รายงานผล

รายงานการแข่งขัน: เชลซีเบียดชนะซิตี้ คว้าแชมป์ยุโรปยิ่งใหญ่!

เชลซีเป็นเจ้าแห่งยุโรป – อีกครั้ง!

สุดยอดผลงานทั้งการเล่นเกมรุกและเกมรับในปอร์โต้ ช่วยพวกเราปิดจ็อบอย่างมีสไตล์ โดยประตูโทนของ ไค ฮาแวร์ตซ์ เป็นตัวตัดสินการแข่งขัน และนำโทรฟี่แชมป์ยุโรปกลับสู่ถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์เป็นสมัยที่สอง เราคือทีมเดียวจากลอนดอนที่คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ และเราทำได้ถึง 2 ครั้ง!

ฮาแวร์ตซ์ ยิงประตูในตอนที่เกมครึ่งแรกเหลืออยู่ 3 นาที โดยแข้งวัย 21 ปี รับบอลทะลุช่องจาก เมสัน เมาท์ ก่อนแตะหนี เอแดร์ซอน เข้าไปยิงโล่ง ๆ ถือเป็นการปิดฉากฤดูกาลเดบิวต์กับต้นสังกัดด้วยแนวทางที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ก่อนจะถึงจังหวะนั้น ติโม แวร์เนอร์ มีโอกาส 2 ครั้งโดยเชลซีเล่นได้เหนือกว่าก่อนพักครึ่ง และเมื่อคู่แข่งของเราพยายามทำเกมรุกขึ้นมา ผลงานอันยอดเยี่ยมในเกมรับก็ช่วยไม่ให้ เอดูอาร์ เมนดี้ ต้องออกแรงเซฟตลอด 45 นาทีแรก

เดอะ บลูส์ เอาชนะในจังหวะดวลกับคู่แข่งทั่วทั้งสนาม ขณะที่สาวกของทีมก็ร้องเพลงเชียร์ดังกึกก้อง แม้กระทั่งในตอนที่สกอร์ยังคงเสมอกันอยู่ 0-0

พวกเราต้องเสีย ธิอาโก้ ซิลวา ไปด้วยอาการบาดเจ็บก่อนจบครึ่งแรก แต่สิ่งดังกล่าวไม่ได้สร้างความสั่นคลอนใด ๆ ขณะที่แมนฯ ซิตี้ ต้องเสีย เควิน เดอ บรอยน์ ในครึ่งหลังจากจังหวะที่เขาปะทะกับ อันโตนิโอ รูดิเกอร์

แม้ 'เรือใบสีฟ้า' จะโหมบุกหนัก แต่โอกาสที่ดีที่สุดยังคงมาจากทีมของ โธมัส ทูเคิ่ล โดย คริสเตียน พูลิซิช หลุดไปยิงเฉี่ยวเสา แต่หนึ่งประตูในนัดนี้เพียงพอสำหรับค่ำคืนที่เชลซีแสดงผลงานที่น่าประทับใจหลายอย่าง โดยเฉพาะเหล่านักเตะดาวรุ่งทั้งจากอคาเดมี่ของสโมสร และผู้เล่นจากต่างชาติ

หลับฝันดีแฟนเชลซีทุกคน!


นับรวมถ้วยรางวัล

หลังคว้าแชมป์จากรายการยุโรปเป็นสมัยที่ 7 ในประวัติศาสตร์สโมสร เชลซี ขยับขึ้นไปติด ท็อป 10 ของทีมที่คว้าโทรฟี่จากยูฟ่าได้มากที่สุด นอกจากนี้เรายังเข้าไปติดในลิสต์กับอีก 12 สโมสร ที่เคยคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ/แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้มากกว่าหนึ่งครั้ง

การจัดทัพ

หลังผ่านไป 3 เกมกับการต้องสลับตำแหน่งทำหน้าที่ รีซ เจมส์ ได้กลับไปเล่นวิงแบ็คขวา ส่วน เซซาร์ อัซปิลิเกวต้า ไปยืนเป็น 1 ใน 3 เซ็นเตอร์

