ไทย

ไร้อีโก้ โชว์ความยืดหยุ่น แท็กติกอันเช่สู่แชมป์พรีเมียร์ลีก โดย วิเคราะห์บอลจริงจัง

ในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกทั้ง 5 สมัยของเชลซี ซีซั่นที่เข้มข้นที่สุด และต้องลุ้นกันถึงวันสุดท้ายของฤดูกาล คือ ซีซั่น 2009-10 ยุคคาร์โล อันเชล็อตติ

 

ส่วนแชมป์อีก 4 สมัยที่เหลือ (มูรินโญ่ 3 ครั้ง , คอนเต้ 1 ครั้ง) ล้วนได้แชมป์ก่อนจะถึงเกมสุดท้ายของฤดูกาลทั้งสิ้น แต่กับ 2009-10 นี่ไม่เหมือนกัน ถ้าหากช่วงโค้งสุดท้ายเชลซีหลุดพลาดเสมอไปแม้แต่นัดเดียว จะโดนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แซงทันที

ถ้าเทียบกับปีอื่น ๆ เชลซีจะมีแผนการเล่นในใจเสมอ อย่างมูรินโญ่รู้ดีว่าเขาจะเซ็ตแผนด้วยระบบ 4-3-3 เช่นเดียวกับคอนเต้ ก็รู้ว่าตัวเองต้องใช้แผน 3-5-2 แต่ในซีซั่นแชมป์ของอันเชล็อตติ แผนการเล่นปรับเปลี่ยนไปตลอดแทบจะทุกช่วงของฤดูกาล ดังนั้นแฟนบอลถ้าให้นึก จะนึกไม่ออกว่าปีนั้นเชลซีได้แชมป์ด้วยการใช้แผนอะไรเป็นหลักกันแน่

แต่สิ่งที่เห็นคือความฉลาดของอันเชล็อตติ ที่พลิกแพลงแผนการเล่นได้ตลอด และความยืดหยุ่นของผู้เล่นที่ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวตามสถานการณ์ด้วย
 

การออกสตาร์ตในซีซั่น 2009-10 นั้น สื่อทุกสำนักยกให้แมนฯยูไนเต็ดของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเป็นเต็งหนึ่ง สาเหตุเพราะพวกเขาคือแชมป์เก่า 3 สมัยซ้อน แม้จะเพิ่งขายคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ให้เรอัล มาดริดไป แต่ศักยภาพโดยรวมยังแข็งแกร่งมาก เวย์น รูนี่ย์ และ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ยังอยู่ในแดนหน้าคอยถล่มประตู กองกลางก็มีทั้งพอล สโคลส์, ไรอัน กิ๊กส์, พาร์ค จี ซอง ส่วนแนวรับ ริโอ เฟอร์ดินานด์ กับ เนมานย่า วิดิช ก็ยังไม่ได้ไปไหน

ณ เวลานั้น เชลซีเป็นเต็ง 3 เท่านั้น จากผลงานจบอันดับ 3 ในซีซั่นก่อน นอกจากนั้น สื่อยังมองว่าการเปลี่ยนโค้ชใหม่ อาจจำเป็นต้องใช้เวลาจูนสักระยะด้วย ยากที่จะทำผลงานดีอย่างเปรี้ยงปร้าง

แต่สิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงคือ คาร์โล อันเชล็อตตินั้น มีความยอดเยี่ยมกว่าที่คิดมาก คือเรื่องฝีมือของเขา ไม่มีข้อสงสัยอยู่แล้ว อันเช่ พาเอซี มิลานได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก สองสมัย แท็กติกของเขาเชื่อใจได้ แต่จุดที่สำคัญกว่า คือเรื่องทางจิตวิทยา การใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้นักเตะในทีมมีความรู้สึกดี ๆ กับเขา และพร้อมจะเล่นเพื่อเขาอย่างเต็มที่

