ไทย

ยอดนักสู้แฟรงค์ แลมพาร์ด โดย วิเคราะห์บอลจริงจัง

สิ่งที่หลายคนมักจะลืมไป คือแฟรงค์ แลมพาร์ด ย้ายมาเชลซี ก่อนโรมัน อบราโมวิช จะเทกโอเวอร์
 

เชลซีในยุคนั้น มีประธานสโมสรคือเคน เบตส์ จะว่ารวยก็ใช่ แต่ก็ไม่ใช่มหาเศรษฐีระดับโลกแบบอบราโมวิช ดังนั้นตอนที่แลมพาร์ดย้ายมาสแตมฟอร์ด บริดจ์ เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าทีมจะกลายเป็นสโมสรที่ร่ำรวย จนสามารถซื้อนักเตะระดับโลกมาได้ติดต่อกันหลายคนขนาดนี้

ในปี 2001 แลมพาร์ดอายุ 23 ปี เขาเป็นคนหนุ่มไฟแรง ณ เวลานั้นมีดีกรีทีมชาติอังกฤษเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อเจ้าตัวมีเจตจำนงจะอำลาเวสต์แฮม ยูไนเต็ด จึงมีสโมสรมากมายเข้ามายื่นข้อเสนอให้

ทีมเต็งหนึ่ง ในมุมของสื่อมวลชน ที่คาดว่าจะได้ตัวแลมพาร์ด จริง ๆ แล้วคือลีดส์ ยูไนเต็ด เพราะเทียบสถานภาพชั่วโมงนั้น ลีดส์ ดูเป็นทีมที่มีอนาคตไกล พวกเขาจบท็อปโฟร์ในพรีเมียร์ลีก ขณะที่ในแชมเปี้ยนส์ลีก ก็เข้าไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศ

ผู้เล่นในทีมเต็มไปด้วยตัวท็อปทั้งมาร์ค วิดูก้า, แฮร์รี่ คีลล์ ขณะที่ ร็อบบี้ คีน ก็เพิ่งย้ายทีมไป รวมถึงเพื่อนสนิทของเขาที่โตมาจากทีมเยาวชนด้วยกัน ริโอ เฟอร์ดินานด์ ก็เล่นอยู่กับลีดส์ ยูไนเต็ด

อย่างไรก็ตาม แลมพาร์ด กลับปฏิเสธทุกข้อเสนอ แล้วเลือกย้ายไปเชลซี ที่ได้อันดับ 6 ในฤดูกาล 2000-01 แทน แน่นอน คำถามที่ทุกคนสงสัย ณ เวลานั้น คือทำไมเป็นเชลซีล่ะ?
 

ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ต้องอธิบายแบ็กกราวน์ชีวิตของแลมพาร์ดเล็กน้อย ซึ่งต้องเริ่มต้นจากคุณพ่อของเขา ที่มีชื่อว่า "แฟรงค์" เช่นเดียวกัน นั่นคือแฟรงค์ แลมพาร์ด ซีเนียร์

แฟรงค์ ซีเนียร์ กับ แฮร์รี่ เรดแน็ปป์ เป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะ โดยทั้งคู่เป็นเด็กปั้นของสโมสรเวสต์แฮมและโตขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่ด้วยกัน ด้วยความที่อายุห่างกันแค่ 1 ปี ทำให้ทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันมาตลอด คือสนิทกันทั้งในสนาม และนอกสนาม

ตอนเป็นนักเตะอาชีพ แฟรงค์ ซีเนียร์ กับ แฮร์รี่ เรดแน็ปป์ มีโอกาสเจอสองพี่น้องสาวสวย แพ็ท แฮร์ริส และ แซนดร้า แฮร์ริส

ปรากฏว่าแฟรงค์จีบแพ็ท ส่วนแฮร์รี่จีบแซนดร้า ซึ่งก็จีบติดทั้งคู่ โดยเวลาต่อมาแฮร์รี่กับแซนดร้าแต่งงานกัน และมีลูกชายชื่อเจมี่ เรดแน็ปป์ ขณะที่แฟรงค์กับแพ็ทก็แต่งงานตามกันไป และมีลูกสาว 2 คนชื่อ แคลร์กับนาตาลี ตามมาด้วย ลูกชายคนสุดท้องที่ชื่อแฟรงค์ แลมพาร์ด จูเนียร์

