รายงานการแข่งขัน: แมนฯ ซิตี้ 1-0 เชลซี

ประตูสุดสวยของ เควิน เดอ บรอยน์ สร้างความแตกต่างในเกมที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดเอติฮัด สเตเดี้ยม เบียดเอาชนะเชลซี 1-0

กัปตันทีม "เรือใบสีฟ้า" ปั่นบอลหนีมือ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ในนาทีที่ 70 โดยทีมของ เป๊บ กวาร์ดิโอล่า ทำแต้มทิ้งห่าง "สิงห์บลูส์" ออกไป 13 คะแนนในตารางพรีเมียร์ ลีก

การจัดทัพ

ทูเคิ่ล เปลี่ยน 5 ตำแหน่งจากเกมบุกชนะท็อตแน่มช่วงกลางสัปดาห์ โดย ธิอาโก้ ซิลวา และ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ได้ลงตัวจริง

เกมรับชาวบราซิล เข้ามาทดแทน อันเดรียส คริสเตนเซ่น ซึ่งติดเชื้อโควิด-19 ส่วน ก็องเต้ ลงเล่นแทน จอร์จินโญ่ จับคู่กับ มาเตโอ โควาซิช ในแผงมิดฟิลด์

มาร์กอส อลอนโซ่ และ คริสเตียน พูลิซิช ต่างได้ออกสตาร์ต ขณะที่ คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย กับ เมสัน เมาท์ มีชื่อบนม้านั่งสำรอง โดย ฮาคิม ซิเยค เป็นอีกคนที่ได้รับโอกาสก่อนหน้า ติโม แวร์เนอร์

ทูเคิ่ล กลับไปใช้แผงหลัง 5 คนยามไม่ได้ครองบอล โดย ธิอาโก้ ซิลวา, โทนี่ รูดิเกอร์ และ มาล็อง ซาร์ เป็น 3 เซ็นเตอร์ด้านหน้า เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ส่วนกัปตัน เซซาร์ อัซปิลิเกวต้า กับ อลอนโซ่ ยืนวิงแบ็คฝั่งขวาและซ้ายตามลำดับ

โรเมลู ลูกากู เป็นกองหน้าตัวเป้าที่เอติฮัด สเตเดี้ยม มี ฮาคิม ซิเยค กับ คริสเตียน พูลิซิช คอยสนับสนุนจากด้านข้าง

นาทีต่อนาที - ครึ่งแรก

3 - ธิอาโก้ ซิลวาลองครอสข้ามฟากไปพื้นที่ด้านขวาถึงอัซปิ แต่โดนจับล้ำหน้าไปก่อน

4 - ลาป็อกต์หยอดยาวขึ้นหน้า อัซปิบังกรีลิชไม่ให้เล่นต่อได้ และเป็นเกปาที่เตะบอลเคลียร์ติดตัวกัปตันสิงห์บลูส์ ทำให้ซิตี้ได้เตะมุม อย่างไรก็ตาม เจ้าบ้านเปิดบอลเข้ามือนายด่านของเรา

7 - อลอนโซ่มีจังหวะที่เอาขาไปเกี่ยวส้นเท้าของสเตอร์ลิ่ง ผู้ตัดสินแจกใบเหลืองให้ฟูลแบ็คสแปนิช

10 - โอกาสทองจากลูกากู จ่ายให้ซิเยคที่อยู่ในตำแหน่งดีกว่าในกรอบโทษ แนวรุกโมร็อคกันจับบอลเตรียมซัด ทว่าโดนจับล้ำหน้าไปก่อน

13 - เดอ บรอยน์ หักบอลจากสุดเส้นหลังกะให้เพื่อนดันขึ้นมายิง ยังมีอลอนโซ่ตามหวดทิ้งได้ก่อน

13 - คราวนี้สเตอร์ลิ่งจ่ายเข้ากลางเกือบถึงกรีลิช อัซปิตามดักได้ก่อน และจังหวะเตะมุมต่อเนื่อง เป็นสโตนส์ขึ้นโขกชนะโควาซิช - อลอนโซ่ แต่บอลเข้ามือเกปา

18 - ผ่านมาเกือบ 20 นาทีแรก เจ้าบ้านครองบอลบุก เล่นเกมของตัวเองได้ดีกว่าสิงห์บลูส์ ขณะที่สิงห์บลูส์ยังต้องหาโอกาสจูนเครื่องกันให้ติด

21 - โควาซิชตัดบอลจากคู่แข่งแทงต่อขึ้นฝั่งซ้ายให้ซิเยคได้วิ่งควบ จังหวะต่อเนื่องกัน แข้งเบอร์ 22 เตรียมจ่ายเข้าในให้ลูกากู แต่โดนดักได้ก่อน

24 - กรีลิชเข้าทำจากริมเส้นด้านซ้าย จ่ายต่อเข้าในกรอบโทษให้เดอ บรอยน์ลองกดจากเสาหนึ่งไปเข้ามือเกปา

28 - อัซปิตามไปปั๊มฉกบอลจากเดอ บรอยน์ได้แล้ว จังหวะต่อเนื่องเป็นพูลิซิชลากบอลต่อรอหาโอกาสเปิด มีจังหวะเคาะสั้นในกรอบโทษให้อัซปิ แต่ช็อตต่อมาที่ทั้งคู่ประสานงานกัน แนวรุกอเมริกันดันมารับบอลจากตำแหน่งล้ำหน้า

31 - โควาซิชเข้าด้านหลังใส่แบร์นาร์โด้แบบไม่โดนบอล ผู้ตัดสินแจกใบเหลืองให้ทันที

32 - จังหวะต่อเนื่อง เดอ บรอยน์เปิดบอลโค้งข้ามแนวรับไปเสาไกล บอลเกือบถึงลาป็อกต์ได้เล่นต่อ อลอนโซ่อ่านเกมออกสกัดทิ้งหวุดหวิด

