ไทย

วันแรกของตำนาน จุดสตาร์ตยอดกัปตันเทอร์รี่ โดย วิเคราะห์บอลจริงจัง

จอห์น เทอร์รี่ คือหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของสโมสรเชลซี

 

แชมป์พรีเมียร์ลีกสูงสุดทั้ง 5 สมัย ที่สโมสรเคยทำได้ เขามีส่วนร่วมสำคัญทั้งหมด นอกจากนั้นยังช่วยทีมได้แชมป์เอฟเอคัพ 5 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 1 สมัย และ ยูฟ่า ยูโรป้าลีกอีก 1 สมัย ลิสต์รายชื่อจำนวนแชมป์ที่เขาทำได้ ยาวเป็นหางว่าว

นอกจากนั้น ยังเคยได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี ของ PFA ในปี 2005 ซึ่งปกติแล้วรางวัลนี้ ตำแหน่งที่ได้มักจะเป็นกองหน้า แต่เทอร์รี่เป็นเพียงกองหลังแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ที่สามารถคว้ารางวัลนี้มาครองได้

ไม่ใช่แค่เรื่องรางวัลเท่านั้น แต่อิทธิพลของเขากับทีมนั้น ถือว่ามหาศาลมาก เทอร์รี่คือจุดศูนย์กลางของทีม เป็นผู้นำที่เพื่อน ๆ ให้ความนับถือ ดังนั้นไม่น่าแปลกใจเลยที่ในสแตมฟอร์ด บริดจ์ เราจะเห็นแบนเนอร์เขียนคำว่า CAPTAIN LEADER LEGEND (กัปตัน ผู้นำ ตำนาน) ที่แฟน ๆ ทำเอามาให้เพื่อเป็นการสดุดี

อย่างไรก็ตาม รู้หรือไม่ ว่าเส้นทางของเทอร์รี่ กว่าจะได้ก้าวมาเป็นตัวจริง เขาก็ผ่านอะไรมาไม่น้อย ได้ใช้เวลาเพื่อเรียนรู้ ซึมซับ สร้างเสริมประสบการณ์จนคว้าโอกาสมาครองได้ในที่สุด ซึ่งความพยายามของเทอร์รี่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นหลัง ได้เห็นด้วยว่า การจะประสบความสำเร็จได้นั้น แค่พรสวรรค์อย่างเดียวอาจไม่พอ
 

ที่อังกฤษ มีกฎหมายอยู่ว่าสโมสรอาชีพ จะไม่สามารถเซ็นสัญญากับนักเตะได้จนกว่าจะอายุ 14 ปี คือเยาวชนสามารถเข้าร่วมอคาเดมี่ของสโมสรได้ แต่การเซ็นสัญญา Schoolboy Form จะเริ่มต้นได้ตั้งแต่อายุ 14 เท่านั้น

นั่นทำให้หลาย ๆ ทีม จะไปเล็งนักเตะเยาวชนจากทั่วประเทศ ตั้งแต่ช่วงอายุ 12-14 ปี เพื่อดึงตัวมาร่วมทีมด้วย พอเซ็นสัญญากันได้แล้วก็จะนำมาปลุกปั้นกันต่อไป

จอห์น เทอร์รี่ เล่นอยู่กับโรงเรียนสอนฟุตบอลชื่อเซ็นแร็บในลอนดอน และเขาได้รับการจับตามองอย่างมาก จากทีมดัง ๆ ทั่วอังกฤษ โดยตอนนั้นเทอร์รี่เล่นเป็นกองกลาง ซึ่งจุดเด่นของเขาคือมีทักษะการจับบอลที่ดี โหม่งเก่ง และจ่ายบอลเท้าสู่เท้าได้ดี

ดังนั้นสามสโมสรใหญ่ ได้แก่ เชลซี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์เซน่อล จึงส่งจดหมายเชิญให้เทอร์รี่ไปทดสอบฝีเท้า

ถ้าดูสามตัวเลือกนี้ แมนฯ ยูไนเต็ดดูจะได้เปรียบสุด เพราะคุณพ่อของเทอร์รี่ และตัวเทอร์รี่เอง ณ เวลานั้นเป็นแฟนของทีมปีศาจแดง ดังนั้นว่ากันตรง ๆ ก็เหมือนแมนฯยูไนเต็ดได้คะแนนบวกเพิ่ม ไม่แปลกที่นักเตะส่วนใหญ่ ถ้ามีโอกาสก็อยากย้ายไปอยู่กับสโมสรที่ตัวเองเชียร์อยู่แล้ว

