ข่าว

แลมพาร์ด กล่าวถึงมิตรภาพในศึกดาร์บี้, การเรียนรู้ช่วงล็อคดาวน์ และความเชื่อมั่นในตัว เมาท์

การแข่งขันฟุตบอลอันถี่ยิบของเชลซียังคงดำเนินต่อไป โดยเราจะลงเตะนัดที่ 4 ในรอบ 11 วันด้วยการบุกเยือนเวสต์ แฮม คืนนี้ และ แฟรงค์ แลมพาร์ด เชื่อมั่นว่าโอกาสในการเผชิญหน้ากับอดีตต้นสังกัดในบทบาทกุนซือ มีความหมายที่แตกต่างออกไปนิดหน่อยหากเทียบกับการพบกันสมัยที่เขาเป็นนักเตะ

สิงห์บลูส์ เก็บชัยชนะได้เพียงนัดเดียวจากการบุกเยือนลอนดอน สเตเดี้ยม 4 ครั้งหลังสุด และย้อนไปเมื่อ 7 เดือนก่อน เราโดน "ขุนค้อน" บุกมาเอาชนะที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ อย่างไรก็ตาม แลมพาร์ด มีสถิติที่ดีในการแข่งขันกับทีมดังแถบลอนดอนตะวันออกทั้งในแง่ผลงานส่วนตัว และผลการแข่งขันของทีม

กับสนามที่ไร้ซึ่งคนดูจะทำให้บอสของเราไม่ต้องเจอกับการต้อนรับที่ไม่เป็นมิตรมากนักของแฟนบอลเจ้าถิ่น โดยเขาคาดหวังว่าสิ่งดังกล่าวมีแต่จะช่วยให้มีสมาธิกับเกมนัดสำคัญมากขึ้น ตอนนี้เชลซีมีคะแนนนำหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และวูล์สฟ์ 2 แต้มในการแข่งขันแย่งชิงโควต้าแชมเปี้ยนส์ ลีก ขณะที่ลูกทีมของเดวิด มอยส์ เพิ่งคว้าชัยชนะในลีกได้แค่ 2 นัดในปี 2020 และอยู่เหนือโซนตกชั้นด้วยผลต่างประตูได้เสียเท่านั้น

'ในบทบาทนักเตะ ความไม่เป็นมิตรของแฟนบอลเป็นสิ่งที่ช่วยผลักดันผม' แลมพาร์ด กล่าวถึงการลงเล่นเป็นทีมเยือนที่อัปตัน พาร์ค ก่อนที่เวสต์ แฮมจะย้ายมาใช้โอลิมปิก สเตเดี้ยมเป็นสังเวียนเหย้า 'ผมไม่สามารถทำประตูหรือว่าโชว์ฟอร์มที่ดีได้เสมอโดยเฉพาะตอนที่อายุน้อย แต่แน่นอนว่ามันช่วยผลักดันให้ผมพยายามเค้นผลงานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

'ในฐานะผู้จัดการทีม ผมคิดว่าโฟกัสของผมเปลี่ยนไปในแง่ของวิธีการที่ผมมองและเตรียมตัวสำหรับการแข่งขัน มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าตัวผมเองสามารถทำอะไรได้บ้างในสนาม มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการเตรียมและการจัดการทีมเพื่อพยายามคว้าผลลัพธ์ เพราะตอนนี้เราอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญมาก

'เวสต์ แฮม ต้องการคะแนนเอามาก ๆ แต่พวกเราก็ต้องการเหมือนกัน ผมมีสมาธิในเรื่องนี้เต็มที่ การที่จะไม่มีกองเชียร์ในสนามอาจจะช่วยให้ผมโฟกัสมากขึ้น'

สำหรับอิมแพ็คต์ที่ แลมพาร์ด มีกับเกมถือเป็นหัวข้อสนทนาที่ถูกกล่าวถึงตั้งแต่ฟุตบอลกลับมาแข่งขัน โดย คริสเตียน พูลิซิช ลุกจากม้านั่งสำรองมายิงประตูใส่แอสตัน วิลล่า ก่อนที่การเปลี่ยนตัว 3 คนช่วงพักครึ่งในเกมเอฟเอ คัพเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เชลซีมีพลังงานและยกระดับการเล่นได้ดีขึ้น

สำหรับการแข่งขันกับเลสเตอร์ รอสส์ บาร์คลี่ย์ เป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้รับโอกาสในครึ่งหลัง และมิดฟิลด์ชาวอังกฤษก็ใช้เวลาในสนามประมาณ 15 นาทีในการยิงประตูโทนของเกมที่อึดอัด การตัดสินใจที่มีผลของผู้จัดการทีมทำให้เขาได้รับความสนใจ แต่ แลมพาร์ด ยอมรับหลังคว้าชัยชนะที่คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยมว่าการปรับทัพของเขาอาจแตกต่างออกไป

เมสัน เมาท์ คือ 1 ใน 3 นักเตะที่ถูกเปลี่ยนตัวลงแทนแต่ แลมพาร์ด รีบแจงว่าแข้งวัย 21 ปีมีความสำคัญกับแผนการเล่นของเขามากแค่ไหน โดยกล่าวถึงความเชื่อมั่นที่มีให้กับแข้งดาวรุ่งตลอด 2 ฤดูกาลแรกในสายงานการบริหารทีม