ตัวอย่างเช่น อันเชล็อตติ มารับงานวันแรกต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งตอนนั้นบรรดานักเตะต่างพักผ่อนในช่วงปิดฤดูกาลกันอยู่ ปรากฏว่าเขาโทรหานักเตะทีละคน เพื่อแนะนำตัว ทั้ง ๆ ที่ความจริง เขาคือผู้จัดการทีม และไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นก็ได้

"การสนทนากันครั้งแรกของผมกับคาร์โล เกิดขึ้นเพราะเขาโทรไปหาผมช่วงซัมเมอร์" ดิดิเยร์ ดร็อกบาเล่า "เขาโทรมาแนะนำตัว และบอกให้รู้ว่าอยากจะร่วมงานกับผมแค่ไหน ซึ่งมันน่าประทับใจมาก เพราะเขาไม่ต้องทำแบบนั้นเลย เขาสามารถรอจนถึงการซ้อมครั้งแรกเหมือนโค้ชทั่ว ๆ ไป แล้วค่อยคุยกันก็ได้ แต่เขาพยายามแสดงการให้เกียรตินักเตะในทีม มันทำให้ผมรู้สึกปลื้ม และรู้เลยว่านี่คือวิธีของโค้ชระดับโลก"

ชื่อเสียงที่สั่งสม และบุคลิกที่ให้เกียรติผู้อื่นเสมอ ทำให้นักเตะเชลซีอยากร่วมงานกับเขา ทุกคนรู้ว่าอันเชล็อตติมีศักยภาพที่จะพาทีมไปข้างหน้าได้

"ผมเคยทำงานร่วมกับโค้ชหลายคน และที่น่าสนใจคือ พวกเขา ตัวอย่างเช่นโชเซ่ มูรินโญ่ และกุส ฮิดดิงค์ ต่างพูดถึงอันเชล็อตติกันทั้งนั้น" แฟรงค์ แลมพาร์ดเผย "คนที่ใกล้ชิดกับเขาทุกคน พูดถึงเขาในแง่บวก ทั้งเรื่องนิสัยส่วนตัว และเรื่องความสามารถในการคุมทีม"

การทำให้นักเตะในทีมประทับใจ ถือเป็นการออกสตาร์ตที่ดีมาก นักเตะรับฟังในสิ่งที่อันเชล็อตติพยายามจะบอก และการแก้แท็กติกต่าง ๆ ในสนาม ก็พร้อมทำตามโดยดี เพราะรู้ว่านี่คือกุนซือระดับโลก
 

การทำงานในช่วงแรกนั้น แผนการเล่นที่อันเชล็อตติเลือกใช้คือ 4-4-2 แบบไดอามอนด์ ซึ่งเป็นแผนการเล่นที่เขาถนัดที่สุดตั้งแต่คุมเอซี มิลานแล้ว

อันเช่ ถนัดระบบคู่หน้ามาตลอด อย่างตอนได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในปี 2003 เขาใช้คู่หน้าคือ ฟิลิปโป้ อินซากี้ กับ อันเดร เชฟเชนโก้ โดยมีรุย คอสต้าเป็นกองกลางตัวรุก และมีอันเดรีย ปิร์โล่ ยืนต่ำสุดคอยคุมจังหวะเกม

แต่ปัญหาคือพอย้ายมาเชลซีแล้ว นักเตะในทีมไม่คุ้นชินนักกับระบบ 4-4-2 เพราะทุกคนเล่น 4-2-3-1 หรือ 4-3-3 มาตลอด ตั้งแต่ยุคอัฟรัม แกรนต์ มาจนถึงกุส ฮิดดิงค์

ถ้าจะถามว่าเชลซีในหน้าคู่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ อาจต้องย้อนกลับไปในซีซั่น 2005-06 โน่นเลย ที่มูรินโญ่ จับเอาดร็อกบา กับเฮอร์นัน เครสโป ยืนคู่กันในหลายเกม แต่หลังจากนั้นมาเราไม่ค่อยเห็นนักที่เชลซีจะใช้ 4-4-2 อย่างจริงจังแบบนี้