เทอร์รี่ไปเทสต์ฝีเท้าที่เดอะ คลิฟฟ์ สนามซ้อมเก่าของแมนฯ ยูไนเต็ดก่อนย้ายมาแคร์ริงตัน ซึ่งเขาทำผลงานได้น่าประทับใจมาก นั่นทำให้เฟอร์กี้อยากเห็นฟอร์มอีกรอบ เฟอร์กูสันจึงส่งมัลคอล์ม ฟิดเจี้ยน แมวมองของสโมสรขับรถลงมาลอนดอน เพื่อรับตัวเทอร์รี่จากบ้านที่ย่านบาร์กกิ้ง เพื่อไปทดสอบที่แมนเชสเตอร์

หลังจากรับเทอร์รี่แล้ว มัลคอล์ม พิดเจี้ยน ขอวนไปรับเด็กหนุ่มในลอนดอนอีกคนที่จะไปทดสอบฝีเท้าพร้อมกัน เขาอยู่ห่างจากบ้านของเทอร์รี่แค่ 2-3 ไมล์ เด็กคนนั้นมีชื่อว่า เดวิด เบ็คแฮม

"ตอนนั้นผมอายุ 13 เดวิดอายุมากกว่าผมสัก 3-4 ปี เรานั่งในรถคันเดียวกันไปแมนเชสเตอร์ เขานั่งหน้า ผมนั่งหลัง นั่นทำให้เราได้ทำความรู้จักกันระหว่างการเดินทาง แต่ในช่วงนั้นผมจะรู้สึกตื่นเต้นกับการทดสอบฝีเท้ามาก ๆ ก็เลยไม่ได้คุยกับอะไรกับเดวิดมากนัก" เทอร์รี่เล่า

เมื่อมาถึงแมนเชสเตอร์ เทอร์รี่ ทำผลงานในการทดสอบฝีเท้าได้อย่างน่าประทับใจอีกครั้ง และเขาได้โอกาสถ่ายรูปกับถ้วยแชมป์ลีก ร่วมกับเอริค คันโตน่า และไรอัน กิ๊กส์อีกด้วย

 

แมนฯ ยูไนเต็ดเดินหน้ารุกอย่างจริงจังมาก พวกเขาอยากได้ตัวเทอร์รี่ให้ได้ โดยมีเกมหนึ่งที่แมนฯ ยูไนเต็ด ลงมาลอนดอนเพื่อแข่งกับเวสต์แฮม ทางสโมสรได้อนุญาตให้เทอร์รี่และครอบครัว เข้ามาทานอาหารโต๊ะเดียวกัน กับนักเตะปีศาจแดงอย่างใกล้ชิดในโรงแรมที่พักด้วย ซึ่งนั่นสร้างความประทับใจให้ครอบครัวเทอร์รี่เป็นอย่างมาก

"ผมกับพ่อ เราเป็นแฟนยูไนเต็ด ณ ตอนนั้น และการได้เห็นพวกเขาอยากได้ตัวผมจริง ๆ มันเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมาก เวลานั้นเหมือนฝันเป็นจริงเลย"

คนรอบตัวของเทอร์รี่ก็กระตุ้นว่า "นายเป็นแฟนยูไนเต็ด นายก็ต้องเซ็นกับยูไนเต็ดสิ" ซึ่งถ้าคิดตามหลักแล้วก็ควรจะเป็นอย่างนั้น อย่างไรก็ตาม เทอร์รี่ได้ทำในสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง นั่นคือเขาปฏิเสธทุกสโมสรทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอาร์เซน่อล เพื่อเลือกเซ็นสัญญากับเชลซีแทน

"ตอนที่ผมมาทดสอบฝีเท้าที่เชลซี ผมยอมรับว่า รู้สึกใช่ กับที่นี่มากกว่า มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ แต่มันรู้สึกว่าสโมสรแห่งนี้ เป็นทีมที่ลงตัวกับผมมากที่สุด" เทอร์รี่กล่าว

"การที่แมนฯ ยูไนเต็ดสนใจผม ก็เหมือนกับฝันที่เป็นจริง สำหรับเด็กอายุ 13 แต่พอผมมาลองทดสอบฝีเท้ากับเชลซี และได้ใช้เวลาร่วมกับพวกเขาจริง ๆ ผมรู้สึกประทับใจมาก ๆ และมันเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะปฏิเสธไม่ยอมเซ็นสัญญาอยู่กับสโมสรแห่งนี้ พวกเขาดูแลผมดีมากจริง ๆ ซึ่งแน่นอน มันทำให้พ่อผมผิดหวัง เพราะเขาเชียร์ยูไนเต็ด แต่ผมรู้ว่าการเลือกเชลซีคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง"