ไค ฮาแวร์ตซ์ ออกสตาร์ตเป็นกองหน้าตัวหลอก ประสานงานร่วมกับ ติโม แวร์เนอร์ รวมทั้งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของเชลซี นั่นคือ เมสัน เมาท์

เอดูอาร์ เมนดี้ และ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ฟิตสมบูรณ์และได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริง

นาทีต่อนาที - ครึ่งแรก

นาทีที่ 8 - เอแดร์ซอน วางบอลยาวจากแดนตัวเองไปถึง สเตอร์ลิ่ง ที่วิ่งตัดหลัง เจมส์ แต่ดาวรุ่งของเรายังตามมาแซะไว้ได้ สุดท้ายปีกชาวอังกฤษโดน เมนดี้ ออกมาบีบทำให้ไม่มีมุมยิง ซัดไปติดเซฟเป็นลูกเตะมุม

นาทีที่ 10 - เชลซี ฉวยจังหวะสวนกลับแล้วมาได้ลุ้นทำประตู โดย ฮาแวร์ตซ์ พาไปสุดเส้นหลังก่อนตบกลับมาให้ แวร์เนอร์ ได้ยิงด้วยซ้ายแต่ผิดเหลี่ยมติดเท้าขวาของตัวเอง

นาทีที่ 13 - เดอะ บลูส์ ได้โอกาสเหน่ง ๆ ต้องชม เมาท์ ที่พาบอลเข้ามาในเขตโทษด้านซ้าย ก่อนไหลเข้ากลางให้ แวร์เนอร์ ที่แปตามน้ำแต่ไปตรงตัว เอแดร์ซอน รับเอาไว้ได้ จังหวะถัดมา แวร์เนอร์ ได้จบอีกครั้ง โดยกระชากหนีกองหลังแล้วซัดด้วยเท้าซ้าย แต่บอลลอยเข้าหน้าต่าง

นาทีที่ 27 - เดอ บรอยน์ โชว์พิษสงถ่ายบอลให้ โฟเด้น ในกรอบเขตโทษ โดยดาวรุ่งชาวอังกฤษเกี่ยวแล้วยิงด้วยซ้ายทันที แต่ รูดิเกอร์ พุ่งเข้ามาบล็อคเอาไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ บอลลอยโด่งแล้ว เมนดี้ กระโดดรับไว้ได้สบาย

นาทีที่ 39 - เกมรับของเรามีปัญหาแล้ว โดย ธิอาโก้ ซิลวา ได้รับบาดเจ็บจากจังหวะขึ้นโหม่งบอล ก่อนที่ ทูเคิ่ล จะส่ง คริสเตนเซ่น ลงมาประจำการแทน

นาทีที่ 42 - และแล้ว "สิงห์บลูส์" ก็มาได้เฮกันสุดเสียง โดยเริ่มจาก เมนดี้ เตะยาวขึ้นหน้าไปถึง ชิลเวลล์ จ่ายต่อให้ เมาท์ ก่อนแข้งยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร เหลือบไปเห็น ฮาแวร์ตซ์ วิ่งทะลุกับดักล้ำหน้าไปเก็บบอล ก่อนแตะหนี เอแดร์ซอน เข้าไปจบสกอร์นิ่ม ๆ 1-0!

นาทีที่ 45 - ทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก 3 นาที ไม่มีทีมใดทำอะไรได้ เชลซีกลับเข้าห้องแต่งตัวนักเตะพร้อมสกอร์นำในมือ

นาทีต่อนาที - ครึ่งหลัง

นาทีที่ 55 - แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสียหายหนักเลย เพราะ เควิน เดอ บรอยน์ ได้รับบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหวจากจังหวะเข้าปะทะกับ โทนี่ รูดิเกอร์ จน กวาร์ดิโอล่า ต้องส่ง กาเบรียล เชซุส ลงมาเล่นแทนมิดฟิลด์ชาวเบลเยี่ยมที่ออกจากสนามไปพร้อมน้ำตา

