ไทย

7 เดือนของราฟา จากความโกรธ สู่คำขอบคุณ โดย วิเคราะห์บอลจริงจัง

ราฟาเอล เบนิเตซ อาจมีช่วงเวลาที่อยู่กับเชลซีสั้นมาก แค่ 1 ฤดูกาลเท่านั้น แต่ทว่าเป็น 1 ปีที่มีสตอรี่มากมายอย่างแท้จริง วันนี้เราจะรำลึกอดีตไปดูโมเมนต์อันน่าทึ่งของ "ราฟา" กัน

 

ย้อนกลับไปในฤดูกาล 2012-13 เชลซีมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เริ่มจากดิดิเยร์ ดร็อกบาย้ายทีมไปเล่นให้เซี่ยงไฮ้ เซินหัวในประเทศจีน รวมถึงผู้เล่นตัวหลักอีกหลายคน เช่นโชเซ่ โบซิงวา ไปควีนสพาร์ก เรนเจอร์ส, ซาโลมง กาลู ไปลิลล์ และ ราอูล เมยเรเลส ไปเฟเนร์บาห์เช่

มีตัวใหม่เข้ามาหลายคน เช่น เอแด็น อาซาร์, ออสการ์ และเซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ซึ่งทุกคนจำเป็นต้องใช้เวลาจูนเครื่องให้กับเข้าสไตล์การเล่นฟุตบอลอังกฤษ และระบบการเล่นของเชลซี

ขณะที่ตำแหน่งผู้จัดการทีม ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ กุนซือขัดตาทัพ ที่รับงานคุมแทนอันเดร วิลลาช-โบอาชเมื่อซีซั่นก่อน จนพาเชลซีคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกได้สำเร็จ ได้รับสัญญาออกไปอีก 2 ปี โดยตอนนี้ เชลซีกำลังจะเดินหน้าสร้างทีมใหม่ โดยมีเป้าหมายคือกลับไปอยู่ท็อปโฟร์ของตารางให้ได้อีกครั้ง หลังจากปีก่อนหลุดมาไกลถึงอันดับ 6
 

เปิดฉากมา 8 เกมแรก ดิ มัตเตโอทำผลงานได้เยี่ยมมาก ๆ เชลซีชนะ 7 เสมอ 1 นำเป็นจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีกอย่างสวยงาม ทุกอย่างเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร ส่วนในแชมเปี้ยนส์ลีกเชลซีอยู่ในกลุ่มเดียวกับยูเวนตุส ชัคตาร์ โดเน็ตส์ และ นอร์เยลลันด์ ซึ่งแม้จะตึง ๆ หน่อย แต่เชลซีก็ยังทำผลงานได้โอเค ผ่าน 4 เกมแรกมี 7 แต้มนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มอี ดูทิศทางแล้ว น่าจะผ่านเข้ารอบต่อไปได้

อย่างไรก็ตามสถานการณ์กลับพลิกผันอย่างรวดเร็ว ในพรีเมียร์ลีก จากที่ชนะมารัว ๆ ตั้งแต่เกมที่ 9 ของฤดูกาล พวกเขาแพ้แมนฯ ยูไนเต็ด ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ จากนั้นมาก็เสมอสวอนซี 1-1 ตามด้วยเสมอลิเวอร์พูล 1-1 และ แพ้เวสต์บรอมวิช 2-1 เท่ากับว่า 4 เกมในลีกของเชลซี ไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลย จากตำแหน่งจ่าฝูง ก็ร่วงไปอยู่ที่ 3 ของตาราง

ยิ่งไปกว่านั้น ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จากที่จะเข้ารอบอยู่ดี ๆ เกมที่ 5 ในรอบแบ่งกลุ่มเชลซีไปเยือนยูเวนตุส และแพ้กระจุย 3-0 ทำให้ตกสถานการณ์คับขันสุด ๆ ที่จะตกรอบแบ่งกลุ่ม