 

เทอร์รี่ เซ็นสัญญากับเชลซี ตอนอายุ 14 ปีบริบูรณ์ โดยเป็นสัญญา schoolboy form เซ็นกัน 2 ปีด้วยกัน ซึ่งถ้าหากมีแวว และทีมพร้อมจะปั้นได้ ก็จะได้สัญญาใหม่อีกฉบับที่ชื่อว่า YTS

เทอร์รี่ ตอนอายุ 14 ให้นึกถึงบิลลี่ กิลมอร์เอาไว้ คือตัวเล็กมาก นั่นทำให้ตำแหน่งแรกสุดของเขาคือมิดฟิลด์ตัวกลาง ใช้ทักษะการจ่ายบอลที่ดี ถ่ายบอลให้เพื่อน เขายังไม่มีความคิดจะเล่นเซ็นเตอร์แบ็กในตอนแรก

มิค แม็กกีฟเว่น โค้ชเยาวชนของเชลซีกล่าวว่า "จอห์นเล่นมิดฟิลด์ตัวกลาง เนื่องจากมีทักษะการจับบอลที่ดีมาก เขาสร้างจังหวะในเกมได้ดี อย่างไรก็ตามจุดอ่อนของจอห์นคือมีความเร็วที่น้อยไปหน่อย แต่เรามองว่าเด็ก ๆ จะพัฒนาความเร็วขึ้นมาได้เมื่อโตขึ้น"

พออายุ 16 ปี เทอร์รี่เซ็นสัญญา YTS กับเชลซี และปรากฏว่าส่วนสูงของเขาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 160 ปลาย ๆ กระโดดไป 187 เซนติเมตรได้อย่างน่าตกใจมาก

ถึงคราวนี้ สตาฟฟ์โค้ชก็ค้นพบว่าตำแหน่งที่ดีที่สุดของเทอร์รี่ ไม่ใช่กองกลางแล้ว แต่ควรจะเป็นเซ็นเตอร์แบ็กมากกว่า นั่นเพราะเขามีความเร็วไม่มาก แต่อ่านเกมเก่ง จ่ายบอลเท้าสู่เท้าดี โหม่งดี ซึ่งด้วยส่วนสูง 187 เซนติเมตร ตำแหน่งกองหลังตัวกลางถือว่าตอบโจทย์มากที่สุด

แต่แน่นอน การเป็นกองกลางมาตลอดตั้งแต่แรก มันทำให้เทอร์รี่ลำบากมากในการปรับตัว เพราะศาสตร์การเล่นกองกลางกับกองหลังมันต่างกันคนละเรื่องเลย

ช่วงอายุ 16 คือหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญมากที่จะได้รู้ว่า คุณดีพอจะได้สัญญาอาชีพหรือไม่ ดังนั้นเทอร์รี่ต้องพัฒนาตัวเองให้ไวที่สุดในตำแหน่งใหม่ เวลาสำหรับเขามีไม่มากนัก

เทอร์รี่ไม่ได้ย่อท้อ หรือยอมแพ้ แต่เขาซ้อมอย่างหนักในสนาม และศึกษา เรียนรู้ประสบการณ์จากรุ่นพี่รอบตัว

ตั้งแต่เทอร์รี่ย้ายมาเชลซีในปี 1995 สโมสรตอนนั้นก็อิมพอร์ตนักเตะดัง ๆ ทั่วโลกเข้ามา ซึ่งเขาสามารถศึกษาวิธีการเล่นของนักเตะเหล่านี้ได้ เพื่อยกระดับตัวเองให้เก่งขึ้น

 

คนแรกที่เขาเรียนรู้ ก็คือมาร์ก ฮิวจ์ส กองหน้าทีมชาติเวลส์ ที่เล่นมากับหลายสโมสร ทั้งบาร์เซโลน่า บาเยิร์น มิวนิค และแมนฯยูไนเต็ด ก่อนที่จะย้ายมาเชลซีในปี 1995 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เทอร์รี่มาอยู่พอดี

