัปดาห์นี้ของเมื่อ 15 ปีก่อน ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์มีการฉลองรับถ้วยพรีเมียร์ลีกของเชลซี เป็นถ้วยแรกในรอบครึ่งศตวรรษ นับเป็นวันที่น่าจดจำในหลายๆ เหตุผลเลย...

“ทุกคนที่เชลซีต่างก็รู้ว่าการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมีความหมายกับแฟนบอลมากแค่ไหน เราอยากบอกคุณว่า เราไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเกิดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งในทุกๆ 50 ปีหรอกนะครับ!”
บรู๊ซ บัค, ประธานสโมสรเชลซีกล่าว

แฟนบอล 42,605 คนในสแตมฟอร์ด บริดจ์รอคอยช่วงเวลาสุดพิเศษกันนานกว่า 90 นาที แต่หลังจากที่รอคอยกันมานานกว่านั้นมากแล้ว ทำไมจะรออีกสักหนึ่งชั่วโมงครึ่งไม่ได้ล่ะ?

สำหรับหลายๆ คนแล้วมันอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อน แต่ในที่สุดมันก็เกิดขึ้นแล้ว เมื่อถึงนาทีที่ 94 โคล้ด มาเกเลเล่ยิงปิดท้ายให้เชลซีเริ่มต้นการฉลองแชมป์อย่างยิ่งใหญ่

ช่วง 89 นาทีแรกของเกมไม่มีอะไรมากนักแต่ก็ไม่ได้สำคัญเลยเพราะแฟนบอลที่มาดูการแข่งขันในลอนดอนตะวันตกวันนั้นต่างก็อยากจะมาดูจอห์น เทอร์รี่และเพื่อนๆ ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรก และได้เห็นจังหวะมหัศจรรย์ของมาเกเลเล่เป็นโบนัสพิเศษด้วย

โจนาธาน ฟอร์จูน เข้าปะทะกับแฟรงค์ แลมพาร์ด แล้วกรรมการตัดสินให้เป็นจุดโทษ ซึ่งเป็นจังหวะที่ทีมเยือนไม่โอเคนักเพราะเป็นจังหวะฟาวล์นอกกรอบ

แข้งจากแดนน้ำหอมของเราเลือกทำในสิ่งที่ขัดกับคำสั่งของผู้จัดการทีม

“ผมวางแผนไว้ว่าถ้าเรานำ 2-0 อยู่แล้วได้จุดโทษในนาทีสุดท้าย ผมจำให้โคล้ด มาเกเลเล่รับหน้าที่สังหาร” โชเซ่ มูรินโญ่กล่าวหลังจบเกม

ยิ่งไปกว่านั้น ความภาคภูมิใจของมาเกเลเล่ก็อยู่ในความเสี่ยงไม่น้อย เพราะการที่เขาไม่ได้ยิงประตูเลยนั้นกลายเป็นเรื่องที่เพื่อนๆ พากันแซวตลอดช่วงฝึกซ้อมในฤดูกาลนั้น

มาเกเลเล่ยิงจุดโทษไปติดเซฟของสเตฟาน แอนเดอร์สันที่พุ่งถูกทาง แต่บอลยังไม่ตาย ลอยกลับมาเข้าทางผู้รับหน้าที่ยิงอีกครั้ง

ครั้งนี้มาเกเลเล่ไม่พลาด จัดเต็มข้อด้วยเท้าซ้ายผ่านผู้รักษาประตูเข้าไปเต็มตุง

เพื่อนร่วมทีม 10 คนที่เหลือวิ่งเข้าไปฉลองประตูกับมาเกเลเล่ทันที รวมไปถึงนักเตะสำรอง นักเตะที่ไม่มีชื่อในเกมนั้น แม้แต่มูรินโญ่เองก็วิ่งเฮไปครึ่งทางก่อนจะหยุดคิดว่ายังมีเรื่องให้ได้ฉลองครั้งใหญ่กันอีกหลังสิ้นเสียงนกหวีด

สำหรับรอย เบนท์ลี่ย์ และอีก 12 คนจากทีมที่คว้าแชมป์เมื่อปี 1955 และยังมีชีวิตอยู่ในตอนนั้น ต้องรู้สึกเหมือนฝันที่เป็นจริงเมื่อทั้งหมดได้ลงสนามไปชูถ้วยแชมป์ที่พวกเขาไม่เคยได้ชูอย่างเป็นทางการในเดอะบริดจ์มาก่อน

“เราขอโทษด้วยที่ต้องใช้เวลานานถึง 50 ปี” เสียงจากผู้ประกาศในสนามดังขึ้น แต่ปฏิกิริยาของเบนท์ลี่ย์และเพื่อนๆ แสดงให้เห็นว่ามันคุ้มค่าที่รอคอยจริงๆ

หลังจากนั้นมีการประกาศชื่อพร้อมเปิดตัวสมาชิกในทีมทีละคน พร้อมทั้งทีมงานในทีมด้วย แต่ที่น่าจับตามองที่สุดคือสตีฟ คล้าร์ก ผู้เคยมีบทบาทสำคัญในการพาเชลซีขยับขึ้นมาจากดิวิชั่นสองและประสบความสำเร็จในยุโรปก่อนจะเข้าสู่เส้นทางการคุมทีม และจอห์น เทอร์รี่สามารถคว้าถ้วยรางวัลที่แฟนบอลเชลซีทุกคนต่างก็ฝันอยากจะได้มาตลอด

ขณะที่การฉลองดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในคืนวันนั้น ผู้จัดการทีมของเราก็เริ่มตั้งเป้าหมายความสำเร็จครั้งต่อไปแล้ว

“ผมบอกลูกทีมให้ดื่มด่ำกับความสุขในวันนี้ไว้ เพราะพรุ่งนี้มันจะเป็นวันใหม่แล้ว” มูรินโญ่ ผู้เป็นโค้ชต่างชาติคนแรกที่คว้าแชมป์ได้ในฤดูกาลแรกที่คุมทีม “ธรรมชาติของผมคือผมจะไม่แฮปปี้มากนัก แต่จะต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังไม่ใช่จุดจบ นี่คือฤดูกาลแรกของผม และผมคิดไปถึงฤดูกาลหน้าแล้ว”

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะถึงวันนั้น เชลซียังคงมีวันที่ได้รับการตั้งแถวเกียรติยศต้อนรับที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ต่อด้วยการทำประตูที่สร้างประวัติศาสตร์ในลีกสูงสุดด้วย

แอปฯ THE 5TH STAND พร้อมให้คุณใช้งานแล้วในรูปแบบภาษาไทย เข้าชมคอนเท้นต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแฟนชาวไทยโดยเฉพาะ ทั้งข่าวด่วน, ไฮไลต์การแข่งขัน และอื่นๆ อีกมากมาย คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

ข่าวอื่นๆ