รายงานผล

รายงานการแข่งขัน: ท็อตแน่ม 1-1 เชลซี (5-4 จุดโทษ)

สิงห์บลูส์ ปราชัยจากการดวลจุดโทษในศึกคาราบาว คัพ รอบ 4 หลังจากประตูแรกในสีเสื้อเชลซีของติโม แวร์เนอร์ โดนเอริค ลาเมล่า ยิงตามเจ๊าช่วงท้ายเกม

การยิงจุดโทษ 9 ลูกแรกถูกส่งเข้าสู่ก้นตาข่ายอย่างไร้ปัญหา ทำให้เมสัน เมาท์ จำเป็นต้องทำประตูให้ได้ แต่มิดฟิลด์ดาวรุ่งอัดบอลไปชนเสาหลุดออกหลัง สิ่งดังกล่าวทำให้ชัยชนะเหนือคู่แข่งจากลอนดอนเหนือ 4 นัดติดต่อกันของพวกเราต้องยุติลง และยิ่งน่าผิดหวังหากพิจารณาจากช่วงเวลาที่ท็อตแน่มทำประตูตีเสมอ

ในช่วงเวลาปกติ แวร์เนอร์ ยิงลูกแรกในสีเสื้อเชลซีกลายเป็นประตูขึ้นนำของพวกเรา โดยเป็นการจบสกอร์อย่างมั่นใจจากระยะ 18 หลาหลังผ่านการแข่งขันครึ่งแรกไปครึ่งทางซึ่งพวกเราครองเกมได้เป็นส่วนใหญ่ เซซาร์ อัซปิลิเกวต้า ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในการแอสซิสต์ให้กับหัวหอกชาวเยอรมัน

เกมครึ่งหลังท็อตแน่มทำผลงานได้ดีขึ้นมาก และเอดูอาร์ เมนดี้ ที่ประเดิมเฝ้าเสา โชว์เซฟจังหวะลูกยิงของเซร์คิโอ เรกีลอน นอกจากนี้ยังมีจังหวะป้องกันเอริค ลาเมล่าในครึ่งแรกได้อีกด้วย

ในช่วงที่เกมเปิดกว้าง เรามีโอกาสที่จะยิงประตูเพิ่มแต่ทำไม่ได้ ซึ่งเมื่อท็อตแน่มได้โอกาสทองตอนที่การแข่งขันเหลือเวลา 6 นาที ลาเมล่าไม่พลาดที่จะคว้าเอาไว้

การแข่งขันต้องตัดสินด้วยการยิงจุดโทษโดย 5 คนแรกของทีมเจ้าบ้านยิงเข้าไปอย่างไม่มีปัญหา เช่นเดียวกับ 4 คนแรกของเชลซี นั่นทำให้การพลาดเป้าของเมาท์ยุติเส้นทางของพวกเราในรายการคาราบาว คัพ รอบ 4 เป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกัน

การจัดทัพ

โดยรวมแล้วมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งหมด 8 ตำแหน่งจากทีมชุดที่ออกสตาร์ตสู้กับเวสต์ บรอม โดยหนึ่งในนั้นคือเมนดี้ ด้านเบน ชิลเวลล์ ลงประเดิมสนามแบบเต็มเกมนัดแรกในบทบาทแบ็คซ้าย ส่วนฟิกาโย โทโมรี, คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย และโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ก็ได้เป็นตัวจริงเช่นกัน

ท็อตแน่ม มีนักเตะที่ได้โอกาสเดบิวต์เช่นกัน นั่นคือเซร์คิโอ เรกีลอน ฟูลแบ็คชื่อดังที่เซ็นสัญญามาจากเรอัล มาดริดช่วงซัมเมอร์

นาทีต่อนาที - ครึ่งแรก

นาทีที่ 10 - การแข่งขันสิบนาทีแรกผ่านไป "สิงห์บลูส์" ได้ครองบอลเหนือกว่าเจ้าบ้าน แต่ยังไม่มีจังหวะการเข้าทำที่ชัดเจนเท่าไรนัก