"เขาไม่เคยให้คำแนะนำอะไรผมตรง ๆ แต่ตอนที่เราได้ปะทะกันระหว่างการฝึกซ้อม เขาทำให้ผมได้รู้สิ่งล้ำค่ามาก นั่นคือเวลากองหน้าระดับท็อปได้บอลอยู่ คุณอย่าลำพองใจไป นักเตะระดับนี้เขาเลี้ยงหลบคุณได้สบาย ๆ ดังนั้นในฐานะกองหลัง เราอย่าไปตัดบอลสุ่มสี่สุ่มห้า แต่มันจะเป็นการดีกว่า ถ้าปล่อยให้เขาได้จับบอลก่อน เราทำหน้าที่ชะลอจังหวะ เพื่อรอให้กองกลางลงมาช่วย ซึ่งเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเขา ในช่วงที่มาร์กเล่นอยู่กับเชลซี"

จากนั้นในช่วงซัมเมอร์ปี 1998 เชลซีคว้าตัวมาร์กแซล เดอไซญี่ เซ็นเตอร์แบ็กตัวหลักทีมชาติฝรั่งเศสมาเสริมทัพ ซึ่งเขาคือคีย์แมนที่ทำให้ขุนพลเลส์ เบลอส์ ได้แชมป์โลกครั้งแรกด้วย ซึ่ง เดอไซญี่จะมายืนเป็นคู่เซ็นเตอร์ร่วมกับฟรองค์ เลอเบิฟ

ในปี 1998 เทอร์รี่อายุ 17 ปีแล้ว เขาเริ่มมีแววขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งความรู้สึกของเทอร์รี่คืออยากแจ้งเกิดกับทีมชุดใหญให้เร็วที่สุด แต่ในเมื่อตัวจริงของเชลซีตอนนั้นคือ เดอไซญี่ กับ เลอเบิฟ แปลว่าเขาก็แทบไม่มีโอกาสได้ลงเล่นเลย ต้องลงเล่นกับทีมเยาวชนเป็นหลักไปก่อน

สำหรับเทอร์รี่ แทนที่จะท้อกับโอกาสที่ดูน้อยนิด แต่เขาก็คิดเหมือนเดิมคือ เมื่อมีนักเตะแชมป์โลกมาเล่นอยู่กับสโมสรของคุณ คุณต้องถือว่าเป็นโชคดีสิ ต้องศึกษาวิธีเล่น วิธีคิด ของผู้เล่นระดับนี้เอาไว้เยอะ ๆ มันจะช่วยให้คุณพัฒนาขึ้นได้แน่นอน

"ตอนผมซ้อมกับทีมเยาวชนเสร็จ ผมจะรีบเดินไปดูทีมชุดใหญ่ซ้อม ยืนดูแบบนั้น 1 ชั่วโมงเต็ม คือผมไม่มีธุระอะไรต้องรีบกลับ ผมจึงใช้เวลานั่งศึกษามาร์กแซล เดอไซญี่ และ ฟรองค์ เลอเบิฟ จากนั้นลองเอาสิ่งที่เขาทำ มาประยุกต์ใช้ดูกับตัวเองบ้าง ซึ่งมันยกระดับการเล่นของผมนะ"

"ผมดูทั้งคู่เล่นร่วมกันในฟุตบอลโลกนัดชิง และเล่นได้อย่างสุดยอดมาก ฟรองค์เล่นบอลบนพื้นได้ดี และเสียบบอลได้แม่นยำมาก ส่วนมาร์กแซลก็มีสกิลการป้องกันที่เหนือชั้นกว่าใคร ซึ่งมันจะมีบางครั้งที่ผมได้โอกาสซ้อมกับทีมชุดใหญ่ ผมถามคำถามทั้งคู่เยอะแยะมาก ซึ่งพวกเขาก็มองผม แล้วคงคิดว่า ไอ้หนู พอได้แล้ว!"

"แต่สุดท้าย ทั้งคู่ก็ให้เวลาผม 10 นาทีเต็ม ๆ เพื่อแนะนำว่าผมควรยืนตำแหน่งอย่างไร เวลากองหน้าบุกเข้ามา เขาสอนให้ผมตาดูบอลเป็นหลัก อย่าสนใจที่ขาของกองหน้า เพราะเขาจะสับหลอกเราเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งการได้ศึกษาจากแชมป์โลกทั้งสองคน เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ"
 