ดังนั้นในความรู้สึกของตระกูลเรดแน็ปป์ กับ ตระกูลแลมพาร์ด จึงมีความลึกซึ้งมากกว่าการเป็นเพื่อนสนิทกัน คือมันเหมือนกับเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว
 

หลังจากที่แฮร์รี่ เรดแน็ปป์ แขวนสตั๊ดในปี 1982 เขาตัดสินใจทำงานเป็นผู้จัดการทีม โดยเริ่มต้นจากการคุมบอร์นมัธ

เรดแน็ปป์พาบอร์นมัธที่อยู่ดิวิชั่น 4 กระโดดมาอยู่ดิวิชั่น 2 ได้สำเร็จ ขณะที่ในเอฟเอคัพ 1984 ก็ทำผลงานช็อกโลก เมื่อโค่นแมนฯยูไนเต็ดได้สำเร็จในรอบ 3

ด้วยผลงานที่ดีเยี่ยมแบบนี้ ทำให้เวสต์แฮมดึงเขามาเป็นกุนซือคนใหม่ ในปี 1994 โดยเรดแน็ปป์ เมื่อได้เป็นผู้จัดการทีมแล้ว ก็ไปจ้างเพื่อนซี้ แฟรงค์ แลมพาร์ด ซีเนียร์ มาเป็นผู้ช่วย และในปีเดียวกันนั้นเอง ก็จัดการเซ็นสัญญาแฟรงค์ แลมพาร์ด จูเนียร์ มาเป็นนักเตะเยาวชนของสโมสร

แฟรงค์ แลมพาร์ด จูเนียร์ เล่นกับทีมเยาวชนแค่ 1 ปี ก็ถูกดันมาเล่นทีมชุดใหญ่ ตอนมีอายุแค่ 17 ปีเท่านั้น

ในสายตาของแฮร์รี่ และ แฟรงค์ ซีเนียร์ มองว่าแลมพาร์ด จูเนียร์ เป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์มากที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค ดังนั้นก็ควรได้โอกาสลงสนามตั้งแต่ยังอายุน้อย ๆ แต่ ณ เวลานั้น ไม่มีใครเชื่อนัก สายตาคนทั่วไป รวมถึงกลุ่มแฟนบอลเวสต์แฮมมองว่า มีการเล่นเส้นเล่นสายกันหรือเปล่า โดยใช้อำนาจของคุณลุง กับคุณพ่อ ผลักดันให้ตัวเองได้เล่นทีมชุดใหญ่ของเวสต์แฮม

ดังนั้นสำหรับแฟน ๆ เวสต์แฮม จึงรู้สึกคลางแคลงใจในตัวแลมพาร์ดมาตลอด และตั้งคำถามว่าแฟรงค์ จูเนียร์ เป็นของจริง จริง ๆ หรือเปล่า? ซึ่งกรณีของแลมพาร์ด จะตรงข้ามกับริโอ เฟอร์ดินานด์ หรือโจ โคล ที่ถูกยกย่องว่าเป็นดาวรุ่งพรสวรรค์ของสโมสร แต่ในสายตาแฟนเวสต์แฮมจะมองแลมพาร์ดเป็นอีกแบบ

สตอรี่ของแลมพาร์ดกับเวสต์แฮมจากนั้น คือเขาพยายามเต็มที่เพื่อพิสูจน์ตัวเอง จนยึดตัวจริงอย่างไม่มีข้อกังขา
 

นั่นคือจุดเริ่มต้นของแลมพาร์ดกับเวสต์แฮม ซึ่งเขาก็ทุ่มเทให้ทีมขุนค้อนอยู่หลายปี จนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญคือในปี 2001

เดือนพฤษภาคม 2001 แฮร์รี่ เรดแน็ปป์ ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารแฟนซีนของเวสต์แฮม ว่าเขาไม่ค่อยพอใจประธานสโมสรที่ขายริโอ เฟอร์ดินานด์ให้กับลีดส์ ยูไนเต็ด

