สัมภาษณ์

แฟรงค์ แลมพาร์ด เผยสิ่งที่เขาจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองเมื่อตอนที่ย้ายมาร่วมทีมเชลซี

วันนี้เมื่อปี 2001 เป็นวันที่แฟรงค์ แลมพาร์ดเซ็นสัญญากับเชลซี เขาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแข้งชั้นนำของวงการฟุตบอลอังกฤษ

ไม่กี่วันหลังจากวันเกิดปีที่ 23 ของแลมพาร์ด เขาได้เป็นนักเตะทีมชาติอังกฤษไปแล้ว และลงเล่นในพรีเมียร์ลีกไปแล้วถึง 150 นัดด้วย แต่แลมพาร์ดก็ยังคงเป็นที่พูดถึงในแง่ของศักยภาพในการเล่นของเจ้าตัว

หลายปีหลังจากนั้น ห้องเครื่องผู้มีความสามารถรอบด้านรายนี้เติบโตและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นหนึ่งในสุดยอดนักเตะของพรีเมียร์ลีก คว้าแชมป์รายการเมเจอร์ไปทั้งหมด 11 รายการ และทำสถิติของเชลซีด้วยการยิงประตูไปรวม 211 ประตู เรื่องราวในการค้าแข้งของเขานั้นน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดสำหรับนักเตะที่สร้างความสามารถส่วนใหญ่มาจากการทำงานหนัก, การตัดสินใจที่ฉลาด และพัฒนาการที่มีอย่างต่อเนื่อง

วลีหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จัก คือ "ผมพัฒนาทัศนคติในใจซึ่งช่วยให้ผมก้าวไปสู่อีกระดับ เพราะคุณทำแบบนั้นไม่ได้เลยถ้าคุณไม่มีความเชื่อว่าคุณจะทำได้ และไม่มุ่งมั่นพอที่จะไขว่คว้ามัน"

เมื่อย้อนกลับไปยังวันที่เขาเล่นให้เชลซี แลมพาร์ดยอมรับว่าเขาสังเกตเห็นมาตรฐานที่ก้าวกระโดดในช่วงแรกที่ฝึกซ้อม และได้พูดคุยถึงแรงผลักดันที่ทำให้เขาขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของการแข่งขัน

"พอย้อนกลับไปแล้ว ผมมาที่นี่ในแบบหน่อมแน้มมากเลยนะ อายุแค่ 22 เองและผมเคยวิ่งขึ้นหน้าเยอะมากแต่ไม่ได้มีส่วนในการปั้นเกมรุกมากนัก" แลมพ์กล่าวในการให้สัมภาษณ์ผ่านหนังสือโปรแกรมการแข่งขันในปี 2011 หลังจากที่ลงเล่นให้สโมสรครบ 500 นัด

"ที่เวสต์ แฮม ผมเคยชินกับสไตล์การเล่นแบบบุกตรงๆ มากกว่า ขณะที่เชลซีเน้นเกมครองบอล ผมต้องรับมือกับเรื่องนั้นให้ได้ รับผิดชอบให้มากขึ้นในเวลาที่ต้องแย่งบอล และผมก็ค่อยๆ ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ทำประตูได้มากมายหลังจบฤดูกาลที่สอง มันคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในการค้าแข้งของผมเลยล่ะ"

นั่นคือเรื่องราวที่เขาหวนคิดถึงครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อต้องเจอกับกำแพงขนาดยักษ์หลังย้ายมาสแตมฟอร์ด บริดจ์

"ผมไม่มีทางลืมความรู้สึกตอนที่ย้ายมาเชลซีครั้งแรกได้ลงเลย ผมรู้เลยว่าผมต้องทำให้ดีกว่าเดิมมากขนาดไหน นั่นคือเรื่องแรกที่ผมสังเหตเห็นในตอนที่ผมเข้าไปฝึกซ้อมร่วมกับนักเตะคนอื่นๆ อย่างโจดี้ มอร์ริส และเอมมานูเอล เปอตีเป็นนักเตะที่คุณต้องทำให้ได้เท่ากับเขา"

"ผมคิดว่านั่นคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมประทับใจตั้งแต่ก่อนจะย้ายมาร่วมทีมด้วย ผมจำได้ว่าดูการแข่งขันของเราในเกมที่พบกับโซล่า, โจดี้ และร็อบบี้ ดิ มัตติโอ้ และทีม เชลซีเป็นหนึ่งในทีมที่เล่นในสไตล์ที่แตกต่างในพรีเมียร์ลีก ภายใต้การคุมทีมของกุลลิตและวิอัลลี่ ผมคิดว่าเรารักษามาตรฐานแบบนั้นมาตลอดเลยนะ"

