ไทย

ที่สุดแห่งความทรงจำ เชลซี VS บาเยิร์น โดย วิเคราะห์บอลจริงจัง

สุดยอดเกมนัดชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ครบรสชาติมากที่สุด นัดชิงที่มิวนิคในปี 2012 ต้องติดท็อปไฟว์ตลอดกาลแน่นอน เพราะมันมีครบทุกอย่าง ดราม่า ความตื่นเต้น และการดวลกันทางแท็กติก ของ 2 ทีมฟุตบอลที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป

 

มันคือวันแห่งประวัติศาสตร์ของเชลซี ที่ต้องถูกจารึกไว้ตลอดกาล แน่นอน กว่าจะมาถึงนัดชิงชนะเลิศได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เส้นทางของเชลซี ถือว่าหฤโหดมาก พวกเขาโกงความตายเอาชนะนาโปลีมาได้ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ตามด้วยชนะเบนฟิก้าในรอบ 8 ทีม ก่อนจะโค่นบาร์เซโลน่าได้สำเร็จในรอบรองชนะเลิศ

แต่ภารกิจยากที่สุด คือนัดชิงชนะเลิศที่เจอกับบาเยิร์น มิวนิค นั่นเพราะเกมนัดชิงดันมาเล่นที่บ้านของบาเยิร์นพอดี ซึ่งไม่มีอะไรจะงดงามสำหรับทีมเสือใต้ เท่าการฉลองแชมป์ยุโรปที่รอคอยในบ้านตัวเอง

ก่อนเกมจะเริ่ม บาเยิร์นเป็นต่อเล็กน้อย พวกเขาได้เปรียบจากความคุ้นเคยสนาม รวมถึงสภาพตัวผู้เล่นที่พร้อมมากกว่า

ตัวเชลซีนัดนี้ โดนแบนถึง 4 คน ได้แก่จอห์น เทอร์รี่, บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, รามิเรส และ ราอูล เมยเรเลส ซึ่งเป็นตัวหลักทั้งหมด นี่เป็นปัญหาที่โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ต้องคิดแก้ปัญหา

ขณะที่บาเยิร์น มิวนิค ขาดคีย์แมนในแนวรับสองคน คือ ดาวิด อลาบา แบ็กซ้าย และ โฮลเกอร์ บาดสตูเบอร์ เซ็นเตอร์แบ็ก รวมถึงกองกลางอีกหนึ่งคนคือหลุยซ์ กุสตาโว่

จุดที่นักวิเคราะห์เตือนให้เชลซีระวังก่อนเกม มี 3 ข้อ ข้อแรกคือ คู่มิดฟิลด์ตัวกลางของบาเยิร์น ที่อยู่ในระดับโลก โทนี่ โครส ยืนคู่กับบาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ทั้งสองคนนี้ จะผลัดกันรุก ผลัดกันรับ มีความลงตัวอย่างมากในแผงกองกลาง

ข้อที่ 2 คือตัวริมเส้น ซึ่งแน่นอน ว่าฟรองค์ ริเบรี่ กับ อาร์เยน ร็อบเบน จะได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริง ทั้ง 2 คน คือปีกระดับโลก แต่พวกเขายังไม่เคยได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกแม้แต่ครั้งเดียว

ย้อนกลับไปในปี 2010 ที่บาเยิร์นเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ลีกกับอินเตอร์ มิลาน นัดนั้นริเบรี่ติดโทษแบนนัดชิงลงไม่ได้ ส่วนร็อบเบนลงเป็นตัวจริง แต่ก็แพ้อินเตอร์ของมูรินโญ่ไปอีก เท่ากับว่าแชมป์ยุโรป เป็นสิ่งที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่เคยสัมผัสถึง ไม่แปลกที่จะมีความมุ่งมั่นเพื่อเอาชนะให้ได้ในซีซั่นนี้

และ ข้อ 3 คือ นักเตะที่คาดเดาไม่ได้ที่สุด อย่างโทมัส มุลเลอร์ สไตล์ของมุลเลอร์นั้นเคลื่อนที่โดยไม่มีแบบแผน คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่า เขาจะวิ่งไปตรงจุดไหนของสนาม ซึ่งถ้าเชลซีไม่ระวัง อาจโดนมุลเลอร์ยิงใส่โดยไม่รู้ตัว
 