เทอร์รี่ บราวน์ ประธานสโมสรเวสต์แฮมได้อ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนั้น และไม่พอใจเรดแน็ปป์อย่างรุนแรง ทั้งคู่ทะเลาะกันหนัก จนสุดท้ายบราวน์ ประกาศไล่เรดแน็ปป์ออกจากตำแหน่ง

ไม่เพียงแค่เรดแน็ปป์ แต่บราวน์ยังไล่แฟรงค์ ซีเนียร์ ในฐานะผู้ช่วยออกอีกคนด้วย ซึ่งนั่นกลายเป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก สำหรับแฟรงค์ จูเนียร์ โอเคใช่ เขาเป็นผู้เล่นของสโมสร แต่ในเมื่อเวสต์แฮม ไล่พ่อกับลุงของเขาออกจากตำแหน่ง เพียงเพราะบทสัมภาษณ์ชิ้นเดียว ทำให้เขาเองก็รู้สึกไม่ยุติธรรม

"สถานการณ์ของแฟรงค์เป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริง ๆ เขาจะเตะฟุตบอลให้เวสต์แฮมต่อได้อย่างไรเมื่อดูจากสิ่งที่ทีมทำกับพ่อของเขาแบบนั้น" สตีฟ คัตเนอร์ เอเยนต์ของแลมพาร์ดกล่าว

ขณะที่ตัวแลมพาร์ดเองก็ยอมรับชัดเจนว่า "ผมไม่อาจเล่นให้เวสต์แฮมได้อีกต่อไป ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าจะเข้าใจกันได้ เมื่อผมคิดว่าพวกเขาถูกไล่ออก ทำให้ผมรู้สึกสลดใจ"

"เวสต์แฮม คือชีวิตของผม แน่นอนผมมีความทะเยอทะยานอยากจะเล่นให้สโมสรที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ มีผลทำให้ผมตัดสินใจอะไรได้ง่ายขึ้น"

ทางเวสต์แฮมเองจริง ๆ ไม่อยากเสียแลมพาร์ดไป เพราะอย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นดีกรีนักเตะทีมชาติอังกฤษ แต่จากเรื่องที่เกิดขึ้น มันก็ยากแล้วที่ตัวแลมพ์จะอยู่กับทีมต่อ และเมื่อมีข่าวหลุดออกไปว่าแลมพาร์ดพร้อมย้ายทีม 3 ทีมที่ยื่นข้อเสนอเข้ามา มีแอสตัน วิลล่า, ลีดส์ และ เชลซี

แอสตัน วิลล่า นั้นตกเป็นข่าวช่วงแรก ๆ แล้วก็เงียบหายไป ทำให้เหลือชอยส์จริง ๆ จัง ๆ แค่ลีดส์กับเชลซี ซึ่งเป็นสองสโมสรที่ดูมีอนาคตทั้งคู่

แต่ถ้าว่ากันตามจริง ชั่วโมงนั้น ลีดส์ก็น่าสนใจมากจริงๆ เพราะเป็นช่วงขาขึ้นของสโมสร ณ เวลานั้น ยังไม่มีใครรู้ปัญหาการเงินที่ซ่อนอยู่ของทีม ลีดส์จึงดูเป็นทางเลือกที่น่าจะตอบโจทย์ที่สุด

ขณะที่เชลซี ดูจะเป็นชอยส์ที่มีความซับซ้อนกว่า นั่นเพราะเชลซีกับเวสต์แฮม เป็นคู่ปรับร่วมลอนดอน โอเค พวกเขาอาจไม่ใช่คู่แค้นกันโดยตรงแบบเวสต์แฮม-มิลล์วอลล์ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าย้ายไปเชลซี แลมพาร์ดก็มีโอกาสโดนโห่จากแฟน ๆเวสต์แฮมได้เหมือนกัน

