ข่าว

แลมพาร์ด เปรียบเทียบเกมชี้ชะตานัดสุดท้ายในวันนี้กับปี 2003

'เราอาจไม่ได้อยู่ในสถานการณ์แบบนั้น แต่เรามีโอกาสที่จะคว้าตำแหน่งซึ่งหลายคนคาดไม่ถึงว่าเราจะทำได้...'

การแข่งขันวันนี้อาจไม่มีความสำคัญเท่ากับวันสุดท้ายของฤดูกาล 2002/03 ตอนที่เชลซีเผชิญหน้ากับลิเวอร์พูล เพื่อตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีก โดยมีผลกระทบสำคัญต่อสถานะการเงินของสโมสร อย่างไรก็ตาม แฟรงค์ แลมพาร์ด กล่าวถึงความตึงเครียดที่คล้ายคลึงกับเมื่อ 17 ปีก่อน โดยเขาเตรียมทีมลงแข่งขันนัดตัดสินในค่ำคืนวันนี้

เดอะ บลูส์ เปิดบ้านรับวูล์ฟส์ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์โดยเราจะเป็นคนกำหนดชะตาของท็อปโฟร์ด้วยตัวเอง หากเราไม่แพ้ ฤดูกาลหน้าทีมจะได้ผ่านไปเล่นฟุตบอลเวทีใหญ่ที่สุดในยุโรป

นอกจากนี้หากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะเลสเตอร์ ซิตี้ เราก็จะได้จบในตำแหน่งท็อปโฟร์เช่นกัน อย่างไรก็ตาม บอสของเราไม่ได้มองถึงความเป็นไปได้ดังกล่าวโดยเขาเล็งพาทีมเก็บ 3 คะแนนเพื่อความมั่นใจแบบเต็ม 100%

เมื่อปี 2003 ถือว่าทีมมีเดิมพันสุดสำคัญโดย ณ เวลาที่ แลมพาร์ด เป็นนักเตะ เขาต้องพยายามช่วยให้เชลซีกลับไปมีส่วนร่วมในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ณ เวลานั้น มิใช่แค่การแข่งขันกับทีมยักษ์ใหญ่ของทวีป แต่สถานะการเงินของสโมสรกำลังอยู่ในตำแหน่งที่ย่ำแย่ และเงินอัดฉีดจากรายได้แชมเปี้ยนส์ ลีกคือว่าสำคัญอย่างยิ่งยวด

แลมพาร์ด ซึ่งมีอายุ 24 ปีในตอนนั้น ย้อนความว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นโมเม้นต์ที่เขาเจอกับความกดดันที่มากที่สุดในอาชีพค้าแข้ง อาจเป็นความรู้สึกเดียวกับทีมวัยหนุ่มของเขาในยุคปัจจุบัน

'มันเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกถึงความตึงเครียดในระดับนั้น เพราะเดิมพันมันสูงมาก' เขากล่าว

'เราถูกแจ้งไว้ชัดเจนมากว่าหากไม่สามารถผ่านไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก สโมสรของเราจะต้องก้าวไปในทิศทางที่แตกต่างไปจากเดิม ฉะนั้นผมจึงจดจำความรู้สึกก่อนถึงวันแข่งขันได้เป็นอย่างดี

'มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก เพราะในอาชีพของนักฟุตบอล คุณถวิลหาความสำเร็จ แต่คุณก็ตระหนักได้ว่าเราโชคดีมากที่ได้ทำในสิ่งที่ทำและได้เล่นให้สโมสรอย่างเชลซี

'พวกเราทุกคนล้วนสนุกกับมันและภูมิใจมาก ๆ ที่ได้ทำแบบนั้น แต่พอได้ยินว่าการแข่งขันหนึ่งนัดอาจเป็นตัวตัดสินว่าสโมสรจะต้องออกจากวงการธุรกิจ หรือต้องเข้าสู่การจัดการทรัพย์สินหรืออะไรก็แล้วแต่ในเวลานั้น มันเป็นเรื่องที่ใหญ่มากนะ ผมรักในการลงสนามให้กับเชลซี ดังนั้นแนวคิดที่ว่าโอกาสดังกล่าวอาจหมดไปเป็นเรื่องที่ทำให้ผมตกใจมาก'

แลมพาร์ด เผยว่าการพูดคุยกับสมาชิกของกองทัพก่อนเกมสร้างอิมแพ็คต์เป็นอย่างมาก โดยสองทศวรรษผ่านมา เราสามารถมองย้อนกลับไปด้วยความทรงจำอันหอมหวานจากแนวทางที่สิ่งต่าง ๆ ดำเนินไปตั้งแต่ตอนนั้น