มุลเลอร์นั้นคือนักเตะในสไตล์ Raumdeuter เป็นนักล่าหาช่องว่างที่เก่งที่สุดในโลก ในวินาทีนึงเขาอาจจะอยู่จุดนึงของสนาม แต่รู้ตัวอีกที เขาก็เคลื่อนที่ไปในจุดที่อันตรายมาก ๆ กับคู่แข่งแล้ว

เกมรับของบาเยิร์นนั้น ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก ถ้ามองในแง่ว่า อลาบา กับ บาดสตูเบอร์ไม่อยู่ แต่เกมรุก และการครองเกมแดนกลางนี่สิที่เป็นจุดแข็งจริง ๆ

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น สิ่งที่ยากที่สุดของเชลซี คือการไปเล่นที่อัลลิอันซ์ อารีน่า บ้านของบาเยิร์น มันเหมือนกับว่าทุกอย่างถูกเขียนสคริปต์ไว้แล้ว บาเยิร์นจะได้แชมป์ยุโรปครั้งแรกในรอบ 11 ปี ที่บ้านของตัวเอง คือเชลซี เหมือนแค่เป็นตัวประกอบฉาก ที่จะทำให้บทสรุปของบาเยิร์นลงเอยด้วยความงดงาม

สถิติของบาเยิร์นในการเล่นเกมยุโรปที่บ้านตัวเอง คือ 15 นัดหลังสุด ชนะไป 14 เปอร์เซ็นต์ชนะสูงเกินกว่า 90% ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใครก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความน่ากลัวของบาเยิร์น ฝั่งเชลซีเองก็มีจุดได้เปรียบเช่นกัน นั่นคือสภาพความฟิตของผู้เล่น โดยเกมนัดสุดท้ายก่อนเตะแชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิง บาเยิร์นต้องลงสนามพบกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ในเดเอฟเบ โพคาลรอบชิง ดังนั้น จึงต้องขนตัวหลักลงหมด จบเกมนัดนั้น บาเยิร์นแพ้ไป 5-2 ความมั่นใจโดนบั่นทอน เช่นเดียวกับสภาพร่างกายที่ไม่ฟิตเปรี้ยะอย่างที่ควรจะเป็นด้วย เพราะผ่านเกมหนักมา

ขณะที่เชลซีนั้นตรงกันข้ามอย่างชัดเจน นัดสุดท้ายก่อนเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิง พวกเขาลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายของซีซั่น พบกับแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ที่ตกชั้นไปเรียบร้อยแล้ว คือเกมนี้ต่อให้เชลซีชนะ ก็ไม่สามารถจบอันดับ สูงกว่าที่ 6 ได้ ดังนั้น ดิ มัตเตโอ จึงทำการโรเทชั่นครั้งใหญ่ ด้วยการพัก 11 ตัวจริง ที่จะใช้เจอบาเยิร์นเอาไว้ แล้วส่งสำรอง กับกลุ่มผู้เล่นที่ติดโทษแบนลงสนามยกเซ็ต สุดท้ายเฉือนชนะแบล็คเบิร์นไป 2-1

แม้จะต้องเช็กฟิตของแกรี่ เคฮิลล์ และ ดาวิด ลุยซ์ แต่ในภาพรวมก็ต้องยอมรับว่า ความฟิตของเชลซี มีมากกว่า ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบเล็กๆเพียงอย่างเดียวในเกมนัดชิงชนะเลิศ

สายตาของสื่อมวลชนมองว่าเกมนี้ เชลซี รอดยาก สาเหตุเพราะบาเยิร์นต่อให้พลาดแชมป์เดเอฟเบ โพคาล แต่อันดับในลีกก็ยังอยู่ที่ 2 ถือว่าโอเค ส่วนเชลซีผลงานในลีกอยู่ที่ 6 ว่ากันตรง ๆ ถ้านับในลีกอย่างเดียว ก็ไม่ได้มีอันดับที่น่าพอใจนัก