นี่คือจุดเด่นของเทอร์รี่ เขาไม่เคยกลัวที่จะขอคำแนะนำ เมื่อมีรุ่นพี่ที่เก่ง ๆ เขาก็ซึมซับความรู้เข้ามาให้มากที่สุด เพราะเขาไม่ได้เล่นกองหลังตั้งแต่เกิด ดังนั้นเมื่อเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่น สิ่งสำคัญคือต้องเอาความขยันมาทดแทน

"ผมไปนั่งดูทุกคนตอนอยู่ในยิมว่าออกกำลังกายกันแบบไหน ถึงทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ นอกจากนั้นยังไปแอบถามพวกเขาด้วยว่า กินอาหารอะไรกันในแต่ละมื้อ ดูแลร่างกายกันอย่างไร"

เทอร์รี่ พัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ และในที่สุด วันที่เขารอคอยก็มาถึง 28 ตุลาคม 1998 ในรายการลีกคัพ รอบ 3 เชลซีเปิดบ้านพบแอสตัน วิลล่า ในตอนนั้นเชลซีขาดแบ็กขวาพอดี เหลือแค่แดน เปเตรสคูเท่านั้นที่สามารถลงเล่นเป็นตัวจริงได้ จานลูก้า วิอัลลี่ ผู้จัดการทีมจึงให้เทอร์รี่มีชื่ออยู่ในกลุ่มตัวสำรองด้วย

หลังจากเกมผ่านไปได้ 86 นาที เทอร์รี่ก็ได้ลงสนามเป็นนัดแรกในสีเสื้อเชลซี ลงแทนเปเตรสคู ในตำแหน่งแบ็กขวา ซึ่งในช่วงสั้น ๆ ราว 5 นาที เป็นเวลาที่เทอร์รี่ประจำใจไม่ลืม เพราะได้รับการตอบรับที่อบอุ่นจากแฟน ๆ เชลซี ที่ได้เห็นเด็กปั้นจากอคาเดมี่ ได้ก้าวขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่ได้ในที่สุด

สิ่งที่แฟน ๆ ประทับใจคือ ในขณะที่สโมสรเดินหน้าซื้อนักเตะระดับบิ๊กเนมทั่วยุโรป แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะโฟกัสเรื่องเยาวชน และการก้าวขึ้นมาของเทอร์รี่ ก็แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าสโมสรจะเติบโตแค่ไหน การปั้นผู้เล่น คือแนวทางที่เชลซีเชื่อมั่นเสมอ

ในฤดูกาล 1998-99 เทอร์รี่ เล่นให้เชลซีทั้งหมดรวมแล้ว 4 เกม คือ พรีเมียร์ลีก 2 นัด เป็นสำรองทั้งคู่ ,ลีกคัพ 1 นัด และ คัพวินเนอร์ส คัพ อีก 1 นัด ซึ่งก็ถือว่าจำนวนที่น้อยเกินไปสักหน่อย อย่างไรก็ตาม เทอร์รี่ยังสู้อยู่

 

เคล็ดลับการเติบโตของเทอร์รี่นอกจากการเรียนรู้จากรุ่นพี่แล้ว อีกหนึ่งสิ่งก็คือ การไม่ยอมแพ้ แม้จะได้รับโอกาสน้อยมาก ในช่วงต้นของอาชีพ

"ผมได้รับโอกาสลงเล่นน้อย แต่ผมไม่เคยคิดจะย้ายออกจากสโมสร" เทอร์รี่กล่าว "ตอนผมเซ็นสัญญาอาชีพ ผมตั้งเป้าหมายว่าจะได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องก่อนอายุ 22 ปี ดังนั้นผมเชื่อว่าถ้าเราทำงานอย่างหนักต่อไป จะได้โอกาสที่มากขึ้น"

ในซีซั่น 1999-00 ก็เป็นอีกปีที่เทอร์รี่ ยังได้โอกาสน้อยมาก ๆ อยู่ โดยเซ็นเตอร์แบ็กตัวหลักทั้งเดอไซญี่ และเลอเบิฟยังอยู่ นอกจากนั้นยังมีแบร์กนาร์ด แลมบูร์ด ที่รอโอกาสอีกคน ยิ่งไปกว่านั้นช่วงซัมเมอร์เชลซีไปซื้อ กองหลังทีมชาติเดนมาร์ก เจส ฮ็อก มาจากเฟเนร์บาห์เช่ เท่ากับว่า โอกาสของเทอร์รี่ยิ่งน้อยลงกว่าเดิมมาก

