Thailand

จิ๊กซอว์ผู้อยู่เบื้องหลัง เปิดตำนานมาเกเลเล่ โดย วิเคราะห์บอลจริงจัง

เมื่อพูดถึงนักเตะตำแหน่งกองกลางตัวรับ ประเภทที่โฟกัสเกมรับอย่างเดียว ในยุคปัจจุบันเราอาจนึกถึงเอ็นโกโล่ ก็องเต้ แต่ถ้าย้อนกลับไปยุคต้นทศวรรษ 2000 นักเตะแค่คนเดียวที่ผู้คนคิดถึงกัน คือโคล้ด มาเกเลเล่ มิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศส

 

สไตล์การเล่นเกมรับเต็มรูปแบบ ที่ไม่มีใครเหมือน ทำให้ตำแหน่งกองกลางตัวรับ ถูกคนทั่วไปเรียกโดยใช้ชื่อของเขาไปเลย (Makelele Role)

แต่รู้หรือไม่ว่า ก่อนที่มาเกเลเล่คนนี้จะเล่นมิดฟิลด์ตัวรับ ตำแหน่งแรกสุดของเขาคือปีกขวา

มาเกเลเล่ เกิดที่ซาอีร์ ในทวีปแอฟริกาแต่คุณพ่ออพยพมาอยู่ฝรั่งเศสตั้งแต่ 4 ขวบ ดังนั้นมาเกเลเล่ จึงเติบโตมากับแนวคิดของฟุตบอลฝรั่งเศส โดยในปี 1991 ตอนอายุ 18 ปี เขาลงเล่นฟุตบอลอาชีพเป็นครั้งแรกกับสโมสรน็องต์

มาเกเลเล่ สูงเพียง 174 เซนติเมตร ซึ่งสำหรับวงการฟุตบอลยุโรปก็ถือว่ารูปร่างค่อนข้างเล็ก ซึ่งด้วยขนาดร่างกายแบบนี้ ทำให้ตำแหน่งแรกสุดที่เขาเล่นคือปีกขวา มาเกเลเล่จะใช้ความเร็ว เลี้ยงกระชากผ่านคู่แข่ง เข้าไปครอสบอลให้เพื่อนทำประตู
 

จากปีกขวา ในเวลาต่อมาเมื่อน็องต์เปลี่ยนระบบการเล่นเป็น 4-4-2 แบบไดอามอนด์ เขาก็ถูกจับมายืนเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง คือด้านขวาของเหลี่ยมเพชร ถ้าให้จินตนาการ ก็ลองนึกเชลซีชุดแชมป์ยุโรป จะมีรามิเรส ยืนเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางฝั่งขวา นั่นล่ะคือสไตล์ของมาเกเลเล่ในยุคแรก

ผลงานของเขากับน็องต์ถือว่าใช้ได้ มาเกเลเล่ พาน็องต์คว้าแชมป์ลีกเอิงได้สำเร็จในซีซั่น 1994-95 ก่อนจะย้ายไปโอลิมปิก มาร์กเซยในปี 1997 และย้ายไปสเปนที่เซลต้า บีโก้ในปี 1998

ที่เซลต้า บีโก้ เขาได้รู้จักการเล่นเกมรับมากขึ้น จากมิดฟิลด์ทีมชาติบราซิลชื่อมาซินโญ่ มาเกเลเล่ได้ศึกษาการยืนตำแหน่งที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมเขาก็ยังเล่นเกมรุกอยู่

จุดเปลี่ยนที่สำคัญจริง ๆ ของมาเกเลเล่ คือช่วง 3 ปี ที่ย้ายมาอยู่เรอัล มาดริด ในปี 2000-2003 โดย ณ เวลานั้นเรอัล มาดริด เป็นยุคของกาลาคติกอส ดังนั้นพวกเขาจึงเต็มไปด้วยสตาร์ระดับโลกทั้งซีเนอดีน ซีดาน, หลุยส์ ฟิโก้, โรนัลโด้ และ ราอูล กอนซาเลซ