อย่างไรก็ตาม ในแคมป์ของเชลซี ยังมั่นใจว่าพวกเขาไม่ใช่หมูให้บาเยิร์นมาเชือด "ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของนักเตะในทีม และฝีเท้าของพวกเราดีพอจะเป็นแชมป์ยุโรป" โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ให้สัมภาษณ์ก่อนเกม "ผมมั่นใจมากตอนนี้ คือแน่นอนเราไม่มีทางรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ผมยืนยันว่าเราชนะบาเยิร์นได้ สิ่งที่เราต้องมีคือเชื่อมั่นในตัวเองเข้าไว้ว่าเราสามารถทำได้"

แน่นอน บาเยิร์นอาจมีแรงกระหายอยากได้แชมป์ในบ้านตัวเอง แต่เชลซีก็มีความมุ่งมั่นไม่น้อยไปกว่ากัน สาเหตุเพราะในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา เชลซีได้เข้าชิงในรายการยุโรปมาแล้ว 1 ครั้ง ซึ่งก็ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้แมนฯยูไนเต็ด ที่มอสโก ในปี 2008

สำหรับเชลซีนั้น พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน จะได้กลับมาเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ลีกอีกรอบ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสอยู่ในมือแล้วแบบนี้ จึงจำเป็นต้องเน้นที่สุด ใส่ใจทุกรายละเอียด เพื่อสร้างเซอร์ไพรส์ให้เกิดขึ้นที่อัลลิอันซ์ อารีน่า

 

การจัดตัวผู้เล่นนั้น บาเยิร์น ส่งดีเอโก้ คอนเทนโต้ กับ อนาโตลี ตีมอสชุก ลงแทนตัวที่ติดโทษแบน ซึ่งถ้าว่ากันแฟร์ ๆ คุณภาพถ้าเทียบกับตัวจริงอย่างอลาบา และ บาดสตูเบอร์ก็ถือว่าลดลงจากเดิม

แต่ที่เหลือตำแหน่งอื่น ๆ ฟูลทีมสุด ๆ นอยเออร์, บัวเต็ง, ลาห์ม, ชไวน์สไตเกอร์, โครส, ร็อบเบน, ริเบรี่, มุลเลอร์ และ มาริโอ โกเมซ

ขณะที่ฝั่งเชลซีนั้น มีการปรับเปลี่ยนเยอะมาก โดยไฮไลท์ที่คนเซอร์ไพรส์มากที่สุดคือดิ มัตเตโอ ส่งไรอัน เบอร์ทรานด์ ลงสนามเป็นตัวจริง เชื่อหรือไม่ ว่าเบอร์ทรานด์ยังไม่เคยได้เล่นเกมยุโรปแม้แต่นัดเดียว แต่นัดแรกที่ประเดิมคือนัดชิงกับบาเยิร์นเฉยเลย

ในประวัติศาสตร์ นี่เป็นนักเตะคนแรกที่ประเดิมเกมยุโรปด้วยการออกสตาร์ตนัดชิง มันเป็นอะไรที่เหลือเชื่อมาก ซึ่งแบบนี้ต่อให้บาเยิร์นจะวางแผนตั้งรับมาแบบไหน ก็คงคาดเดาไม่ได้

เชลซีใช้ระบบ 4-2-3-1 คู่เซ็นเตอร์เมื่อไม่มีเทอร์รี่ ก็เลยใช้ดาวิด ลุยซ์ ยืนคู่แกรี่ เคฮิลล์ไปเลย ขณะที่ตัวริมเส้นสองฝั่งเชลซี ใช้ซาโลมง กาลู ยืนกับไรอัน เบอร์ทรานด์ กองหน้าตัวเป้าเป็นดิดิเยร์ ดร็อกบา ส่วนตำแหน่งกัปตัน เป็นแฟรงค์ แลมพาร์ดที่ใส่ปลอกแขนในเกมนี้