ไม่ใช่แค่ 4 คนนี้ แต่เชลซียังซื้อ เอเมอร์สัน โธม จากเชฟฟิลด์ เว้นสเดย์เข้ามาอีกหนึ่งคน ซึ่งถึงตรงนี้ เทอร์รี่เองเป็นตัวเลือกลำดับที่ 6 ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก

นั่นทำให้เดือนมีนาคม 2000 เชลซีจึงตัดสินใจปล่อยเทอร์รี่ ให้กับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์เพื่อโอกาสลงสนามที่มากขึ้น โดยตอนนั้นฟอเรสต์ของเดวิด แพลตต์ กำลังมีฟอร์มย่ำแย่ในแชมเปี้ยนชิพ และอาจร่วงไปเล่นในลีกวันได้

ซึ่งถ้าหากเป็นนักเตะบางคนอาจผิดหวังที่สโมสรปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัว ไปให้กับทีมที่มีคุณภาพลดลงแบบนี้ อาจดูเหมือนว่าทีมไม่เชื่อใจกัน แต่เทอร์รี่มองว่ามันคือประสบการณ์ เขาไม่จำเป็นต้องงอแงอะไร แค่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดก็พอ ถ้าเขาทำได้ดี เดี๋ยวสโมสรก็ดึงตัวกลับไปเอง

เทอร์รี่ได้ลงเล่นให้ฟอเรสต์ไป 6 เกม ช่วยให้ฟอเรสต์ชนะ 3 เสมอ 3 หนีการตกชั้นได้สำเร็จ แม้จะไปอยู่ทีมอื่นแต่เขายังเล่นได้น่าประทับใจมาก นั่นทำให้เดวิด แพลตต์ ผู้จัดการทีมฟอเรสต์ต้องการจะเซ็นสัญญาถาวร แต่เชลซีปฏิเสธ และดึงตัวเทอร์รี่กลับมาสู่สโมสรอีกครั้ง ในช่วงปลายฤดูกาล

หลังจบฤดูกาล 1999-00 คราวนี้เชลซีมองว่าเทอร์รี่ พร้อมสมบูรณ์แล้ว และเคลาดิโอ รานิเอรี่ ผู้จัดการทีมคนใหม่ ก็ให้โอกาสเทอร์รี่ลงสนามเป็นตัวหลักอย่างต่อเนื่อง เทอร์รี่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก เป็นตัวจริงถึง 19 นัด และสำรองอีก 3 นัด ซึ่งนับว่าไม่เลวสำหรับนักเตะวัย 20 ปี ก่อนที่ในฤดูกาล 2000-01 เทอร์รี่ จะกลายเป็นตัวหลักของแผงหลังอย่างสมบูรณ์ได้ลงเล่นตัวจริงไป 32 นัด

จากนั้นมาทุกอย่างก็กลายเป็นตำนาน เทอร์รี่ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง และถูกจับคู่กับเซ็นเตอร์แบ็กหลายคน ตลอดช่วงเวลา 19 ปี ที่เขาลงเล่นให้กับสโมสร และแชมป์พรีเมียรลีกทั้ง 5 สมัยที่เชลซีทำได้ ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เขาลงเล่นอยู่กับทีมนั่นเอง

 

เรื่องของเทอร์รี่นั้น สร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกับแฟนเชลซี เพราะเขาเริ่มต้นจากศูนย์จริง ๆ

เทอร์รี่ไม่ได้มีพ่อเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ติดทีมอคาเดมี่สโมสรด้วยความสามารถ จากนั้นก็พัฒนาตัวเองไม่หยุด จากกองกลางที่เคยเล่นมาตลอด แต่พอโค้ชแนะนำให้เล่นเซ็นเตอร์แบ็ก เขาก็รีบศึกษาหาความรู้ พยายามเรียนรู้จากรุ่นพี่ให้มากที่สุด เพื่อให้ตัวเองเก่งขึ้น

แม้แต่ตอนจะโดนสโมสรปล่อยยืมตัว เทอร์รี่ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นการไม่เชื่อใจอะไรกัน แต่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ

จากเด็กปั้นสโมสร เติบโตขึ้นมาเป็นตัวหลัก จนได้เป็นกัปตันทีมอย่างยิ่งใหญ่ จุดสำคัญคือ เทอร์รี่มีความพยายาม ไม่ยอมแพ้ ต่ออุปสรรค

ไม่แปลก ที่แม้เทอร์รี่ จะแขวนสตั๊ดไปแล้ว แต่สำหรับแฟนเชลซี ยังคิดถึงเขาเสมอในฐานะตำนานของทีม
 

ข่าวอื่นๆ