ในช่วงแรก ๆ 4-4-2 ไดอามอนด์ก็ดูเหมือนจะโอเค ในตำแหน่งคู่หน้า อันเชล็อตติใช้ดร็อกบา ยืนคู่กับนิโกลาส์ อเนลก้า ส่วนกองกลางตัวรุกใช้ แลมพาร์ด โดยมีโจ โคลสลับลงในบางเกม ส่วนมิดฟิลด์ตัวกลางใช้ มิชาเอล บัลลัค เดโก้ และจอน โอบี มิเกล สลับกันเล่น ขณะที่กลางรับที่เคยเป็นตำแหน่งของอันเดรีย ปิร์โล่ อันเช่ ใช้มิกาแอล เอสเซียงยืนแทน

โอเคว่า เอสเซียง อาจจะไม่ได้จ่ายบอลได้หลากหลายเหมือนปิร์โล่ แต่จุดเด่นที่เอสเซียงมีคือพลังในการวิ่งทั่วสนาม ความฟิตที่ไม่เคยหมด และการเล่นเกมรับที่ดีมาก ซึ่งทำให้ทีมมีความสมดุลเช่นเดียวกัน

14 เกมแรก เชลซีชนะไป 12 นัด เก็บไป 36 แต้มนำเป็นจ่าฝูงแบบสวย ๆ และมีสิทธิจะสปรินท์รวดเดียวคว้าแชมป์แบบม้วนเดียวจบ

ข้อเสียของการใช้ระบบ 4-4-2 นั้น คือทีมจะขาดพลังในการโจมตีริมเส้นไป เพราะไม่มีปีกธรรมชาติ จริงอยู่ว่าดร็อกบา กับอเนลก้า ก็ถ่างไปยืนด้านข้างได้ แต่มันก็ไม่ใช่ตำแหน่งธรรมชาติของพวกเขาอยู่ดี โดยเฉพาะดร็อกบา ที่เป็นเครื่องจักรถล่มประตู ถ้าไม่อยู่ในกรอบเขตโทษ แล้วเป้าหมายในการจบสกอร์จะเป็นใครล่ะ?

ดังนั้นอันเช่จึงแก้ปัญหาริมเส้นด้วยการใช้แบ็กจอมลุย ทั้งแอชลีย์ โคล ทางฝั่งซ้าย และ โชเซ่ โบซิงวา ทางฝั่งขวา ดังนั้นเกมรุกด้านข้างก็ยังพอโอเคอยู่
 

แต่ปัญหาสำคัญเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนตุลาคม เนื่องจากโชเซ่ โบซิงวา ที่เป็นตัวจริงทุกนัดตั้งแต่เริ่มฤดูกาล เจ็บหัวเข่ายาว และต้องพัก 1 ปีเต็ม นั่นแปลว่า เชลซีต้องเอาบรานิสลาฟ อิวาโนวิช ถ่างมายืนเป็นแบ็กขวาแทน ซึ่งอิวาโนวิชเป็นกองหลังที่ยอดเยี่ยม แต่เรื่องสปีดและความเร็วต้องยอมรับจริง ๆ ว่า โบซิงวาเร็วกว่า และเหมาะกว่ากับระบบ 4-4-2 แบบไดอามอนด์ เพราะสามารถเติมขึ้นไปได้เหมือนกับปีก

จุดสำคัญของทีมไหนก็ตาม ที่จะใช้ 4-4-2 แบบไดอามอนด์แล้วเวิร์ค คือต้องมีฟูลแบ็กที่เร็ว และมีพลังในเกมรุกดีมาก ดังนั้นเชลซีจึงเริ่มสะดุดตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมา จากที่ชนะมา 12 จาก 14 เกม ใน 6 เกมต่อมา เชลซีชนะ 2 เสมอ 3 แพ้ 1