นาทีที่ 17 - เชลซีเกือบได้ประตูออกนำในจังหวะที่ ทานกานก้า จับบอลไม่ดีทำให้ ฮัดสัน-โอดอย มีโอกาสได้ยิงบริเวณหน้าประตูแต่บอลตรงตัว ยอริส โดนเซฟเอาไว้ได้

นาทีที่ 19 - ทีมของเราได้เฮกันก่อนโดยเป็นจังหวะที่เซซาร์ อัซปิลิเกวต้า จ่ายบอลเข้ากลางกลับคืนให้ ติโม แวร์เนอร์ ได้ยิงในระยะประมาณ 18 หลาส่งบอลตุงตาข่ายโดย อูโก้ ยอริสทำได้แค่ยืนมอง

นาทีที่ 22 - ท็อตแน่มตอบโต้คืนมาบ้าง เป็นเจดสัน แฟร์นานเดส ได้หลุดเข้าเขตโทษแต่ ซูม่า และเมนดี้ ยังช่วยกันป้องกันเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม

นาทีที่ 36 - เอดูอาร์ เมนดี้ ซึ่งวันนี้ได้ประเดิมสนามในตำแหน่งตัวจริง โชว์การเซฟในจังหวะที่เอริค ลาเมล่า พลิกยิงในกรอบเขตโทษ แต่มือกาวชาวเซเนกัลใช้ขาป้องกันเอาไว้ได้

นาทีที่ 45 - เกมครึ่งแรกจบลงโดยที่พวกเราครองบอลเหนือกว่า ส่วน "ไก่เดือยทอง" ไม่มีโอกาสยิงมากนัก

นาทีต่อนาที - ครึ่งหลัง

นาทีที่ 48 - เริ่มครึ่งหลัง ท็อตแน่ม มีโอกาสลุ้นก่อนเป็นจังหวะที่ เบิร์กไวจ์น พาบอลจี้มาจากริมเส้นฝั่งขวาก่อนตัดเข้าในแต่ยิงหลุดกรอบออกไป

นาทีที่ 50 - สเปอร์สทำเกมรุกต่อเนื่องเลย คราวนี้เรกีลอนเติมเกมขึ้นมาแล้วได้กดเต็มเท้าแบบไม่ต้องจับ เดือดร้อนเมนดี้ต้องปัดทิ้งออกไปอีกครั้ง

นาทีที่ 60 - ลูกทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ ทำผลงานกันได้ดีกว่าในครึ่งแรกมาก เริ่มสร้างความอันตรายให้กับแนวรับของพวกเรา

นาทีที่ 66 - แฟรงค์ แลมพาร์ด ตัดสินใจเปลี่ยนตัว เบน ชิลเวลล์ ออกจากสนามแล้วส่ง เอแมร์ซอน ลงไปทำหน้าที่แทน

นาทีที่ 70 - ซูเปอร์แฟรงค์ปรับหมากอีกรอบ โดยถอดมาเตโอ โควาซิช ที่มีใบเหลืองออกมานั่งพักแล้วให้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ลงไปแทน ส่วนมูรินโญ่ เปลี่ยนเอาทานกานก้าออก พร้อมส่งแฮร์รี่ เคนลงสนามหวังทวงประตูตีเสมอ

นาทีที่ 71 - ไก่เดือยทองได้ลุ้นอีกครั้งในจังหวะที่โอริเยร์ โยนบอลครอสไปถึงเสาไกลเป็น เรกีลอน ได้พุ่งโหม่งแต่ทิศทางยังไม่ได้

นาทีที่ 73 - เชลซีมาได้โอกาสทองยิงหนีห่าง เริ่มจากเมาท์ที่วางบอลน้ำหนักพอดีเป๊ะไปถึงแวร์เนอร์ ก่อนหอกชาวเยอรมันจะยิงเรียดแต่ไม่ดีพอเข้าซองยอริสรับไว้สบาย ๆ

