รายงานผล

รายงานการแข่งขัน: ลิเวอร์พูล 0-1 เชลซี

สิงห์บลูส์ กลับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งท็อปโฟร์ โดยสถิติไร้พ่ายในยุคของโธมัส ทูเคิ่ล เข้าสู่ตัวเลขสองหลัก หลังทีมของเขาบุกเก็บ 3 แต้มสำคัญเหนือลิเวอร์พูลของเยอร์เก้น คล็อปป์

ประตูที่ 5 ของเมสัน เมาท์ในพรีเมียร์ ลีก ซึ่งเป็นการยิงในเกมเยือนทั้งหมด คือจังหวะตัดสินชัยชนะ โดยเกิดขึ้นก่อนจบครึ่งแรก ความพ่ายแพ้นัดนี้ทำให้ "หงส์แดง" ปราชัยในบ้าน 5 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร

เชลซี บุกมาเล่นพร้อมความมุ่งมั่นในการโจมตีแนวรับของลิเวอร์พูลด้วยความเร็ว และแม้ติโม แวร์เนอร์จะเป็นอาวุธหลักสำหรับเรื่องดังกล่าว แต่เมาท์แสดงความอันตรายให้เห็นในจังหวะประตูเบิกร่องซึ่งมาจากความตระหนักรู้, การยิงที่งดงามเช่นเดียวกับสปีดของเขา

คล็อปป์ กลับมาใช้งานฟาบินโญ่ในตำแหน่งเซ็นเตอร์จำเป็นหลังจากที่นักเตะพ้นจากอาการบาดเจ็บ แต่การดันแผงหลังขึ้นมายืนสูงของลิเวอร์พูล ต้องเจอสัญญาณอันตรายก่อนเชลซีได้ประตูเมื่อแวร์เนอร์ วิ่งตัดแนวรับเข้าไปส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายแต่โดน VAR จับเป็นลูกล้ำหน้า

เกมครึ่งหลังไม่มีประตูเกิดขึ้น แต่มีหลายอย่างที่น่าชื่นชมเกี่ยวกับการเล่นของเชลซี โดนเราเจอกับความกดดันที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และเป็นเดอะ บลูส์ที่เกือบได้ประตูอีกลูกเมื่อจังหวะของฮาคิม ซิเยคโดนเคลียร์จากเส้น

การจัดทัพ

เซซาร์ อัซปิลิเกวต้า ได้ลงตัวจริงต่อเนื่องซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่ลงเล่นมากที่สุดตลอดกาลของเชลซีในอันดับที่ 10 โดยนัดนี้ถือเป็นการลงสนามนัดที่ 411 ของเขากับสโมสร

ในฝั่งเกมรุก แวร์เนอร์ ได้ลงเล่นเป็นแมตช์ที่ 36 โดยรับบทกองหน้าแทนที่ของโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ขณะที่จอร์จินโญ่ลงมาคุมแดนกลางแทนมาเตโอ โควาซิช ส่วนรีซ เจมส์ ได้ยืนวิงแบ็คฝั่งขวาแทนคัลลัม ฮัดสัน-โอดอย

 

นาทีต่อนาที - ครึ่งแรก

นาทีที่ 7 - เป็นฝ่ายเจ้าบ้านที่ได้ลองลุ้นประตูก่อน โดยโม ซาล่าห์ จ่ายบอลให้แอนดี้ โรเบิร์ตสันหน้าเขตโทษ แล้วแบ็คซ้ายหงส์แดงได้ลองยิงจากระยะประมาณ 22 หลาแต่บอลบดหลุดเสาออกไปไกล

นาทีที่ 11 - เชลซี ตอบโต้มาบ้าง คราวนี้เบน ชิลเวลล์ จ่ายบอลจังหวะเดียวจากเส้นกลางสนามไปถึงติโม แวร์เนอร์ ดูดบอลหนีโอซาน คาบัคอย่างสวย แล้วตะบันด้วยเท้าขวาจากนอกเขตโทษออกมานิดหน่อย แต่ยังโด่งออกหลังไป