นาทีที่ 60 - 'เรือใบสีฟ้า' มาร้องเอาจุดโทษในจังหวะที่ สเตอร์ลิ่ง ยิงบอลไปโดนหน้าอกของ เจมส์ แล้วแฉลบไปโดนแขน แต่ผู้ตัดสินยืนกรานว่าไม่ได้เป็นการแฮนด์บอลแต่อย่างใด

นาทีที่ 66 - ทูเคิ่ล ส่ง พูลิซิช ลงสนามแทน แวร์เนอร์

นาทีที่ 68 - โฟเด้น พาบอลขึ้นหน้ามาถึงกรอบเขตโทษ ก่อนไหลออกขวาให้ วอล์คเกอร์ เปิดเรียดเข้าในกำลังจะไปถึง เชซุส ได้จบสกอร์ แต่กัปตันเดฟวิ่งมาสกัดออกไปได้อย่างยอดเยี่ยม

นาทีที่ 73 - เชลซี ตอบโต้มาบ้างคราวนี้ ก็องเต้ ตัดบอลจากกลางสนาม ต่อด้วย ฮาแวร์ตซ์ กระชากพาขึ้นมาแล้วไหลไปให้ พูลิซิช เติมขึ้นมายิงแต่พยายามซัดหนี เอแดร์ซอน มากไปทำให้หลุดเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย

นาทีที่ 79 - เชลซี เปลี่ยนอีกหนึ่งคน โดยถอด เมาท์ ออกแล้วเป็น โควาซิช ลงมาช่วยคุมจังหวะในแดนกลาง

นาทีที่ 82 - จอร์จินโญ่ มาได้ลองยิงแบบไม่จับจากนอกกรอบในจังหวะต่อเนื่องจากการเล่นลูกเซ็ตพีซทางด้านซ้าย แต่บอลหลุดเสาออกไปอีก

ช่วงท้ายเกมที่มีการทดเวลาบาดเจ็บออกไป 7 นาที ซิตี้ พยายามโหมบุกหนัก แต่เกมรับของเชลซีประสานงานกันได้อย่างแข็งแกร่ง ป้องกันอันตรายเอาไว้ได้ทั้งหมด จนผู้ตัดสินเป่านกหวีด ส่งพวกเราคว้าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่ 2!!!


เชลซี 
(3-4-2-1): เมนดี้; อัซปิลิเกวต้า (c), ธิอาโก้ ซิลวา (คริสเตนเซ่น 39), รูดิเกอร์; เจมส์, ก็องเต้, จอร์จินโญ่, ชิลเวลล์; ฮาแวร์ตซ์, เมาท์ (โควาซิช 80); แวร์เนอร์ (พูลิซิช 66)
ตัวสำรองไม่ได้ลงสนาม กาบาเยโร่, เกปา, อลอนโซ่, เอแมร์ซอน, ซูม่า, กิลมอร์, ฮัดสัน-โอดอย, ซิเยค, ชิรูด์
ผู้ทำประตู ฮาแวร์ตซ์ 42
ใบเหลือง 
รูดิเกอร์ 57

แมนฯ ซิตี้ (4-2-1-3): เอแดร์ซอร; วอล์คเกอร์, สโตนส์, ดิอาส, ซินเชนโก้; ซิลวา (แฟร์นานดินโญ่ 64), กุนโดกาน; โฟเด้น; มาห์เรซ, เดอ บรอยน์ (c) (เชซุส 60), สเตอร์ลิ่ง (อเกวโร่ 76)
ตัวสำรองไม่ได้ลงสนาม คาร์สัน, สเตฟเฟ่น, อาเก้, กานเซโล่, การ์เซีย, ลาปอร์ต, เมนดี้, โรดรี้, ตอร์เรส
ใบเหลือง กุนโดกาน 34, เชซุส 88

ผู้ตัดสิน อัตโตนิโอ มาตีเยอ ลาโฮซ์ จาก สเปน
ผู้ชม 14,110
 

ข่าวอื่นๆ