'เขาลงเล่นครบ 90 นาทีในสองนัดแรกตั้งแต่เรากลับมาแข่งขัน' แลมพาร์ด กล่าว 'ในเกมกับวิลล่า เขาเล่นกับบอลได้อย่างมีชีวิตชีวา เขาสร้างปัญหาให้แนวรับและเติมเกมไปข้างหน้า โชคร้ายที่เขาไม่สามารถยิงประตูหรือทำแอสซิสต์ได้

'จากนั้นวินัยการทำงานและคุณภาพที่เขาแสดงให้เห็นในการแข่งขันกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็สุดยอดมากจากผลงานที่ทีมของเราทำได้อย่างยอดเยี่ยม เขาโชว์ฟอร์มสำคัญทั้งสองเกมภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ สำหรับการแข่งขันกับเลสเตอร์เขาก็ไม่ได้เล่นแย่นะ มันคือผลงานที่สอดคล้องกับผลงานของทีม

'การตัดสินใจปรับทัพของผมเป็นเรื่องเกี่ยวกับนักเตะที่ผมสามารถใส่ลงไปในผลงานดังกล่าว ไม่ใช่ว่าจะจับลงแทนใครในสนาม แมตช์นั้นผมอาจจะเปลี่ยนตัวเยอะกว่านี้ มันเป็นเรื่องของการนำพลังงานใส่ลงไปในทีมมากกว่า

'ผมพึ่งพา เมสัน เยอะมากนะ - ผมทำแบบนั้นกับดาร์บี้ และกำลังทำแบบนั้นกับเชลซี เขานำเสนอหลายอย่างให้กับทีมด้วยวินัยการทำงานของเขา แนวทางที่เขาสามารถไล่บีบได้จากตำแหน่งมิดฟิลด์ และแน่นอนว่าคุณภาพของเขาในการเล่นกับบอล สิ่งดังกล่าวมีแต่จะพัฒนาขึ้นและตอนนี้มันก็อยู่ในระดับที่สูงมาก ๆ เขาฝึกซ้อมได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกวันและเขารู้ว่าผมเชื่อมั่นในตัวเขามากแค่ไหน ผมต้องทำการตัดสินใจแต่มันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความคิดของผมในเกมกับเวสต์ แฮมหรือเกมอื่น ๆ ในอนาคต'

คำพูดของ แลมพาร์ด ถือว่ามีน้ำหนักจากสถิติที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เมาท์ เป็นนักเตะเชลซีคนเดียวที่ได้ลงเล่นครบทุกนัดในพรีเมียร์ ลีกฤดูกาลนี้ โดยมีแค่ เซซาร์ อัซปิลิเกวต้า ที่มีเวลาในสนามคิดเป็นนาทีมากกว่าแข้งจากทีมอคาเดมี่

หากได้รับเลือกให้ลงสนามในเกมกับเวสต์ แฮม เมาท์ จะมีโอกาสเผชิญหน้ากับ เดแคลน ไรซ์ เพื่อนสนิทของเขาในตำแหน่งมิดฟิลด์ มิตรภาพของทั้งสองคนเริ่มมาจากการเติบโตมาด้วยกันในทีมเยาวชนของเชลซี จากนั้นลงเล่นเคียงข้างกันในทีมรุ่นเดียวกันก่อนที่ ไรซ์ จะโยกข้ามฟากในเมืองหลวงตอนที่อายุ 14 ปี

ปัจจุบันทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมทีมชาติอังกฤษ พักหลังมีข่าวลือว่า ไรซ์ อาจได้กลับมาค้าแข้งกับสโมสรเชลซี โดยเป็นหัวข้อที่ แลมพาร์ด ชี้แจงในงานแถลงข่าวก่อนเกมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ทั้งสองคนคงต้องลืมมิตรภาพนอกสนามเอาไว้ชั่วคราวเสียก่อน

 

'ผมคิดว่ามันจะช่วยกระตุ้นคุณนะหากว่าคุณมีความสัมพันธ์ส่วนตัวไม่ว่าจะด้วยแนวทางไหนก็ตาม อาจจะเป็นเพื่อนสนิทกันหรืออาจจะไม่ชอบหน้ากัน' แลมพาร์ด ตอบคำถามถึงประเด็นการเป็นมิตรหรือศัตรูในสนาม

'ทั้งสองคนเป็นนักเตะที่ดีมาก ๆ สิ่งเดียวที่ผมร้องขอจาก เมสัน คือเขาอาจจะส่งข้อความคุยกันก่อนเกม, ยิ้มให้กันในอุโมงค์ทางเดิน หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เมื่อลงเผชิญหน้ากัน เขาต้องพยายามเอาชนะในทุก ๆ จังหวะที่ดวลกัน หากพิจารณาจากแคแร็คเตอร์ของ เดแคลน ผมคิดว่าพวกเขาทั้งคู่คงคิดเหมือนกันในเรื่องนี้'