แน่นอนทัศนคติของสตาร์เหล่านี้คือการเล่นเกมรุกเต็มรูปแบบ นั่นทำให้บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ผู้จัดการทีมของเรอัล มาดริด ต้องใช้งานมาเกเลเล่ เป็นมิดฟิลด์ตัวรับ ยืนอยู่หน้าแผงแบ็กโฟร์

ในขณะที่ตัวรุกบุกเพื่อเอาประตูให้ได้ แต่มาเกเลเล่ ต้องคอยซ้อนอยู่ข้างหลัง คอยป้องกันคู่แข่งสวนกลับมา โดยเดล บอสเก้ระบุว่า บทบาทของมาเกเลเล่คือ "กองหลังตัวแรก" ที่เอาไว้คอยเบรกเกมคู่แข่ง

ด้วยความสามารถของมาเกเลเล่ ทำให้เรอัล มาดริด ได้แชมป์ลาลีกา 2 สมัย และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 1 สมัย แต่แน่นอน ด้วยความที่สไตล์การเล่นของเขาคือสายเกมรับ ต่างจากกาลาคติกอสที่เล่นเกมรุกสวยงาม ทำให้ตัวมาเกเลเล่ได้เครดิตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
 

ในช่วงซัมเมอร์ 2003 มาเกเลเล่ ออกมายอมรับว่าต้องการได้รับการปรับค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นจากเดิม เพราะตัวเลขตอนนี้น้อยกว่าสตาร์คนอื่น ๆ ของทีมอย่างมหาศาล ทั้ง ๆ ที่บทบาทในสนามของเขาก็สำคัญไม่แพ้ใคร อย่างไรก็ตาม ประธานสโมสรเรอัล มาดริด ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ไม่ตอบรับคำขอของมาเกเลเล่ และตัดสินใจปล่อยทิ้งทันที

"เราจะไม่คิดถึงมาเกเลเล่" เปเรซให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน "เทคนิคของเขาอยู่ในระดับปานกลาง เขาไม่มีความเร็ว และไม่มีทักษะในการกระชากบอลผ่านคู่แข่ง ลูกส่งของเขา 90% ไม่จ่ายออกข้างก็ส่งคืนหลัง เขาโหม่งบอลไม่ค่อยได้ และแทบไม่เคยจ่ายบอลไกลเกินกว่า 3 เมตร"

เมื่อเรอัล มาดริด ตัดสินใจจะขายแล้ว มีหลายสโมสรที่ต้องการได้ตัวมาเกเลเล่ไปร่วมงานด้วย แต่ทีมที่เดินเกมได้อย่างรวดเร็วที่สุดคือเชลซี

ในซัมเมอร์ปี 2003 คือปีแรกที่โรมัน อบราโมวิชเข้ามาเป็นเจ้าของคนใหม่ของสโมสร เชลซีซื้อนักเตะเกรดเอหลายคนในซัมเมอร์นั้น ไม่ว่าจะเป็นเกล็น จอห์นสัน, แดเมียน ดัฟฟ์, ฮวน เวรอน ,โจ โคล หรือเอร์นัน เครสโป ตอนแรกหลายคนคิดว่า ตลาดนักเตะของเชลซีจะปิดแล้ว แต่เมื่อมีโอกาสซื้อมาเกเลเล่ สโมสรก็ไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดไป

เชลซีซื้อมาเกเลเล่มาเป็นคนสุดท้ายในซัมเมอร์ปี 2003 ด้วยค่าตัว 16.6 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ถูกกว่าที่หลายคนคิดมาก หากเทียบกับดีกรีความสามารถของดาวเตะรายนี้

ในวันที่เรอัล มาดริดตอบตกลงขายมาเกเลเล่ให้เชลซี และเตรียมซื้อตัวรุกคนอื่นอย่างเดวิด เบ็คแฮมเข้ามาเพิ่มอีก ซีเนอดีน ซีดาน เพลย์เมกเกอร์ของมาดริดกล่าวว่า "จะมีประโยชน์อะไร ที่จะเอาทองคำไปประดับรถเบนท์ลีย์ ถ้าหากคุณเสียเครื่องยนต์ขับเคลื่อนไปทั้งเครื่อง"