นัดนี้สไตล์ที่บาเยิร์นใช้คือ Possession Game พวกเขาจะต่อบอลกันไปมา เพื่อครองบอลไว้กับตัวให้นานที่สุด ค่อย ๆ นวดไปช้า ๆ ในครึ่งแรก สถิติการครองบอลของบาเยิร์นสูงถึง 65% เชลซีได้แต่ต้องตั้งรับอย่างอดทนมากๆเท่านั้น

เชลซีไม่มีพื้นที่มากพอที่จะครองบอลได้นาน พอจะขึ้นเกม ก็จะเจอบาเยิร์นมาเพรสซิ่งรุมแย่งบอลเพื่อเอาไปเล่นต่อ ครึ่งแรกนี้ ดิดิเยร์ ดร็อกบาไม่มีส่วนกับเกมเลย สุดท้ายครึ่งแรกจบด้วยสกอร์ 0-0 ในรูปเกมของบาเยิร์นที่ "โอเค" กว่า

 

เข้าสู่ครึ่งหลัง แดนกลางของเชลซีสู้ไม่ได้เลย สาเหตุเพราะแฟรงค์ แลมพาร์ด กับจอน โอบี มิเกล ต้องถอยลงต่ำมากเพื่อไปช่วยเกมรับ ขณะที่มาต้าพยายามจะแย่งบอลจากกองกลางของบาเยิร์น ก็ทำไม่ได้ เพราะชไวน์สไตเกอร์ กับ โครส ถ่ายบอลกันไปมาอย่างรวดเร็ว

ส่วนปีกสองข้างของเชลซี ก็ไม่ได้มีส่วนกับเกมบุก กาลู และเบอร์ทรานด์ ต้องถอยลงต่ำ เพื่อช่วยฟูลแบ็กรับมือกับร็อบเบน และริเบรี่ เท่ากับว่าแนวรุกของเชลซีในเกมนี้ มีดร็อกบายืนห้อยคนเดียว อย่างโดดเดี่ยว แน่นอนในเกมฟุตบอล ถ้าบอลไปไม่ถึงกองหน้า ต่อให้เขาเก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่สามารถผลิตสกอร์ได้

บาเยิร์นนวดไปเรื่อย ๆ และสร้างโอกาสยิงได้มากกว่า 40 ครั้ง แต่ไม่ผ่านมือปีเตอร์ เช็ก ที่วันนี้เล่นได้แบบชัวร์มาก ๆ

สำหรับโทมัส มุลเลอร์ ในเกมนี้เขาได้ยิงไปแล้ว 5 ครั้ง แต่ก็หลุดกรอบออกไปหมด อย่างไรก็ตามมุลเลอร์กำลังพยายามเพื่อหาโอกาสยิงเป็นครั้งที่ 6 ในเกมนี้

บาเยิร์นถาโถมเข้ามาเรื่อย ๆ มีจังหวะที่ฟรองค์ ริเบรี่ยิงเข้าไป แต่ไลน์แมนยกธงอย่างรวดเร็ว ลูกนี้ล้ำหน้าไปแค่นิดเดียวจริงๆ เชลซีรอดตายอย่างหวุดหวิด ซึ่งดูจากสถานการณ์ตอนนี้ การประคองตัวเพื่อให้จบ 120 นาที ด้วยสกอร์ 0-0 แล้วไปวัดกันในจุดโทษ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ความอันตรายของบาเยิร์นคือพวกเขาบุกทิศทางปีกสองข้าง สามารถเลี้ยงตัดเข้าใน หรือกระชากออกนอกแล้วครอสบอลก็ได้

และแล้วในนาทีที่ 81 บาเยิร์นได้บอลทางฝั่งซ้าย ริเบรี่ ครองบอลยู่แล้วแตะต่อให้โทนี่ โครส ซึ่งจังหวะนี้นักเตะเชลซีเสียสมาธิไปชั่วครู่ เพราะเข้าใจว่า เดี๋ยวโครสก็คงจ่ายคืนต่อให้ริเบรี่ แต่กลายเป็นโครส ที่เลือกจะครอสบอลด้วยตัวเอง ให้ลึกไปถึงเสาสอง บอลลอยโค้งมาในตำแหน่งที่ถูกต้องสุด ๆ โทมัส มุลเลอร์ วิ่งสอดมาด้านหลัง พุ่งโหม่งเต็ม ๆ โดยเขาตั้งใจโหม่งลงพื้น เพื่อให้ผู้รักษาประตูรับยากที่สุด บอลเด้งพื้นหนึ่งจังหวะแล้วเสยเพดานตาข่ายเข้าประตู นายทวารเช็กหมดสิทธิ์ด้วยประการทั้งปวง