เมื่อโมเมนตั้มของทีมเริ่มมีปัญหา นั่นทำให้เชลซีตัดสินใจแยกทางกับ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ โดยแถลงการณ์ของสโมสรระบุว่า

"เจ้าของทีมและบอร์ดบริหาร ขอขอบคุณโรแบร์โต้ กับสิ่งที่ทำเพื่อสโมสรมาตั้งแต่เดือนมีนาคม โรแบร์โต้ช่วยให้เราคว้าแชมป์ยุโรปครั้งประวัติศาสตร์ และคว้าแชมป์เอฟเอคัพสมัยที่ 7 เราจะไม่ลืมความยิ่งใหญ่ที่เขาสร้างไว้ และไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ จะยินดีต้อนรับเขาเสมอ"

การเปลี่ยนผู้จัดการทีมอย่างกะทันหัน ทำให้สโมสรต้องหาคนเข้ามารับงานเฉพาะกิจ ซึ่งสุดท้ายก็เลือกราฟาเอล เบนิเตซ ผู้จัดการทีมชาวสเปน ที่กำลังว่างงานอยู่ เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราว โดยมีภารกิจคุมทีมจนจบซีซั่น 2012-13

แถลงการณ์ของสโมสรระบุว่า "เจ้าของทีมและบอร์ดบริหาร คิดว่าเบนิเตซมีประสบการณ์ในฟุตบอลระดับสูงสุด และสามารถพาเราไปถึงเป้าหมายได้ทันที เขามีดีกรีผู้จัดการทีมแห่งปีของยูฟ่า 2 สมัย การันตีความสามารถอยู่แล้ว"
 

ณ เวลานั้น ราฟาว่างงานอยู่ หลังจากแยกทางกับอินเตอร์ มิลานในปี 2010 คือถ้าพูดถึงความสามารถนี่เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในตลาดแล้ว เพราะเบนิเตซรู้จักฟุตบอลอังกฤษเป็นอย่างดี จากช่วงเวลาที่เคยคุมลิเวอร์พูลมาก่อน สามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว สื่อสารกับนักเตะในทีมได้อย่างไม่มีปัญหา

นอกจากนั้นยังมีประสบการณ์เชี่ยวกรากในเวทียุโรป เคยคว้าแชมป์ทั้งยูโรป้าลีก (ในชื่อเดิมยูฟ่า คัพ) กับบาเลนเซีย และแชมเปี้ยนส์ลีกกับลิเวอร์พูล ดังนั้นถ้าหากเชลซีร่วงตกรอบจากเวทีแชมเปี้ยนส์ลีก หล่นไปเล่นยูโรป้าลีกจริง ๆ ก็มั่นใจว่า ภายใต้ราฟา ทีมจะทำผลงานได้ดี

"เป้าหมายที่โรมัน อบราโมวิชต้องการจากผมคือ จบท็อปทรี" เบนิเตซให้สัมภาษณ์ "และเป้าหมายที่สองคือคว้าแชมป์ยูโรป้าลีกให้ได้"

แน่นอน ถ้ามองในแง่ผลงานตอนท้ายที่สุด ก็ชัดเจนว่ามันคือตัวเลือกที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ฝั่งสโมสรเองก็ไม่คาดคิดเหมือนกัน คือในช่วงแรก ราฟา เบนิเตซ จะได้รับแรงต่อต้านจากแฟนคลับบางส่วนของสโมสร
 

ในสมัยที่คุมลิเวอร์พูล มีหลายครั้งที่ราฟาเอง กระทบกระทั่งกับเชลซี ตัวอย่างเช่นในปี 2008 เขาเคยวิจารณ์ดิดิเยร์ ดร็อกบาว่าชอบพุ่งล้ม รวมถึงเคยประกาศไว้ในปี 2007 ว่า "เชลซีเป็นสโมสรใหญ่และมีนักเตะชั้นดีมากมาย โค้ชทุกคนก็อยากมาทำงานร่วมกับเชลซีทั้งนั้น แต่ผมไม่มีวันรับงานที่นี่ เพราะผมเคารพต่อลิเวอร์พูล ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ทีมเดียวในอังกฤษของผม จะเป็นลิเวอร์พูลเสมอ"