นาทีที่ 16 - พวกเราได้โอกาสอีกครั้งจากจังหวะที่เกมรับเจ้าบ้านเคลียร์กันไม่ขาด บอลสุดท้ายเป็นกัปตันเดฟที่แย่งอยู่กับมาเน่ หันหลังเตะข้ามแผงแบ็คโฟร์หงส์แดงไปถึงแวร์เนอร์ได้กระโดดยิงด้วยขวาแต่ตรงตัวอลิสซอนรับไว้ได้

นาทีที่ 17 - ซิเยค ครอสบอลจากด้านซ้ายหลุดไปถึงเจมส์ทางขวา ก่อนแบ็คชาวอังกฤษไหลย้อนไปให้อัซปิลิเกวต้าซึ่งมีพื้นที่ได้ตั้งป้อมลองกดด้วยขวา แต่บอลเหินข้ามคานออกไปอีก

นาทีที่ 24 - จอร์จินโญ่ แสดงวิสัยทัศน์อันยอดเยี่ยมในจังหวะที่แนวรับเจ้าถิ่นดันขึ้นมาสูง โดยบรรจงวางบอลข้ามไปให้แวร์เนอร์ใช้ความเร็ว ยกหนีอลิสซอนหลุดเข้าไปส่งบอลซุกก้นตาข่าย อย่างไรก็ตาม VAR ทำการตรวจสอบแล้วจับเป็นลูกล้ำหน้า ซึ่งดูจากภาพแล้วน่าจะล้ำแค่ไม่กี่มิลลิเมตร

นาทีที่ 28 - อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ โดนเพรสซิ่งอยู่กลางสนาม แต่แก้ได้สวยจ่ายสั้นไปให้ธิอาโก้ แล้วธิอาโก้จ่ายต่อให้ไวจ์นาลดุม ก่อนมิดฟิลด์ชาวฮอลแลนด์จะเคาะไปให้ซาล่าห์ที่เปิดตามน้ำด้วยซ้ายไปถึงมาเน่ได้หลุดเดี่ยว แต่จังหวะจะยิงแข้งชาวเซเนกัลกลับยิงแป้ก เชลซีรอดตัวไป

นาทีที่ 37 - จังหวะทำเกมรุกของพวกเราได้จบอีกครั้ง คราวนี้เมาท์ตวัดยิงจากในกรอบด้านซ้ายแต่วางเท้าไม่ดีทำให้บอลเหินไปเยอะ

นาทีที่ 42 - เชลซีเล่นงานลิเวอร์พูลจากจังหวะสวนกลับ เริ่มจากอัซปิที่โหม่งดักบอลไปให้ก็องเต้ ก่อนมิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสจะวางยาวจากแดนตัวเองให้เมาท์ควบไปเอาทางเขตโทษด้านซ้าย แล้วมิดฟิลด์ชาวอังกฤษพาบอลลากตัดเข้าในหนีฟาบินโญ่ ก่อนปั่นด้วยขวาส่งบอลแหวกอากาศหนีมืออลิสซอนเข้าไปอย่างเด็ดขาด!


นาทีต่อนาที - ครึ่งหลัง

นาทีที่ 47 - เริ่มครึ่งหลังเป็น 'หงส์แดง' ได้ลุ้นก่อนในจังหวะที่อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ครอสเรียดจากด้านขวากะให้เฟอร์มิโน่ที่ยืนรอจบสกอร์ แต่คริสเตนเซ่นวิ่งมาสกัดออกไปได้ก่อน

นาทีที่ 50 - จังหวะเตะมุมฝั่งขวาของลิเวอร์พูล อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เปิดเข้ามาแล้วฟาบินโญ่ได้ขึ้นโหม่งแต่บอลหลุดออกหลังไปแบบไม่ค่อยได้ลุ้น

นาทีที่ 54 - ชิลเวลล์ทำชิ่งกับเมาท์แล้วหลุดมาด้านซ้าย ก่อนยิงมุมแคบแต่โดนอลิสซอนบล็อคไว้ จังหวะเก็บตกซิเยควิ่งมากดด้วยซ้ายผ่านนายด่านหงส์แดงไปแล้ว แต่โดนโรเบิร์ตสันที่ยืนคุมเส้นเคลียร์ออกไปได้