การสูญเสียมาเกเลเล่ของเรอัล มาดริด กลายเป็นเชลซี ที่ได้ประโยชน์เต็ม ๆ เพราะมาเกเลเล่ทำให้ได้เห็นว่า ทักษะในการเล่นมิดฟิลด์ตัวรับของเขา มันเหนือชั้น และแตกต่างจากคนทั่วไปมากจริง ๆ
 

ในยุคของเคลาดิโอ รานิเอรี่ เชลซีฤดูกาล 2003-04 ช่วงแรกจะใช้แผนการเล่นแบบ 4-4-2 หน้ากระดาน โดยมาเกเลเล่ จะยืนเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางคู่กับแฟรงค์ แลมพาร์ด โดยหน้าที่ของมาเกเลเล่ จะถอยต่ำมาเล่นเกมรับ ซึ่งนั่นทำให้แลมพาร์ดจำเป็นต้องคัฟเวอร์พื้นที่กลางสนามมากเกินไป ส่งผลให้เกมของเชลซี ยังไม่เวิร์กอย่างที่ควรจะเป็น

หลังจบซีซั่น 2003-04 ในปีต่อมา โชเซ่ มูรินโญ่ย้ายมาคุมเชลซี โดยมูรินโญ่จะใช้แผน 4-4-2 แบบไดอามอนด์ กับ 4-3-3 สลับกันไปมาตลอดซีซั่น ซึ่งทั้ง 2 แผนนี้ มาเกเลเล่ ที่เล่นเกมรับได้อย่างรัดกุม ถือเป็นคีย์สำคัญมาก

ในระบบ 4-4-2 แบบไดอามอนด์ บางครั้งมูรินโญ่ก็ใช้แฟรงค์ แลมพาร์ดในตำแหน่งกองกลางตัวรุก บางทีก็สลับใช้โจ โคล ส่วนมิดฟิลด์ตัวกลาง 2 คน บางทีก็ถอยแลมพาร์ดลงมา บางทีก็ใช้เฌเรมี่ หรืออเล็กเซย์ สเมอร์ติน หรือไม่ก็ติอาโก้ เมนเดส จะเห็นได้ว่าตำแหน่งอื่นในแผงมิดฟิลด์มีการโรเทชั่นกันเรื่อย ๆ แต่กับตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ มูรินโญ่จะใช้มาเกเลเล่เสมอ ไม่มีมีเปลี่ยน

เช่นเดียวกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ มูรินโญ่ปรับมาใช้ 4-3-3 มาเกเลเล่ ก็การันตีตำแหน่งกองกลางตัวรับเสมอ ส่วนมิดฟิลด์ตัวกลางอีกสองคน จะมีแลมพาร์ดหนึ่งคนที่ยืนตัวจริง ส่วนอีกคนก็จะสลับกันไปมา ระหว่างแผงมิดฟิลด์ที่เหลือ

สิ่งที่มาเกเลเล่เหนือชั้นกว่ากองกลางตัวรับทั่ว ๆ ไป คือเขาเคยเป็นปีกมาก่อนตั้งแต่สมัยค้าแข้งใหม่ ๆ ดังนั้นจึงมีสกิลในเกมรุกที่ดีมาก การจับบอล การกระชาก การจ่ายบอลที่แม่นยำ ซึ่งต่างจากมิดฟิลด์ตัวรับทั่ว ๆ ไปที่ต้องเล่นเกมหนัก เกมโหด เข้าเสียบแรง ๆ แต่มาเกเลเล่ไม่ใช่แบบนั้น เขาเล่นเกมรับก็จริง แต่เล่นด้วยความชาญฉลาด ด้วยมันสมอง
 