เกมแรกของราฟา คือการคุมเชลซี เล่นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เจอกับแชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปรากฏว่า แท็กติกของราฟายังคงยอดเยี่ยมอยู่ เชลซีสู้ได้ไม่เป็นรอง ก่อนจบด้วยสกอร์ 0-0 ชนิดที่เกือบชนะด้วย อย่างไรก็ตาม มีแฟนๆบางส่วนโห่ใส่เขาในสนามแข่งขัน ซึ่งเหตุผลก็เข้าใจได้ เพราะเขาเคยอยู่กับลิเวอร์พูลซึ่งเป็นคู่ปรับสำคัญของเชลซีมาก่อน 

"ผมเข้าใจได้ถึงเสียงโห่ เพราะในอดีตผมเคยอยู่กับทีมคู่แข่งมาก่อน แต่ผมอยากยืนยันว่า ผมเป็นมืออาชีพ ผมจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ลุล่วง และจะคว้าชัยมาให้สโมสรให้ได้ ผมคิดว่าตัวเองกับแฟน ๆ เชลซี เราน่าจะมีเป้าหมายตรงกัน คืออยากให้ทีมเป็นผู้ชนะ"

ดังนั้นแม้จะมีแรงกดดัน แต่ราฟา ก็ยังเดินหน้าทำทีมต่อไป เป้าหมายของเขาคือสร้างความแข็งแกร่งให้สโมสร กลับมายืนในท็อปโฟร์อย่างมั่นคง

ในเกมแชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ราฟาพาเชลซี ลงเล่นนัดสุดท้าย เจอกับนอร์ดเยลลันด์ของเดนมาร์ก ก่อนเอาชนะไปอย่างขาดลอยด้วยสกอร์ 6-1 แต่โชคร้ายที่ผลการแข่งขันอีกคู่ไม่เป็นใจนัก ยูเวนตุส บุกไปชนะชัคตาร์ โดเน็ตส์ได้คาบ้าน ทำให้สถานการณ์ในตารางคะแนนพลิกผัน เชลซีตกมาอยู่อันดับ 3 ของกลุ่ม ไม่สามารถผ่านเข้าไปป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ ทำได้เพียงเล่นในถ้วยยูโรป้าลีกเท่านั้น
 

ขณะที่ผลงานในลีก 3 เกมแรกของราฟา ไม่ชนะใครเลย แต่พอเข้าเกมที่ 4 เชลซีบุกไปชนะซันเดอร์แลนด์ ตามด้วยถล่ม แอสตัน วิลล่า 8-0 จากนั้นคว้าชัยในเกมเยือน 2 นัดติดต่อกัน กับ นอริช และ เอฟเวอร์ตัน ทีมเกาะอันดับ 3 ของตารางได้อย่างเหนียวแน่น แม้จะโดนทั้งอาร์เซน่อล และสเปอร์สไล่บี้มาก็ตาม

สิ่งที่ราฟาเห็นคือเชลซี มีปัญหาเกมรับมากเกินไป ใน 6 เกมสุดท้ายของดิ มัตเตโอ ในพรีเมียร์ลีก เชลซีเก็บคลีนชีทไม่ได้เลยแม้แต่เกมเดียว ดังนั้นก่อนที่จะไปยกระดับเกมรุก อย่างน้อยเขาต้องสร้างฐานเกมรับให้แข็งแกร่งก่อน