ในเดือนธันวาคมเชลซีออกสตาร์ตด้วยการแพ้แมนฯซิตี้ 2-1 ตามด้วยเสมอเอฟเวอร์ตัน 3-3 ชนะ ปอร์ทสมัธแบบหืดจับ 2-1 โดยมาได้จุดโทษในช่วง 10 นาทีสุดท้าย จากนั้นเสมอเวสต์แฮม 1-1 และ เสมอเบอร์มิงแฮม 0-0 ก่อนส่งท้ายปี 2009 ด้วยการชนะฟูแล่ม 2-1 ชนิดที่ต้องยิงแซงกันอย่างเหน็ดเหนื่อย

6 เกมในเดือนธันวาคม เกมที่ชนะก็ชนะแบบหืดจับมาก ส่วนเกมที่เหลือก็มีทั้งแพ้ ทั้งเสมอ ซึ่งว่ากันแฟร์ ๆ นี่ไม่ใช่ฟอร์มของทีมระดับลุ้นแชมป์

ถึงตรงนี้อันเชล็อตติก็รู้แล้วว่า 4-4-2 ไดอามอนด์ไม่เวิร์กนัก คู่แข่งเริ่มจับทางได้แล้ว ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ทีมต้องเจอความลำบากแน่

เข้าสู่เดือนมกราคม สถานการณ์บังคับให้อันเชล็อตติ ต้องแก้แผนการเล่นนั่นเพราะดิดิเยร์ ดร็อกบา และซาโลมง กาลู ต้องเดินทางไปแข่งแอฟริกันเนชั่นส์คัพ กาลูยังไม่เท่าไหร่ แต่กรณีของดร็อกบา นี่เป็นคีย์แมนที่สำคัญมากในแดนหน้า เมื่อไม่มีดร็อกบา กองหน้าที่เหลือก็มีเพียง ฟาบิโอ บอรินี่ กับกาแอล กากูต้า ที่อายุแค่ 17 ปี ดาเนียล สเตอร์ริดจ์หัวหอกวัย 19 ที่เพิ่งย้ายมาใหม่ และ นิโกลาส์ อเนลก้าเท่านั้น

คนที่มีประสบการณ์ในเกมระดับสูง อาจมีเพียงแค่อเนลก้า ดังนั้นอันเชล็อตติก็จำเป็นต้องแก้สถานการณ์ ด้วยการเปลี่ยนแผนมาใช้ระบบ "ต้นคริสต์มาส" หรือ 4-3-2-1 โดยวางอเนลก้ายืนเป็นหน้าเป้าคนเดียว และใส่กองกลางตัวรุกสองคน คือโจ โคล กับฟลอรองต์ มาลูด้า คอยซัพพอร์ตอยู่ด้านหลัง

ปรากฏว่าสามประสาน อเนลก้า-โคล-มาลูด้า เล่นได้อย่างเหลือเชื่อมาก เชลซีถล่มซันเดอร์แลนด์ 7-2 ตามด้วยอัดเบอร์มิงแฮม 3-0 และบุกไปชนะเบิร์นลีย์ 2-1 สามเกมที่ไร้ดร็อกบา ทีมชนะ 100% เต็ม

ความฉลาดของอันเช่ คือเมื่อมีตัวผู้เล่นที่เหมาะกับแผน A ไม่อยู่ เขาก็พร้อมพลิกแพลงไปหาแผน B ทันที
 

แต่การกลับมาของดร็อกบา จากเนชั่นส์คัพ ทำให้อันเช่ ต้องเจอปัญหาในการจัดตัวผู้เล่นอีกครั้ง เพราะดร็อกบาคือดาวซัลโวของทีม เป็นไปไม่ได้ที่จะโดนดร็อป แต่ทีมก็กำลังเล่นได้โอเคอยู่ สุดท้ายในเกมเจอฮัลล์ ซิตี้ อันเชล็อตติจึงตัดสินใจ ปรับมาใช้ 4-4-2 ไดอามอนด์อีกครั้ง เอาดร็อกบา ยืนหน้าคู่กับอเนลก้า และผลลัพธ์คือ เสมอ 1-1