นอกเหนือจากเทคนิคเพียวๆ แล้ว ความก้าวหน้าของแลมพาร์ดในตำแหน่งกองกลางตัวรุกนั้นยังมีการวิ่งทะลวงในแดนของคู่แข่งเพื่อรับบอลได้อย่างถูกที่ถูกเวลา เขาทำให้มันดูเหมือนเป็นศิลปะที่งดงาม หลายคนลืมไปเลยว่าเขามักจะลงเล่นในตำแหน่งกองกลางริมเส้นในฤดูกาลแรกกับเชลซี เนื่องจากเขามีความสามารถในการวิ่งทะลวงที่รวดเร็วมาก

"ผมได้ดูการแข่งขันในฤดูกาลแรกของผมที่เล่นให้เชลซีผ่านทาง Chelsea TV ถือเป็นปีที่ยากมากสำหรับผมเลยนะ เพราะในช่วงนั้นผมไม่ได้เล่นในตำแหน่งฝั่งริมเส้นของแดนกลางมาก่อนเลย" แลมพาร์ดกล่าว "ผมย้ายมาร่วมทีมโดยที่เล่นในตำแหน่งตัวกลางมาตลอด"

"แต่ผมยังหนุ่มอยู่มาก มันคือสิ่งที่ท้าทายจิตใจผมมากเลยนะ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดารสำหรับช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 1-2 ปีแรก และผมก็รับมือกับมันได้อย่างรวดเร็ว ในปีที่สองผมก็เริ่มรับผิดชอบตำแหน่งของตัวเองได้ดีขึ้น"

"ผมต้องยกเครดิตให้ผู้จัดการทีมเยอะมากเลยนะในช่วงนั้น เริ่มต้นที่คลอดิโอ รานิเอรี่ก่อนเลย เขาเป็นคนแรกที่บอกให้ผมหยุดวิ่งขึ้นหน้าแบบไร้จุดหมายและให้ผมเลือกตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากกว่า ตอนนั้นน่าจะเป็นบทเรียนที่ใหญ่ที่สุดที่ผมเคยได้รับมาหลังย้ายมาเชลซีเลย"

"เขาอาจจะแค่บอกผมบางครั้งในช่วงซ้อม แต่ก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทั้งก่อนและหลังเกม เขาบอกให้ผมอย่าวิ่งขึ้นหน้ามากเกินไป ให้ผมวิ่งในบางโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้นก็พอ"

"ผมได้กลายมามีส่วนร่วมมากขึ้นในการปั้นเกมรุก ตลอดจนหยุดดันทุรังตลอดเวลา ถ้าคุณมาเล่นให้เชลซีแล้วเอาแต่วิ่งขึ้นหน้าอย่างเดียวตลอดเวลา คุณก็อาจจะไม่ได้มีส่วนร่วมกับทีมมากนัก ลองดูกุส โปเย่ต์ที่เล่นตำแหน่งหน้าผมสิ เขาทำประตูได้เยอะมากเลยนะ แต่เขาก็มีส่วนร่วมในการปั้นเกมเช่นกัน"

สถิติต่างๆ สะท้อนให้เห็นความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในฐานะนักเตะเชลซีของแลมพาร์ด หลังยิง 7 และ 8 ประตูได้ในสองฤดูกาลแรกกับสิงห์บลูส์ ก่อนจะยิงได้ 15 ประตูในฤดูกาล 2003/04 ก่อนจะยิงได้สูงสุดในยุคที่โชเซ่ มูรินโญ่ใช้แผน 4-3-3 พร้อมคว้าแชมป์ลีกได้ติดต่อกันด้วย

แลมพาร์ดได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ FWA และเป็นอันดับสองของการโหวตรางวัลบัลลงดอร์ในปี 2005 ซึ่งเป็นปีแรกจาก 5 ปีติดต่อกันที่เขาจบฤดูกาลด้วยการทำประตูให้ทีมได้มากกว่า 20 ประตู การเซ็นสัญญาของเขาพัฒนาจากดาวรุ่งศักยภาพสูงกลายมาเป็นหนึ่งในนักเตะระดับท็อปของโลกเลยทีเดียว

แอปฯ THE 5TH STAND พร้อมให้คุณใช้งานแล้วในรูปแบบภาษาไทย เข้าชมคอนเท้นต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแฟนชาวไทยโดยเฉพาะ ทั้งข่าวด่วน, ไฮไลต์การแข่งขัน และอื่นๆ อีกมากมาย คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดได้เลย

ข่าวอื่นๆ