รายงานผล

สู้สุดใจ!สิงห์ฮึดไล่หงส์ไม่ทันพ่าย 5-3 ลุ้นต่อนัดสุดท้าย

แม้จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ที่แอนฟิลด์ในค่ำคืนนี้ แต่สิงห์บลูส์รู้ว่าผลเสมอในเกมลีกนัดสุดท้ายที่เราจะเฝ้าบ้านพบกับวูล์ฟส์ก็เพียงพอต่อการคว้าตั๋วไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้า

การลงเล่นเป็นทีมเยือนนัดสุดท้ายในฤดูกาล 2019/20 พวกเราเสีย 3 ประตูในครึ่งแรก โดยนาบี้ เกอิต้า, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และจอร์จินิโอ้ ไวจ์นาลดุม ยิงให้กับเจ้าบ้าน และถึงแม้โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ จะยิงตีตื้นก่อนพักครึ่ง แต่โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ก็มาโหม่งให้หงส์แดงหนีห่างออกไปเป็น 4-1 ในครึ่งหลัง

ในช่วงเวลาหนึ่งของเกมที่เปิดหน้าแลกกันดูเหมือนว่า สิงห์บลูส์ จะไม่สามารถทำอะไรได้เสียแล้ว แต่ แทมมี่ อับราฮัม และคริสเตียน พูลิซิช สองตัวสำรองของทีม ได้ทำให้การแข่งขันกลับมาสนุกสูสีอีกครั้ง ก่อนที่ อเล็กซ์ อ็อกเลด-แชมเบอร์เลน จะมาทำประตูจากจังหวะสวนกลับทำให้เจ้าบ้านเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะ และได้ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ ลีกฉลองกันสมใจ

แทมมี่ อับราฮัม ยิงประตูในครึ่งหลัง

เชลซี รู้ข่าวดีก่อนการแข่งขันโดยเราต้องการเพียง 1 คะแนนจากเกม 2 นัดที่เหลือเพื่อคว้าตั๋วฟุตบอลยุโรปถ้วยใหญ่ หลังจากที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำคะแนนหล่นหายหลังเปิดบ้านเสมอกับเวสต์ แฮม ยูไนเต็ดในการคิกออฟช่วงเที่ยงคืน

นาทีต่อนาที - ครึ่งแรก

นาทีที่ 8 - เชลซีของเราเป็นฝ่ายได้ลุ้นประตูก่อนจากจังหวะที่ วิลเลี่ยน วางบอลมาให้ เมสัน เมาท์ ได้ขึ้นโหม่งหลุดกรอบออกไปเพียงนิดเดียว

นาทีที่ 14 - โม ซาล่าห์ อดีตนักเตะสิงห์บลูส์ พยายามเลี้ยงบอลฝ่าแนวรับของเราก่อนไปชน โทนี่ รูดิเกอร์ ล้มลง กองหน้าทีมชาติอียิปต์ร้องขอจุดโทษจากผู้ตัดสินแต่ อังเดร มาร์ริเนอร์ ไม่ว่าอะไร

นาทีที่ 23 - "หงส์แดง" เป็นฝ่ายได้ประตูแรกของการแข่งขันโดยเป็นจังหวะที่ วิลเลี่ยน ทำเสียบอลกลางสนามแล้วโดน เกอิต้า ลากไปยิงเต็มเท้าผ่านมือเกปาตุงตาข่าย

จังหวะประตูแรกของลิเวอร์พูล

นาทีที่ 32 - รีซ เจมส์ วางบอลจากบริเวณกลางสนามไปให้ เมสัน เมาท์ หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงผ่านมืออลิสซอน แต่ VAR ถูกนำมาตรวจสอบและพบว่าเป็นจังหวะล้ำหน้าเพียงแค่คิดเดียวเท่านั้น

นาทีที่ 38 - เจ้าบ้านมาได้ฟรีคิกจากระยะประมาณ 25 หลา ทางอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ปั่นโค้งหนีกำแพงสิงห์บลูส์เข้าไปช่วยให้สกอร์กลายเป็น 2-0

นาทีที่ 43 - ลิเวอร์พูลมาได้ประตูอีกแล้วคราวนี้เกิดจากจังหวะเตะมุมที่ ชิรูด์ โหม่งสกัดไม่ขาด บอลตกไปถึง ไวจ์นาลดุม ได้ยิงจ่อ ๆ ตุงตาข่าย

นาทีที่ 45+3 - เชลซี มามีความหวังเล็ก ๆ ก่อนพักครึ่งในจังหวะที่ วิลเลี่ยน พยายามยิงประตูแต่ อลิสซอน ปัดไปเข้าทางชิรูด์ที่เก็บตกหน้าปากประตูใส่สกอร์ให้พวกเราได้สำเร็จ

ชิรูด์ ยิงตีตื้นให้กับสิงห์บลูส์ไล่มาเป็น 3-1

นาทีต่อนาที - ครึ่งหลัง

นาทีที่ 50 - เริ่มต้นครึ่งหลังมาได้ไม่นาน เจ้าบ้านเกือบได้ประตูอีกครั้งเป็นจังหวะที่ ซาล่าห์ ทำชิ่งกับ เฟอร์มิโน่ ได้หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงแต่บอลไม่ตรงกรอบ

