ข่าว

แลมพาร์ด กับความทรงจำที่ดีที่สุดในเอฟเอ คัพ และบทเรียนที่ได้รับจากการปราชัยต่ออาร์เซนอลในนัดชิงเมื่อปี 2002

ในวันที่เขาจะนำพาสิงห์บลูส์ทีมรักลงทำศึกฟุตบอลถ้วยในสนามเวมบลีย์ แฟรงค์ แลมพาร์ด ย้อนความถึงสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศทั้ง 5 ครั้งที่เคยผ่านมาตอนเป็นนักเตะ พร้อมระบุเหตุผลที่การปราชัยต่ออาร์เซนอลในครั้งแรก ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จกับอีก 4 ครั้งหลังจากนั้น

แลมพาร์ด หนึ่งในนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเชลซี เคยคว้าแชมป์เอฟเอ คัพเมื่อปี 2007, 2009, 2010 และ 2012 สำหรับเขาความทรงจำที่โดดเด่นออกมาที่สุดคือการได้ชูถ้วยครั้งที่สอง

'ผมชอบการแข่งขันรอบชิงกับเอฟเวอร์ตัน' แลมพาร์ด กล่าวก่อนเกมวันนี้

'การยิงประตูชัยถือเป็นโมเม้นต์เล็ก ๆ ที่จะอยู่ติดตัวคุณ ผมเติบโตมาพร้อมได้ชมเกมเอฟเอ คัพรอบชิงดำและได้เห็นการทำประตูชัย ผมจดจำทุก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี ผมสามารถไล่รายชื่อตั้งแต่ยุค 90 ได้เลย

'การทำประตูชัยถือเป็นเรื่องที่วิเศษ แต่ช่วงเวลาส่วนตัวไม่สามารถลบล้างความสำเร็จของทุกคนในทีมได้หรอก ผมจดจำทุก ๆ เหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี ทุกนัดล้วนแต่มีความกดดันของตัวเองไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกับพอร์ตสมัธ หรือว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การแข่งขันเหล่านี้เป็นเกมที่ยากเสมอ ความเป็นรอบชิงชนะเลิศได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของมันไป ทุกอย่างที่คุณต้องทำคือการคว้าชัยชนะ จากนั้นมันจะเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ

'ผมจดจำความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศให้กับอาร์เซนอลที่คาร์ดิฟฟ์ได้เหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกที่แย่มาก' แลมพาร์ดเสริม

'สำหรับผมมันเป็นความรู้สึกที่ยากกับครั้งแรกในการผ่านเข้ารอบชิงขนะเลิศ ได้เห็นกระแสทุก ๆ อย่าง ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าพร้อมกับความประหม่าจากนั้นคุณเป็นฝ่ายแพ้ มันเป็นความรู้สึกที่เลวร้ายซึ่งไม่เคยหายไป'

ศึกลอนดอน ดาร์บี้ที่สนามมิลเลนเนี่ยม สเตเดี้ยม ถือเป็นเกมนัดสุดท้ายในฤดูกาลแรกของแลมพาร์ดกับบทบาทนักเตะเชลซี เขามีผลงานที่แข็งแกร่งในซีซั่นดังกล่าว แต่การดวลกับ ปาทริค วิเอร่า ได้อย่างน่าประทับใจถือเป็นสิ่งที่ส่อแววให้เห็นในเรื่องที่กำลังจะตามมาอีก 12 ปีหลังจากนั้น

'ตอนนั้นอาร์เซนอลเป็นทีมที่แข็งแกร่งกว่าพวกเรา เราสู้ได้ดีในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของการแข่งขันและพวกเขาก็มีความเฉียบคมซึ่งเป็นธรรมชาติอย่างที่ทีมระดับท็อปเขามีกัน สิ่งที่ทำให้ทีมได้แชมป์ พวกเขาอยู่ในช่วงเวลาแบบนั้น พวกเขามีนักเตะฝีเท้าดีทั่วทั้งทีมส่วนเราก็มีปัญหานิดหน่อยกับอาการบาดเจ็บ พวกเราเป็นรองแต่ก็สู้ได้ดีเลย