ยิ่งไปกว่านั้น คู่แข่งในตำแหน่งมิดฟิลด์ของเชลซี โอกาสการันตีตัวจริงน่าจะยากกว่า เพราะเชลซีตอนนั้น มีกองกลางแชมป์โลก เอ็มมานูเอล เปอตีต์, มีแซม ดัลลา โบน่า กับ โจดี้ มอร์ริส ซึ่งเป็นลูกหม้อสโมสรทั้งคู่ มี "ย็อคก้า" สลาวิซ่า โยคาโนวิช มิดฟิลด์ทีมชาติยูโกสลาเวียอยู่ในทีมอีกคน คือไม่มีอะไรการันตีว่าแลมพาร์ดย้ายมาจะเป็นตัวจริง

อย่างไรก็ตาม แลมพาร์ดตัดสินใจลองไปรับฟังข้อเสนอของเชลซีดูก่อน ถ้าได้ฟังแนวทางของสโมสร ต่อให้ไม่เลือกก็ไม่เห็นเป็นไร

เขามีโอกาสได้คุยกับเคลาดิโอ รานิเอรี่ ผู้จัดการทีมเชลซี และกลุ่มนักเตะบางคน รวมถึงกลุ่มแฟนคลับของสโมสร

สิ่งที่แลมพาร์ดได้เห็นข้อแตกต่างระหว่างเชลซีกับตัวเลือกอื่น ๆ คือ แฟนบอลของสโมสร มีจิตวิญญาณของความเป็นผู้ชนะสูงมาก

กล่าวคือแม้ทีมจะเพิ่งอันดับ 6 ในตาราง แถมมีแต้มตามหลังแชมป์แมนฯยูไนเต็ดถึง 19 แต้ม แต่แฟน ๆ ของเชลซียังคงเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่า พวกเขาสามารถลุ้นแชมป์ได้ ขณะที่ทีมอื่น ๆ มองแค่การจบอันดับ 1 ใน 6 เป็นอย่างน้อย แต่แฟนบอลเชลซี ต่างมีความเชื่อว่าสักวันพวกเขาจะไปถึงแชมป์พรีเมียร์ลีก

ซึ่งมันทำให้แลมพาร์ดรู้สึกดี เพราะตัวเขาวางเป้าหมายในการค้าแข้งไว้สูง ดังนั้นก็อยากให้แฟนบอลมีความทะเยอทะยานในระดับเดียวกัน

อีกจุดที่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แลมพาร์ดตัดสินใจได้เด็ดขาด คือ เคลาดิโอ รานิเอรี่ โดยรานิเอรี่ บอกกับแลมพาร์ดว่า "ฉันรู้สึกว่าตัวเองคือมิเกลันเจโล ถ้าหากมีวัตถุดิบที่ดี มีหินอ่อนคุณภาพ ก็สามารถปั้นผู้เล่นระดับท็อปได้"

และในสายตาของรานิเอรี่ แลมพาร์ดคือหินอ่อนคุณภาพ

รานิเอรี่ ยืนยันว่าถ้าอยู่ที่เชลซี เขาสามารถพัฒนาตัวเองได้ เพราะที่เชลซี ไม่มีใครมองเขาเป็น "แฟรงค์ จูเนียร์" ถ้าอยู่เวสต์แฮมต่อ ในสายตาของแฟน ๆ เวสต์แฮมก็มองเขาเป็นแค่เด็กเส้นของพ่อ หรือถ้าย้ายไปลีดส์ก็มีริโอ เฟอร์ดินานด์ ที่รู้จักเขาในฐานะแฟรงค์ จูเนียร์อยู่ดี

แต่ถ้าเลือกมาเชลซี ที่สโมสรแห่งนี้ไม่สนใจว่าคุณจะเป็นใคร ทุกคนจะวัดกันแค่เรื่องในสนามเท่านั้น และการที่ไม่มีเสียงนกเสียงกาแบบนั้น น่าจะทำให้แลมพาร์ดพัฒนาเกมฟุตบอลได้ดีขึ้น

ซึ่งด้วยเหตุผลนี้เอง บวกกับการที่เชลซีได้ไปเล่นในรายการยุโรป (ยูฟ่า คัพ) ทำให้สุดท้ายแลมพาร์ดเลือกย้ายไปเชลซีด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์