ระบบของราฟา ที่ใช้ปกติอยู่แล้วคือ 4-2-3-1 ซึ่งเป็นระบบเดียวกับดิ มัตเตโอ ดังนั้นนักเตะไม่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมาก ใช้แผนเดิมเลย แต่จะมีความแตกต่างกันที่ดีเทล นั่นคือแผน 4-2-3-1 ปีกสองข้างของดิ มัตเตโอ จะได้โอกาสบุกอย่างเป็นอิสระ โดยไม่ต้องพะวงเรื่องเกมรับ นั่นทำให้ฟูลแบ็กทั้งสองข้างคือ ไรอัน เบอร์ทรานด์ และแอชลีย์ โคล (แบ็กซ้าย) กับ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช กับ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า (แบ็กขวา) ต้องเจองานหนักมากในการรับมือกับปีกคู่แข่ง เพราะไม่มีเพื่อนร่วมทีมมาช่วยเล่นเกมรับ

ซึ่งเมื่อราฟากลายมาเป็นผู้จัดการทีม เขาแก้ไขปัญหาตรงนี้ทันที สามตัวรุก ไม่ว่าใครจะลงเล่น จะเล่นเกมรุกอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องถอยมาเล่นเกมรับด้วย

ขณะที่เซ็นเตอร์แบ็ก ด้วยความที่จอห์น เทอร์รี่ มีปัญหาความฟิตอย่างต่อเนื่องในฤดูกาลนี้ ทำให้ราฟาตัดสินใจพักเทอร์รี่ และเอาดาวิด ลุยซ์ ,บรานิสลาฟ อิวาโนวิช และ แกรี่ เคฮิลล์ มาผลัดกันยืนในตำแหน่งนี้

โดยกรณีของดาวิด ลุยซ์นั้น บางเกมจะถูกราฟาดันขึ้นไปเล่นเป็นกองกลาง เพื่อยืนคู่กับแฟรงค์ แลมพาร์ดด้วย ซึ่งหลาย ๆ เกมที่ลุยซ์เล่นกลางรับเขาก็ทำได้ดี ไม่มีข้อบกพร่องอะไรเลย

ส่วนตำแหน่งกองหน้านั้น ราฟาเลือกใช้งานเฟอร์นันโด ตอร์เรส สลับกับเดมบ้า บา ที่ย้ายมาในเดือนมกราคม โดยกรณีของตอร์เรสนั้น ราฟาไม่ได้ใช้งานเขาให้ยืนค้ำในเขตโทษเหมือนเดิม แต่จับเอาตอร์เรสวิ่งไปทั่วสนาม บางครั้งก็ฉีกไปริมเส้น บางครั้งก็ถอยลงไปเชื่อมเกมกับกองกลาง
 

ตอร์เรสเล่นดีขึ้นอย่างชัดเจน และภายใต้ราฟา ทำให้ตอร์เรสมีสถิติยิงประตูได้ 22 ลูก ทุกรายการ ในซีซั่น 2012-13 ซึ่งเป็นปีที่ยิงได้มากที่สุดตลอดเวลา 3 ปีครึ่งที่เล่นอยู่กับเชลซีด้วย

แม้อาจจะไม่ได้หัวใจของแฟน ๆ เต็มร้อย แต่เบนิเตซทำอย่างที่เขาพูดจริง ๆ นั่นคือเขาจะทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ เพื่อเป้าหมายหลักคือพาทีมชนะ และทำอันดับไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกอีกครั้งให้ได้

เชลซีเก็บชัยชนะในพรีเมียร์ลีกมาได้เรื่อย ๆ อาจจะชนะไม่เยอะ 1-0,2-0 หรือ 2-1 แต่ทีมก็ชนะอย่างสม่ำเสมอมาก โดยในเกมที่ 35 ของฤดูกาล เชลซีต้องไปเยือนว่าที่แชมป์ แมนฯยูไนเต็ด ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่งในภาพรวมเชลซีเสียเปรียบมาก เพราะเล่นเป็นเกมเยือน แถมนั้นนี้ เอแด็น อาซาร์ มีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้ออีกต่างหาก ไม่มีชื่อลงเล่นทั้งตัวจริง และตัวสำรอง แต่สุดท้ายเชลซีก็ยังสามารถเอาชนะได้