นั่นเป็นแค่ช็อตเดียวที่แนวรับเชลซีพลาด แอชลีย์ โคล ไปเลือกประกบมาริโอ โกเมซ ไม่ยืนกับคู่ของตัวเอง นั่นทำให้มุลเลอร์ได้พื้นที่โล่ง ๆ ก่อนจะโหม่งเข้าไปจนได้

ในสถานการณ์ตอนนี้เชลซีเสียเปรียบทุกอย่าง ฟอร์มในสนามแย่กว่า กองเชียร์ก็น้อยกว่า และที่สำคัญที่สุดมาโดนนาที 81 อีกแค่ 10 นาทีก็จะเข้าทดเจ็บแล้ว

ดิ มัตเตโอ จึงต้องส่งอาวุธสำคัญคือ เฟร์นันโด ตอร์เรส ลงเป็นตัวสำรอง แทนที่ ซาโลมง กาลู โดยตั้งใจจะให้ตอร์เรส เข้ามาช่วยดร็อกบา ตอนนี้ดิ มัตเตโอ ใช้แผนกามิกาเซ่แล้ว คือต้องเสี่ยงบุกเต็มที่ เพราะถ้ายิงไม่ได้ก็แพ้อยู่ดี ซึ่งแน่นอน การถอดกาลู และ เบอร์ทรานด์ก่อนหน้านี้ ทำให้ปีกที่จะมาช่วยฟูลแบ็กหายไป และเปิดช่องให้ริเบรี่ กับร็อบเบน ได้บุกง่ายขึ้น แต่นาทีนั้นเชลซีต้องเสี่ยงเพื่อตีเสมอให้ได้

ตลอดเกม 88 นาที เชลซีไม่ได้เตะมุมเลยแม้แต่ครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม การลงมาของตอร์เรส ทำให้เชลซีได้เตะมุมครั้งแรก และเป็นฆวน มาต้า ที่จะรับหน้าที่เปิด

ลูกนี้เป็นจังหวะที่ทุกอย่างลงตัวทั้งหมด ฟิลิปป์ ลาห์ม ยืนอยู่ที่เสาแรก พยายามโหม่งเคลียร์ ซึ่งโหม่งโดน ลูกนี้ก็จบ เชลซีก็คงหมดโอกาสตีเสมอ แต่ลาห์มกระโดดไม่ถึง ทำให้บอลหลุดมาตรงกลาง และในเสี้ยววินาทีนั้น ดร็อกบาวิ่งเข้ามาที่จุดนัดพบ เจอโรม บัวเต็งที่อยู่ด้านหลัง พยายามใช้แขนดันดร็อกบาให้เสียจังหวะ ซึ่งแรงดัน กลับกลายเป็นการเพิ่มสปีดให้ดร็อกบาโดยไม่ได้ตั้งใจ เขากระโดดเทกตัว สะบัดโหม่งให้เข้าเสาแรก ลูกพุ่งแรงมาก จนมานูเอล นอยเออร์ปัดไม่อยู่ ทะลักเข้าประตู สกอร์ขับเป็น 1-1

ทุกอย่างต้องพอดีเป๊ะจริง ๆ ถึงจะได้ประตู และมันก็เกิดขึ้นในช็อตนี้เอง สุดท้าย 90 นาที จึงเสมอกันไป 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษ เป็น 120 นาที
 

เข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ บาเยิร์นปรับแผน คือบุกหนักขึ้นกว่าเดิม ตีมอสชุก ที่ปกติเล่นเซ็นเตอร์แบ็กถูกดันไปเล่นกองกลางตัวรับในตำแหน่งของโทนี่ โครส ส่วนโครส ดันไปเล่นกลางรุก นาทีนี้บาเยิร์นยอมไม่ได้ที่จะให้จบด้วยการเสมอ เพราะการยิงจุดโทษมันเสี่ยงเกินไป

สำหรับโรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ก็ต้องแก้เกมเช่นกัน ในสนามเขามีกองหน้าสองคน คือดร็อกบา กับตอร์เรส ซึ่งตอร์เรสเพิ่งลงคุณไปเปลี่ยนออกไม่ได้ แต่ดร็อกบาก็อยู่ในฟอร์มที่ดีและเพิ่งตีเสมอมา เขาก็ควรเก็บไว้ในสนามเช่นกัน ดังนั้นดิ มัตเตโอ จึงให้ดร็อกบา ไปเล่นริมเส้นด้านขวาช่วยเกมรับ และห้อยตอร์เรสเป็นกองหน้าตัวเป้า

แต่ปัญหาคือดร็อกบาไม่ถนัดนัก ในการยืนตรงโพสิชั่นนี้ ยิ่งต้องรับมือกับปีกตัวจี๊ดจ๊าด ยังไงเขาก็คือกองหน้า ที่ไม่ได้เล่นเกมรับเก่งเหมือนตัวรับธรรมชาติ ทำให้พอเข้าช่วงต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 95 ดร็อกบา ไปพลาดแซะริเบรี่จากด้านหลัง ซึ่งลูกนี้ฟาวล์แน่นอน กรรมการจากโปรตุเกสไม่ลังเลใจที่จะชี้เป็นจุดโทษ

อย่างไรก็ตาม อย่างที่บอกไว้ว่าวันนี้ คือวันที่ปีเตอร์ เช็กอยู่ในฟอร์มดีที่สุด เขาเดาทางจุดโทษของร็อบเบนถูกต้อง ทะยานไปรับได้อย่างสวยงามและตามมาตะครุบเข้ามืออย่างรวดเร็ว เชลซีรอดเสียประตูไปอย่างหวุดหวิดจริง ๆ
 

ในช่วงครึ่งชั่วโมงของการต่อเวลาพิเศษ เป็นช่วงเวลาวัดใจของดิ มัตเตโอ เพราะเขาเพิ่งเปลี่ยนตัวไปสองคนเท่านั้น เหลือโควต้าอีก 1 คนที่สามารถเปลี่ยนได้ ซึ่งตามทฤษฎีในเกมที่เสียเปรียบแบบนี้ คุณก็ควรเอา ตัวรับ ลงมาเล่น โดยถอดกองหน้าออกไปสักคน ซึ่งดร็อกบาที่เล่นมาทั้งเกมแล้ว และมาทำเสียจุดโทษอีก ก็น่าจะโดนถอดออก

ในซุ้มม้านั่งสำรอง มีเปาโล แฟร์ไรร่า, มิกาแอล เอสเซียง และ โอริโอล โรเมอู ที่สามารถเล่นเกมรับได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ดิ มัตเตโอ ตัดสินใจเด็ดขาด ว่าจะเก็บดร็อกบาเอาไว้ต่อไป

ในช่วงต่อเวลาพิเศษ เชลซียื้อสุดชีวิต และเล่นเซฟตัวเองที่สุด พวกเขารู้ดีว่าอะไรเป็นยังไง และสุดท้ายก็ทำได้จริง ๆ จบ 120 นาที เสมอกัน 1-1 ต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ

สถิติโดยรวมของเชลซีเป็นรองทุกอย่าง โอกาสยิงน้อยกว่า ครองบอลน้อยกว่า (36%-64%) จ่ายบอลเข้าเป้าน้อยกว่า เตะมุมน้อยกว่า ทำฟาวล์มากกว่า ปริมาณการวิ่งทั้งทีมน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม พวกเขายังยื้อมาจนถึงจุดโทษได้ ซึ่งถึงตรงนี้ก็อยู่ที่โชคชะตาแล้ว

ความทรงจำของการยิงจุดโทษ ฝั่งบาเยิร์นถือว่าสดใส เพราะในปี 2001 ที่พวกเขาชนะบาเลนเซีย ในนัดชิงชนะเลิศ ก็ได้แชมป์จากการยิงจุดโทษ ส่วนเชลซีในปี 2008 ที่แพ้แมนฯยูไนเต็ด ก็แพ้เพราะจุดโทษ