"ผมคิดว่าทุกคนคงรู้ว่าผมรู้สึกอย่างไร มีหลายอย่างเกิดขึ้นที่เวสต์แฮม และผมจะขอบคุณพวกเขาเสมอ เพราะพวกเขาให้โอกาสผมลงเล่นในฐานะนักเตะอาชีพ" แลมพาร์ดกล่าว "แต่มันก็เป็นความทะเยอทะยานส่วนตัวของผม ที่อยากจะลงเล่นในรายการยุโรป ตั้งแต่เริ่มค้าแข้งแล้ว"

"ผมคิดว่าผมสามารถเอาสไตล์การเล่นของตัวเองมาช่วยเชลซีได้ และตั้งใจจะคว้าแชมป์อีกมากมายร่วมกับสโมสร"

 

พอแลมพาร์ดเลือกย้ายไปเชลซี ช่วงแรก ๆ ก็ถือว่า ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ อยู่

ปี 2001-02 เชลซีจบอันดับ 6 อีกครั้ง พลาดสิทธิ์ไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก

ปี 2002-03 เคน เบตส์ถูกเปิดเผยว่า มีหนี้สินคั่งค้างถึง 80 ล้านปอนด์ นั่นทำให้เชลซีมีงบประมาณซื้อนักเตะในซีซั่นนั้นแค่ 5 แสนปอนด์เท่านั้น ณ เวลานั้น มีข่าวว่านักเตะหลายคนเตรียมจะชิ่งหนีสโมสร เพราะความไม่แน่นอนในเรื่องการเงิน

อย่าลืมว่า ถ้าหากสโมสรไม่สามารถชำระหนี้สินได้ มีสิทธิ์จะถูกสั่งปรับแต้ม หรือปรับตกชั้น เหมือนเคสของพอร์ทสมัธ ที่เล่นพรีเมียร์ลีกอยู่ในปี 2010 แต่พอเคลียร์ปัญหาการเงินไม่ได้ ก็โดนตัดแต้ม จนทีมหล่นไปเล่นลีกทู ในปี 2013 คือ 3 ปีตกไป 3 ดิวิชั่น

แต่แม้จะมีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับเชลซีมากมาย แลมพาร์ดก็ยังสู้ต่อไป เขาเลือกเชลซีไปแล้ว และจะไม่ย้ายทีมหนี เมื่อแฟนบอลยังคงสู้ ยังคงเชื่อมั่นว่าทีมจะประสบความสำเร็จได้ เขาก็จะเชื่อแบบนั้นเช่นกัน

กรกฎาคม 2003 หลังจากอยู่ในภาวะตึงเครียดมาทั้งในซีซั่น ในที่สุด โรมัน อบราโมวิช มหาเศรษฐีรัสเซีย ก็เข้ามาเทกโอเวอร์เชลซี โดยจ่ายหนี้สินคั่งค้างให้ทั้งหมด และนำเงินมหาศาลมาลงทุนพัฒนาทีม

พอแลมพาร์ดเลือกย้ายไปเชลซี ช่วงแรก ๆ ก็ถือว่า ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ อยู่

ปี 2001-02 เชลซีจบอันดับ 6 อีกครั้ง พลาดสิทธิ์ไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก

ปี 2002-03 เคน เบตส์ถูกเปิดเผยว่า มีหนี้สินคั่งค้างถึง 80 ล้านปอนด์ นั่นทำให้เชลซีมีงบประมาณซื้อนักเตะในซีซั่นนั้นแค่ 5 แสนปอนด์เท่านั้น ณ เวลานั้น มีข่าวว่านักเตะหลายคนเตรียมจะชิ่งหนีสโมสร เพราะความไม่แน่นอนในเรื่องการเงิน

อย่าลืมว่า ถ้าหากสโมสรไม่สามารถชำระหนี้สินได้ มีสิทธิ์จะถูกสั่งปรับแต้ม หรือปรับตกชั้น เหมือนเคสของพอร์ทสมัธ ที่เล่นพรีเมียร์ลีกอยู่ในปี 2010 แต่พอเคลียร์ปัญหาการเงินไม่ได้ ก็โดนตัดแต้ม จนทีมหล่นไปเล่นลีกทู ในปี 2013 คือ 3 ปีตกไป 3 ดิวิชั่น