คือแม้จะโดนอาร์เซน่อล และสเปอร์สไล่บี้มาแค่ไหน แต่ราฟานั้นไม่พลาดเลย เขาประคองทีมจนจบอันดับ 3 ของลีกได้สำเร็จ คือในยุคนั้น ถ้าคุณจบอันดับ 4 ต้องไปเตะเพลย์ออฟอีกหนึ่งรอบ เพื่อตัดสินว่าจะได้เข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มของแชมเปี้ยนส์ลีกหรือไม่ แต่เมื่อเชลซีคว้าอันดับ 3 ได้ ก็ไม่มีปัญหา เข้ารอบแบ่งกลุ่มโดยอัตโนมัติ

เท่ากับว่าเป้าหมายแรก ที่โรมันขอจากเบนิเตซคือจบท็อปทรี เขาสามารถทำได้จริง ๆ
 

จากนั้นมาสู่เป้าหมายที่สอง คือแชมป์ยูโรป้าลีก ซึ่งแน่นอนศักยภาพของเชลซีดีพอจะได้แชมป์อยู่แล้ว แต่ปัญหาคือคู่แข่งแต่ละทีมก็เขี้ยวทั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดเส้นทางราฟาต้องโรเทชั่นทีมตลอด เพราะเขาต้องทำอันดับในลีกให้ดี ขณะที่ในฟุตบอลถ้วยทั้งลีกคัพ และเอฟเอคัพ ก็สามารถเข้ารอบได้ลึก

เส้นทางของเชลซีนั้นไม่ง่าย และแต่ละรอบต้องเดินทางไกลมาก ๆ ตั้งแต่รอบ 32 ทีมสุดท้าย เจอสปาร์ต้า ปราก จากเช็ก จากนั้นรอบ 16 ทีมสุดท้ายไกลขึ้นอีกด้วยการไปเยือนสเตอัว บูคาเรสต์ของโรมาเนีย ตามมาด้วยรอบ 8 ทีมสุดท้าย คราวนี้ไกลกว่าเดิมขึ้นไปอีก เมื่อต้องไปเยือนรูบิน คาซานจากรัสเซีย

ถ้าหากเขาโรเทชั่นได้ไม่ดีพอทีมจะเหนื่อยล้ามากจากการเดินทางและอาจมีผลต่อการแข่งขันถ้วยอื่น แต่สุดท้าย ราฟา ก็ยังประคองทีมได้ดี เขาชนะมาได้ทั้ง 3 รอบ จนทะลุสู่รอบรองชนะเลิศ พบกับบาเซิล จากสวิตเซอร์แลนด์

การเจอกับบาเซิลไม่ง่าย เพราะบาเซิลมีนักเตะคุณภาพหลายคน ไม่ว่าจะเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวเตะอียิปต์ รวมถึงกลุ่มตัวจริงทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งมาร์โก สเตลเลอร์, แยน ซอมเมอร์ และ ฟิลิปป์ เดเก้น

ในเลกแรกราฟาปรับมาใช้แผน 4-4-1-1 เน้นเกมรับไว้ก่อน จุดประสงค์หลักคือไม่เสียประตู แล้วค่อยหาจังหวะโจมตีในจังหวะลูกเซ็ตพีซ ซึ่งราฟาทำได้ตามแผนทุกอย่าง เชลซีครองบอลน้อยกว่าจริง แต่บาเซิลเจาะไม่ได้เลย ก่อนที่เชลซีจะมาได้ 2 ประตูจากลูกนิ่ง โดยเป็นลูกเตะมุมในครึ่งแรก วิคเตอร์ โมเสสโหม่งเข้าไป และ ลูกฟรีคิกจังหวะเดียวในช่วงทดเจ็บของครึ่งหลัง ดาวิด ลุยซ์ ซัดเข้าไป เชลซีชนะ 2-1 ในเลกแรกกุมความได้เปรียบไว้ก่อน

กลับมาเล่นในเลก 2 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ บาเซิลทำได้ดีกว่าและออกนำไปก่อน 1-0 จากโม ซาลาห์ ทำให้สกอร์รวมเท่ากันเป็น 2-2 สถานการณ์ตอนนี้กดดันมาก เพราะถ้าเชลซีมาโดนยิงอีกลูก สกอร์รวมจะเสียเปรียบทันที