"ผมคิดว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนไปนะ" มาเกเลเล่กล่าว "การที่จะเป็นสุดยอดผู้เล่นในตำแหน่งไหนก็ตาม คุณต้องรู้จักเก็บบอลไว้กับตัว มีทักษะการจ่ายบอลที่แม่นยำ และมีส่วนร่วมกับเกมอยู่ตลอด แค่คุณโหม่งเก่ง หรือเสียบบอลหนัก มันไม่เพียงพออีกแล้วสำหรับตำแหน่งกองกลาง คุณต้องครบเครื่องและทำได้ทุกอย่าง"

วิธีการเล่นของเชลซีในฤดูกาล 2004-05 คู่แข่งส่วนใหญ่ในพรีเมียร์ลีก จะใช้ระบบ 4-4-2 แบบหน้ากระดาน ซึ่งเวลาปะทะกับเชลซีที่ใช้ระบบ 4-3-3 เท่ากับว่า มิดฟิลด์ตัวกลางของคู่แข่งจะมี 2 คน ส่วนของเชลซีจะมี 3 คน

ในขณะที่มิดฟิลด์ของคู่แข่ง อาจจะมาประกบตัว แฟรงค์ แลมพาร์ด กับมิดฟิลด์อีกตัวของเชลซี นั่นแปลว่าจะทำให้มาเกเลเล่ มีพื้นที่โล่ง เพราะไม่มีคนมาประกบเขาแล้ว เขาจะเห็นภาพกว้างทั้งสนาม และมีเวลาคิดไอเดีย ในการจ่ายบอลหลากหลายรูปแบบ

ซีซั่นแรกของมูรินโญ่ เชลซีเสียประตูในพรีเมียร์ลีกไป 15 ลูก ซึ่งเครดิตนั้นคนอาจจะนึกถึงปีเตอร์ เช็ก, จอห์น เทอร์รี่ หรือริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ก่อน แต่อีกคนที่ควรได้รับเครดิตมาก ๆ ไม่แพ้กันก็คือมาเกเลเล่ เขาจัดการปัดกวาดการบุกของคู่แข่ง จนทำให้ เพื่อนร่วมทีมเล่นง่ายขึ้นเยอะ

ในฤดูกาล 2004-05 มาเกเลเล่ ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกไป 36 นัด ถือเป็นคีย์แมนตัวจริงของสโมสร

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่ใช่จุดแข็งเลยของมาเกเลเล่ นั่นคือเรื่องการยิงประตู ในสมัยเล่นให้เรอัล มาดริด 3 ปี เขายิงในลาลีกาไม่ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว

จริง ๆ สาเหตุที่มาเกเลเล่ยิงไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเขาเป็นนักเตะที่จบสกอร์ไม่เก่งหรืออะไร แต่นั่นเพราะตำแหน่งที่เขายืนต่างหาก การเล่นมิดฟิลด์ตัวรับ หน้าที่หลักก็ตามชื่อ คือต้องเล่นเกมรับ และเปิดโอกาสให้เพื่อนคนอื่นเป็นคนทำประตู ขณะที่มาเกเลเล่ก็ต้องปิดทองหลังพระอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

มีหนึ่งเหตุการณ์คลาสสิก ที่หลายคนอาจลืมกันไป ในซีซั่นแชมป์ของเชลซี ฤดูกาล 2004-05 นั่นคือนัดที่ 36 ของฤดูกาล ที่ชนะชาร์ลตัน แอธเลติก ในสแตมฟอร์ด บริดจ์ไป 1-0

แน่นอนในซีซั่นนี้ มีหลายเกมที่น่าจดจำมากกว่า แต่ชัยชนะเกมกับชาร์ลตันมันมีความหมายเพราะ มาเกเลเล่ ที่ไม่ยิงประตูมา 4 ปีติดต่อกัน สามารถทำประตูได้อย่างน่าประทับใจมาก
 

ในเกมกับชาร์ลตัน นัดที่ 36 ของฤดูกาล เป็นการเล่นในบ้านนัดสุดท้าย และเชลซีจะฉลองแชมป์รับโทรฟี่หลังจบเกม

ต่อให้ผลออกมาเสมอ ยังไงก็ได้แชมป์อยู่แล้ว แต่ถ้าลงเอยด้วยชัยชนะ แน่นอนมันย่อมเป็นการฉลองที่สมบูรณ์แบบที่สุด