นาทีที่ 56 - ซิเยคได้บอลจากเจมส์ทางด้านขวา ก่อนตัดสินใจเปิดเข้าในผ่านฟาบินโญ่ไปถึงแวร์เนอร์ที่ล้มตัวพยายามเข้าชาร์จแต่ไม่โดน หลุดไปถึงอลิสซอนรับไว้ได้

นาทีที่ 63 - โรเบิร์ตสัน ครอสบอลจากด้านซ้ายเข้าเขตโทษไปถึงเฟอร์มิโน่ได้โขก แต่เช็ดบางเกินไปทำให้บอลหลุดออกหลัง

นาทีที่ 77 - จอร์จินโญ่ ออกบอลมาให้เมาท์ทางด้านซ้าย มิดฟิลด์ชาวอังกฤษพาขึ้นมาแล้วจังหวะสุดท้ายไหลทะลุช่องไปให้แวร์เนอร์ที่ควบหน้าตั้งเข้ามาได้ยิงด้วยเท้าซ้าย แต่จังหวะสุดท้ายติดเซฟของอลิสซอนนิดเดียวเท่านั้น

นาทีที่ 85 - ลิเวอร์พูลขึงเกมรุกกดดันทวงประตูตีเสมอ แล้วได้จบที่ลูกโหม่งของไวจ์นาลดุมแต่ไปตรงตัวเมนดี้รับเอาไว้ได้อยู่มือ

หมดเวลาการแข่งขัน "สิงห์บลูส์" บุกมาเก็บ 3 คะแนนสำคัญที่แอนฟิลด์ กลับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งท็อปโฟร์ได้อีกครั้ง

 

ช่วยลิเวอร์พูลสร้างประวัติศาสตร์

กับผลการแข่งขันที่พวกเรายัดเยียดให้กับลิเวอร์พูลในค่ำคืนนี้ นั่นทำให้หงส์แดงปราชัยเกมเหย้า 5 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขา ในฝั่งของเชลซี สกอร์นัดนี้ยุติการเก็บชัยชนะ 5 นัดติดต่อกันในพรีเมียร์ ลีกของลิเวอร์พูลเหนือพวกเราซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นใจมาก! ตอนนี้เราทำคะแนนหนีพวกเขาออกไปเป็น 4 แต้ม

เกมถัดไป?

สุดสัปดาห์นี้ เดอะ บลูส์ ไม่มีโปรแกรมแข่งขัน โดยเราจะกลับมาลงสนามอีกครั้งในคืนวันจันทร์ซึ่งต้องพบกับอีกหนึ่งทีมจากเมอร์ซี่ย์ไซด์ในพรีเมียร์ ลีก เชลซีโม่แข้งกับเอฟเวอร์ตันที่เดอะ บริดจ์ เป็นเวลาหนึ่งปีเป๊ะ ๆ ในการพบกันที่บ้านของเราเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งถือเป็นแมตช์สุดท้ายที่ลงเตะท่ามกลางแฟนบอลที่เต็มสนามด้วย

 

เชลซี (3-4-2-1): เมนดี้; อัซปิลิเกวต้า (c), คริสเตนเซ่น, รูดิเกอร์; เจมส์, ก็องเต้, จอร์จินโญ่, ชิลเวลล์; ซิเยค (พูลิซิช 66), เมาท์ (โควาซิช 80); แวร์เนอร์ (ฮาแวร์ตซ์ 90+1)
ตัวสำรองไม่ได้ลงสนาม เกปา, ซูม่า, อลอนโซ่, เอแมร์ซอน, ฮัดสัน-โอดอย, ชิรูด์
ผู้ทำประตู เมาท์ 42

ลิเวอร์พูล (4-3-3): อลิสซอน; อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่, คาบัค, โรเบิร์ตสัน; ธิอาโก้ (มิลเนอร์ 80), ไวจ์นาลดุม (c), โจนส์ (โชต้า 62); ซาล่าห์ (อ๊อกเลด-แชมเบอร์เลน 62), เฟอร์มิโน่, มาเน่
ตัวสำรองไม่ได้ลงสนาม อาเดรียน, ร. วิลเลี่ยมส์, น. วิลเลี่ยมส์, เกอิต้า, ชากิรี่, โอริกี้

ผู้ตัดสิน มาร์ติน แอตกินสัน

ข่าวอื่นๆ