ในครึ่งแรกบาเซิลวางหมากเกมรับมาได้รัดกุมมาก ๆ โดยเน้นที่การป้องกันเกมกลางอากาศ เนื่องจากในเลกแรกโดนยิงด้วยการโหม่งมา ทางมูรัต ยาคิน ผู้จัดการทีมบาเซิล เปลี่ยนตัวเปลี่ยนตัวเซ็นเตอร์แบ็ก เลือกใช้คู่เซ็นเตอร์ที่สูงใหญ่ทั้งคู่ (แกสตัน เซาโร 189 ซม. และ ฟาเบียน ชาร์ 188 ซม.) ดังนั้นเชลซีจึงไม่สามารถเจาะกลางอากาศได้เลยใน 45 นาทีแรก

เข้าครึ่งหลังราฟา จึงเปลี่ยนแผนการบุกจากเล่นริมเส้นในช่วงครึ่งแรก คราวนี้เขากระตุ้นให้นักเตะใช้การยิงไกลเข้าโจมตีมากขึ้น ถ้าครอสไม่ได้ก็ไม่ต้องครอส แต่ใช้การเจาะวิธีอื่น

ซึ่งปรากฏว่าพอเปลี่ยนแผน เชลซียิงได้ 3 ลูกในช่วงเวลาแค่ 9 นาที เริ่มจากนาทีที่ 50 แลมพาร์ดยิงไกลนอกเขตโทษ แยน ซอมเมอร์ปัดไว้ได้ แต่ตอร์เรสจมูกไวตามซ้ำเข้าประตูไป ตีเสมอเป็น 1-1

จากนั้นประตูที่ 2 ก็มาถึง ตอร์เรสยิงไกลนอกเขตโทษ ไปเด้งเข้าทางวิคเตอร์ โมเสส ซ้ำจ่อ ๆ นาทีที่ 52 จากนั้นนาทีที่ 59 ดาวิด ลุยซ์ ยิงไกลนอกเขตโทษปั่นโค้งเสียบสามเหลี่ยมสุดเพอร์เฟ็กต์ใช้เชลซีนำ 3-1 และจบเกมด้วยสกอร์นี้ รวมสองนัดเชลซีเข้ารอบชิงยูโรป้าลีก ด้วยสกอร์รวม 5-2

จะเห็นว่าถ้าเป็นในเรื่องแท็กติก ราฟา ถือว่ามีความยอดเยี่ยม ละเอียด และอ่านสถานการณ์ได้เก่งมาก ตอนนี้เชลซีเข้าชิงไปพบกับเบนฟิก้า จากโปรตุเกส โดยเกมนี้แข่งขันที่อัมสเตอร์ดัม อารีน่าในประเทศเนเธอร์แลนด์
 

จุดสำคัญของเกมนี้คือ ในประวัติศาสตร์ของเชลซีไม่เคยได้ถ้วยรายการนี้มาก่อน ทั้งในเวอร์ชั่นยูฟ่า คัพ และยูโรป้าลีก ถ้าราฟาทำได้ เขาจะจารึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญทันที นอกจากนั้น ทั่วทั้งยุโรปก็ไม่เคยมีทีมไหนที่คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ต่อด้วยยูโรป้าลีกในฤดูกาลถัดไป

15 พฤษภาคม 2013 เบนฟิก้า มาด้วยแผน 4-3-3 ตัวทีเด็ดคือเนมานย่า มาติช มิดฟิลด์ตัวรับที่อนาคตจะย้ายมาอยู่เชลซี รวมถึงเซ็นเตอร์แบ็กทีมชาติอาร์เจนติน่า เอเซกีล การาย ขณะที่ตัวรุกทีเด็ดคือนิโกลาส ไกตัน ตัวทีมชาติอาร์เจนฯอีกคนที่เล่นปีกซ้าย