เกมนี้เชลซี ส่งคาร์โล คูดิชินี่ เป็นนายทวาร กองหลัง 4 คนมี เทอร์รี่,คาร์วัลโญ่,กัลลาส,จอห์นสัน กองกลางใช้มาเกเลเล่,แลมพาร์ด,ติอาโก้ ส่วนแนวรุกมี เฌเรมี่,โจ โคล และ กุ๊ดยอห์นเซ่น

คู่ต่อสู้ชาร์ลตันเล่นได้ดีกว่าที่คิดมาก พวกเขาไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ยังไงก็รอดตกชั้นอยู่แล้ว แต่สปิริตของผู้มาเยือน ก็โชว์ให้เห็นว่า ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ

จริง ๆ แล้วก่อนเกม โชเซ่ มูรินโญ่ เคยบอกเอาไว้ว่านัดนี้เขาก็อยากให้มาเกเลเล่มีชื่อทำประตูเหมือนกัน เพราะเป็นนักเตะตัวหลักคนเดียวในทีมที่ไม่มีชื่อทำประตูเลย "ผมวางแผนเอาไว้ว่าถ้ามีจุดโทษท้ายเกม แล้วเรานำ 2-0 ก็จะให้มาเกเลเล่เป็นคนยิง" มูรินโญ่กล่าว

เรื่องทักษะการจบสกอร์ของมาเกเลเล่ ทำให้เขาโดนแซวมาตลอด ดิดิเยร์ ดร็อกบาเล่าให้ฟังว่า ตอนซ้อมประจำวันเสร็จมาเกเลเล่ มาทดสอบซ้อมยิงจุดโทษ ปรากฏว่า ยิงหลุดกรอบไปไกลหลายเมตร หรือย้อนกลับไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนเล่นฟุตบอลโต๊ะเล็ก มาเกเลเล่ยิงข้ามคานจากระยะจ่อ ๆ แค่ 3 หลา ซึ่งกลายเป็นมุกที่ดร็อกบา ยังเอามาแซวมาเกเลเล่อยู่เรื่อย ๆ

เกมระหว่างเชลซีกับชาร์ลตันยื้อกันมา 0-0 จนถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นักเตะของชาร์ลตัน โจนาธาน ฟอร์จูน ทำฟาวล์แฟรงค์ แลมพาร์ด ซึ่งจากภาพช้าเหมือนจะเกิดเหตุนอกเขตโทษ แต่ในยุคนั้นยังไม่มี VAR และผู้ตัดสิน ก็เป่าให้เป็นจุดโทษ

ตามหลักแล้วด้วยสกอร์ที่เสมอกันอยู่ 0-0 คนที่รับหน้าที่สังหารจุดโทษที่ชัวร์ที่สุดย่อมเป็นแฟรงค์ แลมพาร์ด แต่ทว่า สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกใจมาก คือมาเกเลเล่ ขอเป็นคนยิงลูกนี้เอง

บรรยากาศในสนามฮือฮาทันที มาเกเลเล่ที่ยิงประตูไม่ได้มา 4 ปี จะขอซัดลูกนี้ โดยก่อนจะยิงวิลเลียม กัลลาสยังเดินไปให้กำลังใจเพื่อเมกชัวร์ว่ามาเกเลเล่จะยิงเองจริง ๆ

มาเกเลเล่ วิ่งมาซัดด้วยเท้าขวา สเตเฟ่น อันเดอร์สัน นายทวารของชาร์ลตันพุ่งถูกปัดเอาไว้ได้ แต่มาเกเลเล่ยังตั้งสติได้ดี วิ่งมาซ้ำด้วยซ้ายเข้าประตูไป เชลซีนำ 1-0