ทั้ง เมาท์ และ ไรซ์ ถูกจับภาพว่าไปเตะบอลเล่นด้วยกันในช่วงแรกของการล็อคดาวน์ ซึ่งถือเป็นความผิดที่นักเตะได้ยอมรับและขอโทษอย่างรวดเร็ว

'เรื่องนี้ผมใช้เวลาคุยกับ เมสัน สั้นมากเลยนะ' แลมพาร์ด เผย 'ผมเห็นข่าวในบางสื่อที่จับเขาไปเปรียบเทียบกับนักเตะคนอื่น ๆ ที่ออกไปเที่ยว ไปปาร์ตี้ หรือทำอะไรที่แตกต่างออกไป แต่สิ่งที่ เมสัน ทำนี่มันใสซื่อมาก ๆ การออกไปเตะบอลเล่นน่ะ อันนี้คือเป็นตัวตนของ เมสัน มากกับวิธีการใช้ชีวิตของเขา

'มันเป็นการกระทำที่ไร้เดียงสาแต่ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่ผิด เขารีบยกมือยอมรับเลย เขารู้ตัวว่าเขาผิดและเราก็ก้าวเดินกันต่อ'

ในหัวข้อของการล็อคดาวน์ แลมพาร์ด เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่เขาใช้เวลาสะท้อนถึงการทำงานของตัวเองในช่วงที่ไม่มีการแข่งขันและไม่ต้องเตรียมทีม ชัยชนะ 3 นัดรวดตั้งแต่ฟุตบอลรีสตาร์ตบ่งชี้ว่าช่วงเวลาที่เขาใช้ครุ่นคิดถือว่าได้ผล แต่เจ้าตัวยืนกรานว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมัวมาหลงระเริง

'ปกติผมจะคอยจับผิดตัวเองอยู่แล้วในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะมีล็อคดาวน์หรือไม่มีก็ตามเพราะว่ามันเป็นนิสัยของผม' แฟรงค์ เผย 'ทุก ๆ การฝึกซ้อมที่ผมจัด หรือการเลือกทีม หรือการเปลี่ยนตัว หรือการให้สัมภาษณ์กับสื่อ ผมพยายามนำมาคิดและตั้งคำถามว่าครั้งหน้าผมจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร

'ในสถานการณ์ปกติ คุณต้องลงเล่นกันตลอดเวลาและมันก็ยากมาก ๆ ที่จะมานั่งพิจารณาถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในฤดูกาลเพราะคุณต้องมองการแข่งขันนัดถัดไปอยู่เสมอ เมื่อสิ่งดังกล่าวถูกพรากออกไป ผมมีเวลามากขึ้นในการไตร่ตรองถึงวิธีการฝึกซ้อมของเรา,วิธีการทำงานของเรา สิ่งต่าง ๆ ที่สำคัญกับเราซึ่งเราต้องทำงานกันให้หนักขึ้น

'ผมเข้ามารับงานในช่วงซัมเมอร์ที่แล้วและก็ปรับเปลี่ยนอะไรไม่ได้มากนัก เพราะโทษแบนเรื่องการซื้อขาย ดังนั้นฤดูกาลนี้มันต้องมีปัจจัยเข้ามาต่อต้านนิดหน่อยกับตำแหน่งที่เราอยากไปให้ถึง มันคงไม่ใช่การเดินทางที่ราบเรียบ พอได้ใช้เวลามานั่งคิดมันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ สำหรับผมในฐานะผู้จัดการทีม และสำหรับพวกเราในฐานะทีมทีมหนึ่ง

'ผมคงไม่มานั่งตื่นเต้นเกี่ยวกับผลการแข่งขัน 3 นัดที่ผ่านมาว่าการครุ่นคิดและการแก้ไขของผมคืองานมาสเตอร์พีซชั้นยอด ผมจะคอยไตร่ตรองไปเสมอและพยายามพัฒนาไปเรื่อย ๆ

'คุณต้องพึ่งพาการมีส่วนร่วมของนักเตะและพวกเขาก็กลับมาจากช่วงล็อคดาวน์ด้วยสภาพร่างกายที่ดีมาก ๆ สภาพจิตใจของพวกเขาถือว่าดีเยี่ยมโดยเฉพาะช่วงที่เราต้องผ่านเฟสแรกของการซ้อม ซึ่งมีความแตกต่างทางด้านจิตใจสำหรับทุกคนเพราะมันเป็นอะไรที่ใหม่มาก

'พอเราผ่านมาได้ผมรู้สึกได้ถึงความเข้มแข็งภายในทีมและพวกเขาก็แสดงออกมาให้เห็นตั้งแต่สัปดาห์แรก ผมเกลียดการเร่งด่วนสรุปเพราะเรายังเหลือเกมยาก ๆ รออยู่โดยเราต้องไม่คิดว่าเราจัดการกันได้แล้ว ช่วงเวลา 5-6 สัปดาห์หลังจากนี้จะเป็นเวลาที่สำคัญมาก ๆ สำหรับสโมสร'


อ่าน: แลมพาร์ด พูดถึงแผนสำหรับ แวร์เนอร์ และ ซิเยค

ข่าวอื่นๆ