ตอนนี้ทีมในพรีเมียร์ลีก จับทางแผน 4-4-2 ของเชลซีได้แล้ว ถึงตรงนี้อันเช่รู้แล้วว่า ในช่วงที่เหลือของฤดูกาล เขาจะกลับไปใช้แผนเดิมไม่ได้อีกแล้ว จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอีกครั้ง

ความกดดันของเชลซีคือพอเสมอฮัลล์ ซิตี้ ทำให้แมนฯยูไนเต็ดอันดับ 2 ของตาราง ไล่จี้มาห่างแค่ 2 แต้มเท่านั้น แปลว่าถ้าเชลซีไปพลาด ไปสะดุดอีกล่ะก็ มีโอกาสโดนผีแดงปาดหน้าแซงอย่างเจ็บปวดกันเลยทีเดียว

ดังนั้นเกมที่ 25 ของฤดูกาล ที่เจออาร์เซน่อล ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ อันเช่ จึงตัดสินใจใช้ระบบใหม่ คือ 4-3-3 เขาใช้ดร็อกบายืนเป็นหน้าเป้า และจับเอาอเนลก้าไปยืนริมเส้น เช่นเดียวกับมาลูด้า

เกมนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะอันเช่ได้ค้นพบว่าเชลซีในระบบ 4-3-3 ดูเป็นธรรมชาติมากกว่า ที่สำคัญการวางดร็อกบายืนค้ำหน้าเป้าคนเดียว มันทำให้เขาปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ด้วย

อาร์เซน่อลคือคู่แข่งที่น่ากลัว อาร์แซน เวนเกอร์จัดไลน์อัพที่โอเค มีกาแอล กลิชี่, วิลเลียม กัลลาส, โทมัส แฟร์มาเล่น และ บาการี่ ซาญ่า เป็นแผงแบ็กโฟร์ คือไม่ใช่จะเจาะกันได้ง่าย ๆ แต่พอเชลซีเซ็ตระบบเป็น 4-3-3 แล้ว เกมนั้นไหลลื่นมาก โดยเฉพาะเกมโต้กลับที่มีประสิทธิภาพมาก

เชลซีนำ 1-0 จากลูกเตะมุม มาลูด้าเปิดให้จอห์น เทอร์รี่ โหม่งเช็ดให้ดร็อกบาชาร์จจ่อ ๆ แต่ไฮไลต์ของเกมนี้คือลูกที่ 2 ในนาทีที่ 23 จากจังหวะโต้กลับเร็ว แลมพาร์ดสปรินท์ตัวจากแดนตัวเอง ขึ้นมาถึงฝั่งอาร์เซน่อล โดยมีสามอ็อปชั่นให้เลือก ดร็อกบาฉีกไปด้านขวา อเนลก้าสปีดไปในกรอบ 6 หลา ส่วนมาลูด้ายืนรอตรงกลาง เผื่อแลมพาร์ดคิดจะอยากเซ็ตเกมช้า ๆ

แลมพาร์ดเลือกดร็อกบา ที่อยู่ขวาสุด ซึ่งดร็อกบาล็อกหลบกลิชี่ ก่อนจะมีทางเลือกมหาศาล จะจ่ายให้มาลูด้าที่รอโล่ง ๆ ก็ได้ หรือจะเปิดลึกเสาสองให้อเนลก้าก็ได้ แต่ดร็อกบาเลือกแต่งบอลเข้าซ้ายแล้วอัดเต็มข้อ บอลพุ่งวาบเสียบตาข่ายอย่างเพอร์เฟ็กต์มาก ให้เชลซีนำ 2-0

ประตูนี้จะเห็นได้ว่า การวางแนวรุกสามตัว สร้างมิติให้เชลซีอย่างมาก ถ้าดร็อกบาไปรับบอลริมเส้น อเนลก้าจะสวิตช์มายืนตรงกลาง เช่นเดียวกับมาลูด้าที่จะรู้หน้าที่ของตัวเอง วิ่งไปรอเป็นทางเลือกให้ดร็อกบาทันที