'มันเป็นเรื่องที่มอบแรงบันดาลใจ และเรื่องราวก็จบลงได้อย่างสวยงามเพราะเราคว้าผลการแข่งขันที่เราต้องการได้' แลมพ์สว่าต่อ 'ผมจำได้ว่ามีแม่ทัพจากกองทัพเดินทางมาที่โรงแรมและพูดปลุกใจให้กับทีมของเรา มันเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เลยนะ จากนั้นเราก็ออกไปลงสนามและผลิตผลงานออกมา

'มันเป็นวันที่สำคัญสำหรับสโมสรฟุตบอลเชลซีทุกภาคส่วน และเป็นอะไรที่น่าสนใจมากที่ได้มีส่วนร่วม - หนึ่งในประสบการณ์ครั้งใหญ่ในชีวิตของผม เพราะความหมายที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น'

โมเม้นต์ดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์สโมสรเชลซี โดยนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเจ้าของเป็น โรมัน อับราโมวิช ในซัมเมอร์นั้น พร้อมกับความสำเร็จในสนาม รวมทั้งการลงทุนด้านโครงสร้างนอกสนามทั่วทั้งสโมสรที่เกิดขึ้นตามมาในภายหลัง

แลมพาร์ด ไม่เชื่อว่า ณ เวลานี้เราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเหมือนเดิม แต่เขายอมรับว่าเดินพันในเกมกับวูล์ฟส์นั้นสูงมาก

'ผมไม่มั่นใจว่าเราสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกในตอนนี้กับสมัยนั้นได้' เขากล่าว 'ตอนนั้นมันเป็นโมเม้นต์ที่สำคัญมาก แต่ตอนนี้เราอยู่ในสถานที่ที่แตกต่างไปจากเดิม หากเราผ่านไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับสถานะทางการเงิน แต่ผมยังเชื่อว่าเราคือสโมสรที่ต้องการผลักดันไปข้างหน้าในปีถัดไปรวมทั้งในอนาคตหลังจากนั้น

‘สิ่งที่ผลักดันพวกเราในตอนนี้คือพวกเราทำงานมาทั้งปีเพื่อพยายามไขว่คว้าความสำเร็จ หากเราสามารถเก็บผลการแข่งขันในวันอาทิตย์นี้ได้ เราสามารถพูดได้ว่ามันเป็นก้าวสำคัญของสโมสร'

แฟรงค์ แลมพาร์ด

บอสไม่มีแผนที่จะใช้นักพูดปลุกใจลูกทีมในวันนี้ โดยเขายอมรับว่าจะต้องมีความสมดุลในการสร้างแรงบันดาลใจ หรืออาจทำให้กลุ่มนักเตะเบื่อหน่ายก่อนบททดสอบครั้งสำคัญ

'นั่นคือสมดุลที่คุณพยายามมองหา เราทุกคนมีแนวทางของตัวเองในการทำแบบนั้น' เขาอธิบาย 'ประสบการณ์ของผมคือมันต้องเป็นความรู้สึกที่จริงใจและเกิดขึ้นในเวลาที่ใช่ หากคุณพยายามที่จะทำให้มันเว่อร์วังมากจนเกินไป ผมว่ามันอาจจะหลุดกรอบออกนอกประเด็นไปได้ คุณต้องระวังให้ดีเลย

'ในตอนนั้นมันเป็นการช่วยกระตุ้นครั้งสำคัญที่ให้แม่ทัพจากกองทัพเข้ามาพูด และตอนที่เราลงเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ [โรแบร์โต้] ดิ มัตเตโอ นำวิดีโอจากลูก ๆ ของพวกเราที่ร่วมกันอวยพรมาเปิดให้ดู มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างกันมาก นี่คือการแสดงให้เห็นว่าสิ่งดังกล่าวจะใช้ได้ผลได้อย่างไร

'ครั้งนี้เราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์แบบนั้น - เมื่อปี 2003 สโมสรคือกำลังอยู่ในช่วงชี้เป็นชี้ตาย ส่วนการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศก็เป็นแมตช์ที่สำคัญมาก ตอนนี้เราอยู่ในโมเม้นต์ที่เรามีโอกาสที่จะทำอันดับซึ่งบางคนอาจไม่ได้คาดหวังว่าเราจะโผล่มาอยู่ในจุดนี้ได้ 

'มันไม่ใช่ความสำเร็จที่สุดยอด แต่ก็ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง ดังนั้นผมจะบอกให้กับนักเตะทุกคนได้รับรู้กันอย่างตรงไปตรงมา พวกเขาต้องรู้สึกถึงเรื่องดังกล่าว นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด'

ข่าวอื่นๆ