ส่วนเชลซีใช้ระบบ 4-2-3-1 ดาวิด ลุยซ์ ยืนคู่แลมพาร์ดที่แผงมิดฟิลด์เหมือนเดิม ส่วนแนวรุก อาซาร์มีอาการเจ็บที่แฮมสตริงลงเล่นไม่ได้ ทำให้เบนิเตซใช้ ออสการ์, มาต้า และ รามิเรส ทั้งสามคนยืนอยู่ด้านหลังเฟอร์นันโด ตอร์เรส

จุดที่ราฟาอ่านเกมก็คือ ปีกขวา จริง ๆ มีตัวที่เล่นเกมรุกได้ดี ทั้งมาร์โก มาริน, ยอสซี่ เบนายูน และวิคเตอร์ โมเสส แต่เขาเลือกใช้รามิเรส เพราะรามิเรสมีพื้นฐานการเล่นเกมรับที่ดีด้วย ดังนั้นจึงสามารถถอยมาช่วยอัซปิลิกวยต้า และสกัดกั้นการโจมตีของไกตันได้

แม้จะป้องกันเกมริมเส้นได้ดีแล้ว แต่เบนฟิก้า ก็ยังใช้ความเร็วของปีกซ้าย - ขวา ในการครอสบอลเข้ากลางได้หลายครั้ง ตลอดเกมเบนฟิก้าครอสบอล 27 ครั้ง แต่ด้วยการไล่บีบของฟูลแบ็กและปีก ทำให้เซ็นเตอร์แบ็กสามารถเคลียร์จังหวะอันตรายออกไปได้หมด เกมนี้แกรี่ เคฮิลล์ มีสถิติเคลียร์บอลได้ถึง 10 ครั้ง

ในครึ่งแรก เบนฟิก้าครองบอลได้มากกว่าชัดเจน 62%-38% อย่างไรก็ตามการครองบอลมากกว่า ไม่ได้สะท้อนถึงฟอร์มที่แท้จริง เชลซีไม่ได้เป็นรอง แต่ยังรอดูจังหวะอยู่เท่านั้น

ครึ่งแรก เบนิเตซ ให้ตอร์เรสถอยต่ำลงมายืนอยู่แทบจะชิดฆวน มาต้า ในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุก เหมือนเป็นการเก็บพลังงานของตอร์เรสเอาไว้ก่อน เพื่อเอามาระเบิดในครึ่งหลัง

เข้าสู่ครึ่งหลัง ในขณะที่เบนฟิก้าบุกเพลิน ๆ นาทีที่ 60 ปีเตอร์ เช็กคว้าบอลไว้ได้ จากนั้นขว้างยาวครึ่งสนามให้มาต้ารับบอล จังหวะจะรับบอลของมาต้าโดนนักเตะเบนฟิก้ามาโฉบจะตัดบอล แต่ไม่โดน บอลเลยเด้งมาเข้าทางตอร์เรส ดวลตัวต่อตัวกับลุยเซา ซึ่งตอร์เรส มีพลังงานที่เก็บไว้เต็มเปี่ยมตั้งแต่ครึ่งแรก เขาสปรินท์ยาวจนลุยเซาล้มกลิ้ง ก่อนล็อกหลบโกล์ ยิงเข้าไปอย่างเหนือชั้นสุด ๆ

เชลซีนำ 1-0 ในเวลาที่ดีมาก ๆ อย่างไรก็ตาม เบนฟิก้าโชคดีที่มาได้จุดโทษจากจังหวะแฮนด์บอลของอัซปิลิกวยต้า ทำให้ออสการ์ คาร์โดโซ่ตีเสมอเป็น 1-1 นาทีที่ 68