นาทีที่ 76 - แลมพาร์ดเปลี่ยนตัว ชิรูด์ ออกมานั่งแล้วให้แทมมี่ อับราฮัมลงเล่นแทน

นาทีที่ 77 - เชลซี น่าได้อีกหนึ่งลูกในจังหวะที่ ฮัดสัน-โอดอย ได้อัดบอลเต็มข้อแต่ลูกเหินโด่งออกไปไกล

นาทีที่ 81 - เจ้าบ้านได้เสียวอีกครั้ง เป็นแฮร์รี่ เคน ที่รับบอลจากเพื่อนก่อนสลัดตัวประกบแล้วปั่นด้วยซ้ายแต่ยังไม่แม่นยำมากพอ

นาทีที่ 83 - สเปอร์สมาได้ประตูตีเสมอสมใจ โดยเป็นจังหวะที่เรกีลอนครอสไปทางเสาไกล เอแมร์ซอนสกัดพลาดทำให้ ลาเมล่า ได้โอกาสยิงส่งบอลตุงตาข่าย

ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมใส่สกอร์เพิ่มไม่ได้ ต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษและเป็นฝั่งเจ้าบ้านที่ได้ยิงก่อน โดย 5 คนแรกเข้าหมด ด้านเชลซี 4 คนแรกก็ไม่พลาด แต่เมสัน เมาท์ ที่เข้ามายิงเป็นคนที่ 5 ซัดไม่เข้าเป้าทำให้เชลซีอกหักในรอบ 4 เป็นปีที่สองติดต่อกัน

การดวลจุดโทษ

คนแรก
ไดเออร์: O
อับราฮัม: O

คนสอง
ลาเมล่า: O
อัซปิลิเกวต้า: O

คนสาม
ฮอยเบิร์ก: O
จอร์จินโญ่: O

คนสี่
มูร่า: O
เอแมร์ซอน: O

คนห้า
เคน: O
เมาท์: X

เกมต่อไป?

เดอะ บลูส์ รอทำศึกลอนดอน ดาร์บี้อีกครั้ง โดยวันเสาร์นี้จะเปิดรังสแตมฟอร์ด บริดจ์ รับการมาเยือนของคริสตัล พาเลซ ถือเป็นเกมสุดท้ายของทีมก่อนโปรแกรมเบรคทีมชาติเดือนตุลาคม

เชลซี (4-2-3-1): เมนดี้; อัซปิลิเกวต้า (c), โทโมรี, ซูม่า, ชิลเวลล์ (เอแมร์ซอน 66); จอร์จินโญ่, โควาซิช (ก็องเต้ 70); ฮัดสัน-โอดอย, เมาท์, แวร์เนอร์; ชิรูด์ (อับราฮัม 76)
ตัวสำรองไม่ได้ลงสนาม เกปา, เจมส์, บาร์คลี่ย์, ฮาแวร์ตซ์
ผูัทำประตู แวร์เนอร์ 19
ใบเหลือง โควาซิช 45+2, จอร์จินโญ่ 83

ท็อตแน่ม (5-3-2): ยอริส (c); โอริเยร์, ทานกานก้า (เคน 70), อัลเดอร์ไวเรลด์, ไดเออร์, เรกีลอน; แฟร์นานเดส (ฮอยเบิร์ก 63), ซิสโซโก้, เอ็นดมเบเล่; ลาเมล่า, เบิร์กไวจ์น (มูร่า 76)
ตัวสำรองไม่ได้ลงสนาม ฮาร์ท, เดวี่ส์, ซานเชซ, โดเฮอร์ตี้
ผูัทำประตู ลาเมล่า 83
ใบเหลือง โอริเยร์ 59, ทานกานก้า 61

ผู้ตัดสิน ลี เมสัน

ข่าวอื่นๆ