ซึ่งพอยิงได้ปั๊บ มาเกเลเล่ ทำท่าดีใจอะไรไม่ถูกได้แต่วิ่งเฮไปอย่างงง ๆ แต่เขาวิ่งได้ไม่กี่เมตร เพื่อน ๆ ก็วิ่งมารุมกอดเขาด้วยความดีใจสุดขีด แม้แต่ตัวสำรอง และเพื่อน ๆ ที่นั่งอยู่บนสแตนด์ก็วิ่งมาเฮกันทั้งทีม ดร็อกบาเกมนี้ ที่ใส่ชุดไปรเวทก็วิ่งลงมาเฮด้วยทั้งชุดแบบนั้นเลย

โรมัน อบราโมวิช เจ้าของสโมสรก็ปรบมืออย่างดีใจบนสแตนด์ เช่นเดียวกับโชเซ่ มูรินโญ่ ก็สะใจเช่นกัน เพราะเป็นการปิดกล่องคว้าแชมป์ด้วยชัยชนะในนาทีสุดท้าย

สำหรับมาเกเลเล่ ฤดูกาล 2004-05 กับเชลซี เป็นปีที่งดงามมากที่สุด เพราะเขาพิสูจน์ตัวเองให้โลกได้เห็นว่า เขายังมีศักยภาพที่จะเล่นในเกมระดับสูง และสามารถช่วยทีมคว้าแชมป์ที่เขี้ยวที่สุดอย่างพรีเมียร์ลีกได้ ในส่วนของเกมรับ เขาทำหน้าที่ได้ดี ขณะที่เกมรุกก็ยังอุตส่าห์ปิดท้ายซีซั่นด้วยประตู


 

มาเกเลเล่ ในซีซั่นต่อมา 2005-06 ก็ยังช่วยเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกต่อเนื่องอีกหนึ่งสมัย

โดยในซีซั่นนี้ มีบางเกมที่คู่แข่งถึงกับต้องเอามิดฟิลด์ตัวรุกมาประกบ มาเกเลเล่ เพื่อไม่ให้ขึ้นเกมได้ ซึ่งเป็นภาพที่แปลกมาก ปกติเราจะเห็นแต่มิดฟิลด์ตัวรับ ประกบมิดฟิลด์ตัวรุก แต่ในเคสของมาเกเลเล่ มีตัวรุกมาประกบติดเขาแทนซะอย่างนั้น

มาเกเลเล่ อยู่กับเชลซี 5 ปี ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกไป 144 นัด ยิงไป 2 ประตู ซึ่งแม้จะไม่ใช่ช่วงเวลาที่นานที่สุด แต่มาเกเลเล่ก็ถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่แฟน ๆ เชลซียังคงชื่นชม และรักใคร่อยู่จนถึงปัจจุบัน

และอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดอิมแพ็กต์ขึ้นนับตั้งแต่มาเกเลเล่ย้ายมาเชลซี นั่นคือทีมอื่น ๆ ในพรีเมียร์ลีก เปลี่ยนแผน หาผู้เล่นมายืนปักหลักในสไตล์มาเกเลเล่กันหมด ซึ่งมันทำให้เห็นว่าการซื้อตัวมาเกเลเล่ของเชลซีในวันนั้น มีอิทธิพลต่อวงการฟุตบอลอังกฤษอย่างแท้จริง
 

ปัจจุบัน มาเกเลเล่ เข้ามาร่วมงานกับเชลซีอีกครั้ง ในตำแหน่ง Technical Mentor หรือผู้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคกับเหล่าเยาวชน โดยมาเกเลเล่ถือเป็นนักกีฬาระดับโลกที่ได้โทรฟี่มาแล้วมากมาย ดังนั้นความรู้ของเขาน่าจะถ่ายทอดให้เยาวชนเชลซีได้พัฒนาขึ้นอย่างแน่นอน

"ผมรู้สึกดีใจมาก ที่ได้กลับมาบ้านหลังนี้อีกครั้ง" มาเกเลเล่กล่าว "สโมสรแห่งนี้ให้สิ่งต่าง ๆ กับผมมากมาย และผมก็อยากจะตอบแทนกลับคืน โดยการช่วยให้นักเตะเยาวชนของเชลซีไปถึงความฝันในอาชีพนักฟุตบอล"

#Makelele
 

ข่าวอื่นๆ