ยิ่งไปกว่านั้น ชื่อเสียงของชาวเยอรมันที่มักจะทำผลงานได้ดีเสมอ ในช่วงยิงจุดโทษ ก็ถือเป็นเรื่องที่ใครก็รู้กัน ตรงกันข้ามกับอังกฤษ ที่ในทีมชาติ มักจะล้มเหลวเสมอจากการยิงจุดโทษ
 

การเลือกตัว 5 คนของเชลซีประกอบไปด้วย 1-ฆวน มาต้า คนที่เล่นลูกนิ่งได้ดีที่สุดในทีม 2-ดาวิด ลุยซ์ ซึ่งมีความมั่นใจสูงและกับทีมชาติบราซิลก็ยิงฟรีคิกเป็นประจำ 3-แฟรงค์ แลมพาร์ด คนสังหารจุดโทษมือ 1 ของทีม 4-แอชลีย์ โคล แบ็กซ้ายที่นิ่งและชัวร์มาก และ คนสุดท้าย คนที่ 5 คือดิดิเยร์ ดร็อกบา ที่ดิ มัตเตโอ เก็บเอาไว้ใช้เพื่อจังหวะนี้

และถ้าใครยังจำกันได้ แลมพาร์ด กับ โคล รับหน้าที่ยิงคนที่ 3 และ 4 เหมือนกับในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกปี 2008 นัดชิงเป๊ะเลย ซึ่งในครั้งนั้นทั้งคู่ยิงเข้าเช่นกัน

จุดโทษลูกแรกเป็นของฝั่งบาเยิร์น กัปตันลาห์มยิงไม่พลาด ตรงข้ามกับมาต้าที่วางเท้าไม่ดี ยิงไม่เข้ามุมโดนนอยเออร์เซฟได้ บาเยิร์นนำ 1-0 ในช่วงจุดโทษ

จุดโทษลูกสอง มาริโอ โกเมซ ซัดเข้าไปไม่พลาด ขณะที่ดาวิด ลุยซ์ วิ่งออกสตาร์ตนอกเขตโทษ อัดเต็มๆเสียบตาข่ายสุดสวย บาเยิร์นยังนำ 2-1

จุดโทษลูกสาม มานูเอล นอยเออร์ ออกมายิงเองเสียบมุมเข้าไป แต่แฟรงค์ แลมพาร์ดก็ตอบโต้คืนด้วยการซัดแสกหน้า บาเยิร์นนำ 3-2

จุดโทษลูกสี่ อิวิก้า โอลิช ซัดไปทางขวา ปีเตอร์ เช็กอ่านทางถูกปัดออกไปได้ ขณะที่แอชลีย์ โคล ยิงไปในมุมเดียวกับโอลิชที่คมกว่ามาก บอลพุ่งเข้าตาข่ายแบบเสียบเข้าไป บอลไม่ขยับ ตอนนี้ทั้งสองทีมเสมอกัน 3-3 ต้องตัดสินที่คนสุดท้าย คนที่ 5

บาเยิร์น มิวนิค เลือกคนที่ชัวร์ที่สุด นั่นคือบาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ย้อนกลับไปในรอบรองชนะเลิศที่ชนะเรอัล มาดริด ชไวสไตเกอร์เป็นคนยิงจุดโทษลูกสุดท้ายให้บาเยิร์นบุกไปโค่นเรอัล มาดริดได้คาบ้าน ลูกนี้ เขาต้องดวลตัวต่อตัวกับปีเตอร์ เช็ก ปรากฏว่า ชไวนี่เล็งกะให้เข้าเสียบมุมกริบ แต่บอลโดนปีเตอร์ เช็กปลายมือ ก่อนพุ่งไปชนเสา และโชคดีมาก ที่บอลไม่ไปสะกิดปีเตอร์ เช็กเปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเอง

ตอนนี้สถานการณ์พลิกกลับ และคนสุดท้ายที่จะออกมาปิดบัญชีคือดิดิเยร์ ดร็อกบา
 

ย้อนกลับไปในปี 2008 ดร็อกบามีความทรงจำที่ไม่ดีนัก เพราะเขาโดนใบแดงในเกมนัดชิง ซึ่งการโดนใบแดงแปลว่าเขาไม่ได้ยิงจุดโทษให้กับทีม ในการดวลแมนฯยูไนเต็ด ว่ากันว่า ถ้าดร็อกบาอยู่คนรับหน้าที่ยิงก็คงไม่ใช่จอห์น เทอร์รี่ และเชลซีก็อาจได้แชมป์ไปแล้วตั้งแต่ครั้งนั้น

นี่คือจุดโทษที่มีความหมายมากที่สุดในชีวิตนักเตะของดร็อกบา เขาเดินออกมาอย่างเยือกเย็น ดึงถุงเท้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อทำสมาธิ ในตอนนี้ศัตรูคนสุดท้ายของเขาคือมานูเอล นอยเออร์

ดร็อกบาวิ่งเข้ามา ยิงเรียดเข้าซ้ายมือของตัวเอง นอยเออร์พุ่งผิดทาง เชลซีเอาชนะในช่วงจุดโทษ 4-3 จากการเสมอในเวลา 1-1 และนี่คือแชมป์ยุโรปครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร

การตัดสินใจของดิ มัตเตโอ อาจจะดูบ้าบิ่น ที่เก็บกองหน้าไว้ครบ 120 นาที แต่สุดท้ายมันก็กลายเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องจนได้
 

ความยากของเกมนัดชิงที่บาเยิร์น มิวนิค คือเชลซีเสียเปรียบทุกอย่าง และเป็น Underdog หรือทีมรอง ในสายตาของสื่อมวลชน

เพราะเล่นในบ้านของคู่แข่ง อันดับในลีกก็ต่ำกว่า แถมตัวแบนก็เยอะ แต่สุดท้าย ทั้งฝีมือ และชะตาลิขิต กำหนดให้เชลซีคว้าแชมป์ประวัติศาสตร์ได้ในวันนั้น

นักเตะในสนามวันนั้น ประทับใจไม่เคยลืม จอน โอบี มิเกล ให้สัมภาษณ์ว่า "เราคือทีมแรกจากกรุงลอนดอนที่คว้าแชมเปี้ยนส์ลีกได้ และเราจะเป็นนักเตะเชลซีกลุ่มแรกที่ได้แชมเปี้ยนส์ลีก นี่คือความทรงจำที่จะอยู่กับผมไปตลอดกาล"

ขณะที่แฟรงค์ แลมพาร์ด กัปตันในสนามวันนั้น มีนักข่าวไปสัมภาษณ์หลังจบการแข่งขัน ซึ่งแลมพาร์ดได้พูดออกกล้องว่า "ผมขอพูดอะไรถึงลูกสาวของผมได้ไหม ลูกสาวของผมตอนนี้เธออยู่ที่อังกฤษ พ่อบอกลูกแล้ว ว่าเชลซีคือทีมที่ดีที่สุดในโลก และวันนี้เห็นหรือยังเราทำได้แล้ว"

เช่นเดียวกับแฟน ๆ ที่แม้จะผ่านมา 8 ปีแล้ว แต่ทุกจังหวะยังอยู่ในห้วงความรู้สึก และเมื่อเข้าถึงเดือนพฤษภาคมของแต่ละปีทีไร ความทรงจำ Miracle in Munich จะย้อนกลับมาเสมอ
 

 

*บทความนี้เป็นมุมมองจากเฟซบุ๊กเพจ วิเคราะห์บอลจริงจัง มิใช่มุมมองของสโมสรฟุตบอลเชลซีแต่อย่างใด

บทความอื่น ๆ โดย วิเคราะห์บอลจริงจัง

3-4-3 กลยุทธ์พลิกชีวิต

กลยุทธ์แชมป์แห่งสเปเชียล วัน

ปาฏิหาริย์คัมป์นู เกมแห่งศตวรรษ

จานฟรังโก้ โซล่า เบอร์ 25 แห่งความทรงจำ

ข่าวอื่นๆ