'วันนั้นผมได้เรียนรู้หลาย ๆ อย่าง การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศช่วยให้คุณได้เรียนรู้เยอะเลยนะ คุณเข้าใจว่ารายละเอียดยิบย่อยที่จะเปลี่ยนรูปเกมกลายเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้นไปอีกในรอบชิงชนะเลิศ นักเตะของเราหลายคนเคยผ่านรอบชิงชนะเลิศกันมาแล้ว ผมจะคุยกับพวกที่อายุน้อย ๆ และคนที่มีประสบการณ์ด้วย เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อพยายามและทำให้มั่นใจว่าเราจะไม่เป็นฝ่ายที่ต้องเสียใจหลังจบเกม เราอาจจะชนะหรือแพ้ในการแข่งขันกับอาร์เซนอล มันเป็นกรณีนี้มาเสมอ แต่เราต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อที่จะได้ไม่รู้สึกเสียดายหลังเกมจบลง'

มีการโต้เถียงกันมาตลอดถึงความสำคัญของฟุตบอลเอฟเอ คัพในฟุตบอลยุคปัจจุบัน สำหรับแลมพาร์ด นี่คือรายการที่เขาติดตามมาตั้งแต่เด็ก แถมคุณพ่อยังเคยได้แชมป์ นั่นจึงทำให้ความสำคัญไม่เคยหายไป

'ความวิเศษคือความรู้สึกที่คุณมีกับมัน มันเป็นแบบนั้นสำหรับผม ผมไม่มั่นใจว่าเราจะคาดหวังถึงนักเตะบางคนที่อยู่ในพรีเมียร์ ลีกยุคปัจจุบันให้นึกถึงอาการบาดเจ็บของ แกซซ่า ในรอบชิงชนะเลิศนัดนั้นได้หรือเปล่า จังหวะเวลาสำคัญที่โตมาพร้อมกับเราในเอฟเอ คัพจะอยู่ที่ตัวเราเอง คุณจะได้ชมการแข่งขันตั้งแต่ช่วงมื้อเที่ยงไปจนจบ

'ผมยังคงมีความรู้สึกเหล่านั้น ดังนั้นหน้าที่ของผมในบทบาทผู้จัดการทีมเชลซีคือพยายามจุดไฟในตัวนักเตะให้รู้สึกเหมือนกัน เพราะผมรู้ว่าแฟนบอลเขารู้สึกกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นเกมลอนดอน ดาร์บี้ นักเตะจำเป็นต้องรู้สึกแบบเดียวกับแฟนบอลที่นั่งอยู่บนโซฟาที่บ้านเขาเป็นกัน

'ผมเองมีประหม่าบ้าง แต่สิ่งที่ทำให้ความประหม่าหายไปคือการได้เห็นนักเตะฝึกซ้อมอย่างที่พวกเขาปฏิบัติกันในสัปดาห์นี้ พวกเขาซ้อมอย่างจริงจัง' แลมพาร์ดว่าต่อ

'ผมไม่อยากให้ทีมของเราผ่อนหลังจบเกมกับวูล์ฟส์ เราสามารถมองเรื่องดังกล่าวเป็นการฉลองเล็ก ๆ แม้ว่าสุดท้ายแล้ว อันดับ 4 จะไม่ใช่อันดับที่เราอยากอยู่ก็ตาม ผมอยากให้สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ดีและมันก็เป็นแบบนั้น ผมจำเป็นต้องทำให้ดี ผมต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องถ่ายทอดข้อความออกไปสู่นักเตะอย่างเหมาะสม หากผมสามารถทำเรื่องพวกนั้นได้ ความประหม่าของผมมันก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่นัก'

ข่าวอื่นๆ