อย่างไรก็ตาม ฝั่งเชลซีไม่ได้ร้อนรนแต่อย่างใด ทุกคนเล่นไปตามจังหวะ และในที่สุดนาที 90+3 ทีเด็ดของที่เป็นโลโก้ของเบนิเตซมาตลอด คือลูกเซ็ตพีซ คราวนี้มันได้ผลอีกครั้ง เมื่อมาต้า เปิดเตะมุมให้บรานิสลาฟ อิวาโนวิช กระโดดโหนโหม่งเข้าไปอย่างน่าประทับใจ เชลซีพลิกนำเป็น 2-1 และมันคือนาทีสุดท้ายแล้ว เบนฟิก้าไม่มีเวลาคัมแบ็กกลับมาได้แล้ว

สุดท้ายจบเกมเชลซีชนะ 2-1 แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ครองบอลน้อยกว่า และมีโอกาสยิงน้อยกว่า แต่มีโอกาสยิงเข้ากรอบมากกว่า ว่าง่าย ๆ คือพูดน้อยต่อยหนัก แต่ละหมัดเข้าเป้าเน้น ๆ

สุดท้าย เบนิเตซจึงทำได้ เขาสามารถปิดภารกิจได้สำเร็จ ตามที่อบราโมวิชต้องการ คือจบท็อปทรี บวกด้วยโทรฟี่ยูโรป้าลีก ที่สโมสรไม่เคยทำได้มาก่อน
 

เบนิเตซ ได้กล่าวหลังคว้าแชมป์ยูโรป้าลีก ทำภารกิจได้เสร็จสิ้นว่า "ผมภูมิใจกับทุก ๆ คน ผมได้เห็นทุกคนมีความสุข ผมก็มีความสุขด้วย นี่คือผลตอบแทนจากการที่เราทำงานหนักมาตลอดทั้งซีซั่น"

"การได้แชมป์ยูโรป้าลีกไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเลย ถ้าคุณวิเคราะห์จากสถานการณ์ที่เกิดกับเรา เรามีกองหน้าเหลือแค่เกมละคน เรามีนักเตะได้รับใบเหลืองเยอะไปหมด ต้องวางแผนโรเทชั่นกันตลอด ถ้าคุณดูจากสิ่งที่เราเผชิญจะเห็นได้เลยว่า การได้แชมป์มันไม่ได้ง่ายเลยจริง ๆ"

หลังจากคว้าแชมป์ยูโรป้าลีก เชลซีกลับไปปิดจ๊อบเกมสุดท้ายในลีก กับเอฟเวอร์ตัน ซึ่งก็ไม่มีปัญหาเชลซีชนะ 2-1 คว้าชัยได้ในนัดส่งท้ายฤดูกาลที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ โดยสิ่งที่น่าประทับใจมากก็คือ ไม่มีเสียงโห่ใดๆอีกแล้ว 

บนสแตนด์มีป้ายแบนเนอร์ขึ้นว่า "Thank You Rafa. JOB DONE" และ  "Thank you Rafa. We forgive you! Good Luck" แฟนบอลเปลี่ยนความโกรธเคืองเป็นคำขอบคุณแทน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ราฟาจดจำได้ไม่ลืม

"มีข้อความมากมายจากแฟน ๆ ส่งมาหาผม โดยพวกเขากล่าวคำว่าขอบคุณ ซึ่งสำหรับผม แค่นั้นมันก็เพียงพอแล้ว"

"ในชีวิตจริง เราไม่อาจเปลี่ยนความรู้สึกของใครได้โดยทันที สิ่งที่เราทำได้ก็คือต้องทำให้ดีที่สุดจนถึงวันสุดท้ายเท่านั้น"

สุดท้าย ราฟาเอล เบนิเตซ ก็อำลาเชลซีไปอย่างสง่างาม ก่อนย้ายไปคุมนาโปลีในฤดูกาลต่อมา และฝากผลงานเอาไว้ด้วยแชมป์ยูโรป้าลีก และอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีก

แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แค่ 7 เดือนเท่านั้นที่ได้ร่วมงานกัน แต่เรื่องราวของเบนิเตซ ก็ยังอยู่ในใจของแฟนเชลซีเสมอมา
 

ข่าวอื่นๆ