นาทีที่ 55 - แต่แล้วไม่นาน ลิเวอร์พูลก็มาได้ประตูหนีห่างออกไปเป็น 3 ลูกเช่นเดิม โดยเป็นจังหวะการครอสของอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ไปถึงเฟอร์มิโน่ที่ได้ขึ้นโหม่งส่งบอลกระทบก้นตาข่าย

นาทีที่ 59 - แฟรงค์ แลมพาร์ด อยู่นิ่งไม่ไหวตัดสินใจเปลี่ยนตัวทีเดียว 3 คนรวด; ชิรูด์, เมาท์ และวิลเลี่ยน หลีกทางให้กับ อับราฮัม, ฮัดสัน-โอดอย และพูลิซิช

พูลิซิช ยิงประตูให้กับทีม

นาทีที่ 61 - คริสเตียน พูลิซิช ลงสนามมาแล้วแผลงฤทธิ์ทันที โดยเขาเลี้ยงผ่าน 4 แนวรับของหงส์แดงก่อนหลุดไปเปิดให้ แทมมี่ ได้จบสกอร์ ไล่มาเป็น 4-2

นาทีที่ 73 - พูลิซิช เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมโดยรับลูกครอสจากฝั่งขวาของ ฮัดสัน-โอดอย ก่อนพักอกดึงบอลสองจังหวะหนีตัวประกบแล้วยิงผ่านมืออลิสซอนเข้าไป 4-3!

นาทีที่ 80 - ตอนนี้โมเมนตั้มตกมาอยู่กับทางฝั่งเราในการทวงประตูตีเสมอหมดแล้ว

นาทีที่ 84 - สิงห์บลูส์ มาโดนเล่นงานจากจังหวะโต้กลับเร็ว เป็นโรเบิร์ตสันที่ได้ครอสบอลจากทางฝั่งซ้ายมาที่จุดนัดพบให้อ็อกเลด-แชมเบอร์เลน ยิงเข้าไป

นาทีที่ 90+1 - เฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กองหลังเจ้าบ้านมีโอกาสใส่สกอร์เพิ่มอีกลูกจากจังหวะเซ็ตพีซ โดยบอลยาวไปถึงเสาสองแต่แข้งชาวดัตช์ที่ได้แปจ่อ ๆ ส่งบอลข้ามคาน


การจัดทัพ

ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจซึ่งแฟรงค์ แลมพาร์ด ยึดแผนการเล่นและนักเตะแทบจะชุดเดียวกับนัดที่เอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเมื่อ 3 วันก่อน โดยมีการปรับหมากตำแหน่งเดียวนั่นคือ เกปา ที่ได้ลงมาเฝ้าเสาแทน วิลลี่ กาบาเยโร่ ส่วนฝั่ง 'หงส์แดง' ปรับทีมหนึ่งตำแหน่งเช่นกัน เป็นนาบี้ เกอิต้า ลงประจำการในแผงมิดฟิลด์แทน อเล็กซ์ อ็อกเลด-แชมเบอร์เลน

เกมถัดไป?

เรื่องราวทุกอย่างจะถูกตัดสินกันในวันสุดท้ายของการแข่งขันพรีเมียร์ ลีก (วันอาทิตย์นี้) เราจะเปิดรังสแตมฟอร์ด บริดจ์ รับมือวูล์ฟส์ คิกออฟ เวลา 22:00 น. เชลซีต้องการเพียงแค่ผลเสมอ และหากแมนฯ ยูไนเต็ด บุกชนะเลสเตอร์ พวกเราก็จะได้ผ่านไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้าเช่นกัน

เชลซี (3-4-3): เกปา; อัซปิลิเกวต้า (c), ซูม่า, รูดิเกอร์; เจมส์, จอร์จินโญ่, โควาซิช, อลอนโซ่ (เอแมร์ซอน 87); วิลเลี่ยน (ฮัดสัน-โอดอย 59), ชิรูด์ (อับราฮัม 59), เมาท์ (พูลิซิช 59)
ตัวสำรองไม่ได้ลงสนาม กาบาเยโร่, คริสเตนเซ่น, โทโมรี, ลอฟตัส-ชีค, เปโดร
ผู้ทำประตู ชิรูด์ 45+3, อับราฮัม 61, พูลิซิช 73

ลิเวอร์พูล (4-3-3): อลิสซอน; อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โกเมซ, ฟาน ไดจ์ค (c), โรเบิร์ตสัน, เกอิต้า (โจนส์ 66), ฟาบินโญ่, ไวจ์นาลดุม (มิลเนอร์ 66), ซาล่าห์ (อ็อกเลด-แชมเบอร์เลน 78), เฟอร์มิโน่ (โอริกี้ 87), มาเน่ (มินามิโนะ 87)
ตัวสำรองไม่ได้ลงสนาม อาเดรียน, ลอฟเรน, ลัลลาน่า, ชากิรี่
ผู้ทำประตู เกอิต้า 23, อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ 38, ไวจ์นาลดุม 43, เฟอร์มิโน่ 55, อ็อกเลด-แชมเบอร์เลน 84
ใบเหลือง โกเมซ 83

ผู้ตัดสิน อังเดร มาร์ริเนอร์

ข่าวอื่นๆ