แต่แม้จะมีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับเชลซีมากมาย แลมพาร์ดก็ยังสู้ต่อไป เขาเลือกเชลซีไปแล้ว และจะไม่ย้ายทีมหนี เมื่อแฟนบอลยังคงสู้ ยังคงเชื่อมั่นว่าทีมจะประสบความสำเร็จได้ เขาก็จะเชื่อแบบนั้นเช่นกัน

กรกฎาคม 2003 หลังจากอยู่ในภาวะตึงเครียดมาทั้งในซีซั่น ในที่สุด โรมัน อบราโมวิช มหาเศรษฐีรัสเซีย ก็เข้ามาเทกโอเวอร์เชลซี โดยจ่ายหนี้สินคั่งค้างให้ทั้งหมด และนำเงินมหาศาลมาลงทุนพัฒนาทีม

สำหรับแลมพาร์ด จึงได้เห็นการเปลี่ยนผ่านของเชลซี ตั้งแต่ช่วงที่เป็นหนี้สินไม่มีเงินซื้อนักเตะมาสู่ยุคที่เชลซีกลายเป็นมหาเศรษฐี

สุดท้ายในซีซั่น 2004-05 ในที่สุด แลมพาร์ดก็ไปถึงแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกได้สำเร็จ

และรู้หรือไม่ เขาเป็นนักเตะคนเดียวในทีมเชลซีชุดนั้นที่ลงเล่นตัวจริงครบทั้ง 38 นัดด้วย

ลองคิดดูว่า ถ้าวันนั้นแลมพาร์ดเลือกอยู่เวสต์แฮมต่อ หรือเลือกไปลีดส์ หรือไปวิลล่า บางทีเขาอาจจะไม่ได้เห็นความสำเร็จอันหอมหวานแบบนี้

"เชลซีคือการย้ายทีมที่ถูกต้อง" แลมพาร์ดพูดตั้งแต่วันแรกที่ย้าย และพูดอีกหลายครั้งจนถึงวันนี้
 

ในเวลานี้ แลมพาร์ด กลับมาเชลซีอีกครั้งในฐานะผู้จัดการทีม

ในช่วงแรกมีเสียงวิจารณ์พอสมควร บางคนบอกว่า เอ๊ะ มันเร็วไปหรือเปล่า แลมพาร์ดสามารถเก็บประสบการณ์กับดาร์บี้ต่อไปอีกสักปีก็ได้ หากกระโดดมาเจอการแข่งขันระดับสูงเร็วขนาดนี้ เขาอาจเจอเกมหนัก ๆ ต่อเนื่องจนทำให้เสียความมั่นใจไปเลยก็ได้

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าแลมพาร์ดเป็น Fighter ในอดีตเขาเลือกย้ายมาเชลซี ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะถูกอบราโมวิชเทกโอเวอร์ในอนาคต เขาเริ่มนับหนึ่งกับทีมตั้งแต่แรก และเดินหน้าคว้าแชมป์ไปพร้อม ๆ กัน

ดังนั้น กับฤดูกาล 2019-20 แม้จะเริ่มต้นด้วยความพ่ายแพ้ต่อแมนฯ ยูไนเต็ด แต่เชลซีก็ยังคัมแบ็กกลับมาได้ ตอนนี้ผ่านไปแล้ว 29 นัด เชลซีมี 48 คะแนน อยู่อันดับ 4 ของตารางคะแนน และมีโอกาสดีมากที่จะได้สิทธิ์โควต้าแชมเปี้ยนส์ลีก อยู่ที่ว่าจะประคับประคองในช่วงโค้งสุดท้ายได้ดีแค่ไหน

ถ้าปีแรกของแลมพาร์ด เขาทำทีมจบท็อปโฟร์ได้ ถือว่าโอเคแล้ว และในปีหน้าเชลซีชุดนี้ บวกกับนักเตะตัวใหม่ที่กำลังย้ายมาอย่างฮาคิม ซิเยค ก็มั่นใจได้ว่า แลมพาร์ดจะมีโอกาสพาทีมไปไกลได้ยิ่งกว่าเดิม
 

ข่าวอื่นๆ