เชลซีชนะอาร์เซน่อล 2-0 มาถึงตรงนี้อันเชล็อตติ ตัดสินใจพับแผน 4-4-2 ของตัวเองไปก่อน แล้วใช้ 4-3-3 ในช่วงราว 10 เกมสุดท้ายของซีซั่น

กองกลางคนที่ยืนพื้นลงแน่ ๆ คือ แลมพาร์ด กับบัลลัค ส่วนอีกหนึ่งตำแหน่งก็จะเป็นการโรเทชั่นไป ส่วนแนวรุกก็เช่นกัน ดร็อกบา กับอเนลก้าการันตีพื้นที่ ส่วนอีกคนก็จะหมุนวนไป บางนัดใช้ซาโลมง กาลู บางเกมก็ใช้ฟลอรองต์ มาลูด้า
 

การเปลี่ยนแผนทำให้เชลซีมีประสิทธิภาพในเกมรุกที่เหลือเชื่อมาก และไล่ยิงคู่แข่งแบบเละเทะเกมแล้วเกมเล่า

นัดที่ 29 อัดเวสต์แฮม : 4-1 ดร็อกบายิง 2 มาลูด้ายิง 1 อเล็กซ์ยิง 1

นัดที่ 31 บุกไปสอยปอร์ทสมัธ 5-0 : ดร็อกบายิง 2 มาลูด้ายิง 2 แลมพาร์ดซัดปิดกล่องอีก 1

นัดที่ 32 ขยี้แอสตัน วิลล่า 7-1 : แลมพาร์ดยิง 4 มาลูด้ายิง 2 กาลูเก็บตกอีก 1

นัดที่ 36 ถล่มสโต๊ค 7-0 : กาลูแฮตทริก มาลูด้ายิง 1 สเตอร์ริดจ์ 1 แลมพาร์ด 2

จะเห็นว่าบรรดาตัวรุกได้ปล่อยของกันหมด ดร็อกบายิงได้ต่อเนื่อง เช่นเดียวกับมาลูด้า หรือกาลู ก็ซัดได้ตลอด ไม่มีขาดช่วง

เชลซียึดแผนนี้มาตลอดจนถึงนัดที่ 37 ของฤดูกาล พวกเขามี 83 แต้ม นำหน้าอันดับ 2 แมนฯยูไนเต็ดอยู่ 1 คะแนน ซึ่งนั่นแปลว่า เกมสุดท้ายที่เจอกับวีแกน แอธเลติก ขอแค่เชลซีชนะไม่ว่าจะสกอร์เท่าไหร่ พวกเขาจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ทันที

ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นงานที่ง่าย เพราะวีแกนไม่มีลุ้นอะไรอีกแล้วในฤดูกาลนี้ พวกเขารอดตกชั้นไปแล้ว ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร แถมยังเล่นในสแตมฟอร์ด บริดจ์อีกต่างหาก อย่างไรก็ตาม ถ้าดูสถิติแล้ว ในช่วงต้นฤดูกาล วีแกนทีมนี้ล่ะ ที่เอาชนะเชลซีมาได้ก่อน 3-1 ในบ้านตัวเอง ดังนั้นถ้าหากอันเชล็อตติไม่ระวัง ก็อาจมีเซอร์ไพรส์เช่นกัน

นัดสุดท้าย อันเชล็อตติ โชว์กึ๋นเรื่องแท็กติกอีกรอบ ด้วยการใช้แผน 4-2-4 เกมรุกเต็มรูปแบบ เพื่อขยี้วีแกนให้ราบคาบ

จริง ๆ ตัวผู้เล่นเชลซีนั้น ก็มีกองกลางที่เล่นเกมรับได้อย่างเนมานย่า มาติชอยู่ แต่อันเชล็อตติมองว่าไม่จำเป็น เขาใช้แค่แฟรงค์ แลมพาร์ด กับ มิชาเอล บัลลัค ยืนเป็นคู่มิดฟิลด์ ขณะที่ตัวรุก 4 คน ใช้ ดร็อกบากับอเนลก้าตรงกลาง ซ้ายขวา มีกาลู กับ มาลูด้า

อันเชล็อตติรู้ดีว่า วีแกนไม่มีส่วนได้เสียอะไรแล้ว และไม่แปลกถ้าจะมาอุด ดังนั้นเขาจึงอัดตัวรุกอย่างเต็มสูบไปเลย ซึ่งว่ากันตรง ๆ ก็ถือว่าผิดวิสัยสำหรับกุนซืออิตาเลียน ที่มักจะสนใจเรื่องเกมรับเป็นหลัก แต่นัดนี้อันเชล็อตติประเมินแล้วว่า อีกสนาม แมนฯยูที่เล่นในบ้านเจอสโต๊ค ไม่พลาดเก็บชัยชนะแน่ ดังนั้นเขาต้องทำยังไงก็ได้ เพื่อยิงวีแกนให้ได้เร็วที่สุด
 

บทสรุปคือเชลซีชนะ 8-0 อเนลก้ายิง 2 แลมพาร์ดยิง 1 กาลูยิง 1 ดร็อกบายิงแฮตทริกคว้าดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก และ ปิดท้ายด้วยแอชลีย์ โคลในนาทีที่ 90

ชัยชนะ 8-0 ถือเป็นสกอร์ที่ขาดลอยที่สุดในประวัติศาสตร์ 105 ปีของสโมสร ซึ่งด้วยการยิงรัวในเกมสุดท้ายส่งผลให้เชลซีกลายเป็นทีมแรกในรอบ 46 ปี ที่จบซีซั่นด้วยการยิงในลีกสูงสุดได้เกิน 100 ลูก นอกจากนั้นยังเป็นทีมที่ทำประตูได้สูงสุดตลอดกาลนับตั้งแต่ก่อตั้งพรีเมียร์ลีกที่จำนวน 103 ประตู ก่อนจะถูกแมนฯซิตี้ ทำลายสถิติได้ที่จำนวน 106 ลูก ในปี 2018

เชลซีคว้าแชมป์ฤดูกาล 2009-10 ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ และสำหรับอันเชล็อตติ แค่ปีแรกที่มาคุมทีม ก็สร้างผลงานมาสเตอร์พีซด้วยการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดทันที เป็นการเปิดตัวที่อลังการมาก สำหรับกุนซืออิตาเลียนรายนี้
 

ที่น่าประทับใจมากที่สุด คือความสามารถในการ "พลิกแพลง" สถานการณ์ของอันเชล็อตติ ตามปกติแล้วเรานึกถึงทีมฟุตบอลที่ได้แชมป์ เราจะรู้เลยว่า ไลน์อัพ 11 ตัวจริงจะเป็นใคร โค้ชใช้แผนไหน

แต่ในซีซั่น 2009-10 เป็นอะไรที่ประหลาด คือถ้าให้แฟนบอลนึกว่า 11 ผู้เล่นดีที่สุดคือใคร จะนึกออกยากมาก เพราะทุกคนช่วยกันหมด และแผนก็ปรับเปลี่ยนไปตลอด

จาก 4-4-2 ไดอามอนด์ สู่ 4-3-2-1 แบบต้นคริสต์มาส ไปสู่ 4-3-3 และปิดท้ายด้วย 4-2-4 ในเกมตัดสินแชมป์

เครดิตนี้ ต้องมอบให้นักเตะทุกคนที่ไม่ยึดติดกับแผนใดแผนหนึ่ง สามารถปรับตัวเข้ากับทุกแผนได้อย่างดี และแน่นอนต้องสดุดีอันเชล็อตติด้วย ที่โชว์ความยืดหยุ่น และวางเป้าหมายสำคัญที่สุดคือชัยชนะ

ในวันนี้ แชมป์ซีซั่น 2009-10 ผ่านมาแล้ว 10 ปีเต็ม แต่เชื่อได้เลยว่าแฟนเชลซียังจดจำความระทึกที่ลุ้นตลอดซีซั่นได้เสมอ กับปีที่ต้องตัดสินแชมป์กันในวันสุดท้าย
 

ข่าวอื่นๆ