35 - โฟเด้นอาศัยความสามารถเฉพาะตัวลากแหวกแผงรับเชลซีจ่ายเข้าในกรอบเขตโทษ บอลไปติดอลอนโซ่ตามดักได้ก่อนที่สเตอร์ลิ่งจะได้จบ

38 - เดอ บรอยน์เกี่ยวบอลเล่นต่อก่อนลองจ่ายเข้ากลาง แม้จะมีเพื่อนรอจบ แต่คนที่อ่านเกมขาดคือรูดิเกอร์ เคลียร์ได้หวุดหวิด และจังหวะนี้ก็ล้ำหน้าไปด้วย

39 - กรีลิชฉวยโอกาสลองจบเน้น ๆ แบบไม่มีทีมเราเข้าประกบ ยังดีที่เกปายังบล็อกได้แบบหวุดหวิด

43 - เดอ บรอยด์ แตะบอลหนีก็องเต้เข้าเหลี่ยมเท้าซ้าย จังหวะยิง แข้งเบลเยี่ยมตะบันข้ามคานไปไกล

จบ 45 นาทีแรก ยังไม่มีประตูเกิดขึ้น สกอร์ยัง 0-0

นาทีต่อนาที - ครึ่งหลัง

47 - KDB จ่ายบอลพุ่งเข้ากลางประตู สเตอร์ลิ่งชาร์จไม่โดนบอล เป็นโอกาสลุ้นหนแรกในครึ่งหลัง

47 - โอกาสของพวกเรา! โควาซิชแทงทะลุบล็อกแนวรับให้ลูกากูหลุดเข้าไปยิงติดเซฟเอแดร์ซอน จากนั้นบอลเข้าทางซิเยคหวดข้ามคาน

49 - เราได้บุกมากขึ้น คราวนี้พูลิซิชไหลให้อลอนโซ่กดด้วยซ้ายบอลเหินพุ่งไปบนอัฒจันทร์

52 - กรีลิชลากจี้กดดันอัซปิ แต่จังหวะหักเข้ากลางไม่มีเพื่อนตามมาซ้ำ

53 - ซิตี้ได้ลุ้นจากฟรีคิกนอกเขตโทษ เดอ บรอยน์ครอสเข้ากลางไปเข้าซองเกปา

55 - สเตอร์ลิ่ง โดนอลอนโซ่ชนจนล้มในกรอบโทษ แต่เรารอดการเสียจุดโทษ เนื่องจากจังหวะก่อนที่ปีกอังกฤษจะได้บอล วอล์คเกอร์ที่โหม่งชงให้อยู่ในจังหวะล้ำหน้า

56 - เจ้าบ้านเร่งจังหวะทำเกมรุกต่อเนื่อง โรดรี้ได้ยิงในกรอบไปติดบล็อกซาร์ จังหวะเตะมุมต่อเนื่อง โฟเด้นโยนเสาแรก อัซปิโขกดักทิ้งได้

62 - ผู้ตัดสินเป่าให้ซิตี้ได้ฟาวล์ หลังกัปตันเดฟมีใช้ขาเกี่ยวกรีลิช

63 - KDB หลอกยิงเสาแรก เกปาปัดทิ้งไป

66 - เราได้เตะมุมหนแรกของเกม ซิเยควางด้วยซ้ายเข้ากลางประตู ลูกากูโขกตั้งแต่ไม่มีใครได้เล่นต่อ

68 - สเตอร์ลิ่งโยกหลอกซาร์ก่อนลองซัด บอลออกเสาไกล

69 - เชลซีขยับสองคน ซิเยคกับพูลิซิชโดนเปลี่ยนตัวออก เป็นโอกาสของแวร์เนอร์ และฮัดสัน-โอดอย ลงเล่นแทน

70 - เจ้าบ้านออกนำ 1-0 จากจังหวะซัดไกลด้วยขวาของ KDB เกปาพุ่งสุดตัวแต่ไม่ทัน

72 - มีจังหวะที่บอลตกมาเข้าทางแวร์เนอร์กดเต็ม ๆ หน้าปากประตู แต่ยังโดนบล็อกโดยลาป็อกต์

76 - สิงห์บลูส์ดันเกมรุกสูงขึ้น เป็นช่วงเวลาที่เราได้ครองบอลขึงบ้าง

79 - อัซปิจ่ายหนึ่งจังหวะเข้ากลางเกือบที่แวร์เนอร์จะได้ซ้ำ น่าเสียดายที่เอแดร์ซอนอ่านเกมไว้อยู่แล้ว และออกมาคว้าได้ก่อน

80 - บอลจากริมเส้นของเราดูวูบวาบ CHO ได้พื้นที่ครอสเข้ากรอบ จังหวะสุดท้ายบอลล้นออกหลัง

81 - เมสัน เมาท์ ลงเป็นสำรองคนสุดท้าย แทนที่ของอลอนโซ่

84 - สเตอร์ลิ่งตัดบอลเข้ากลาง จ่ายต่อให้โฟเด้นยิงข้ามคาน

85 - เดอ บรอยน์ถูกเปลี่ยนตัวออก กุนโดกันลงสนาม

86 - กรีลิชเตรียมจะหาโอกาสเปิดจากสุดเส้นหลัง โดยมีอัซปิตามประกบ บอลไปติดเกปา คว้าได้ทันก่อนที่คู่แข่งจะได้โอกาส

88 - โฟเด้นได้พัก ซิตี้เปลี่ยนตัวคนที่สอง เอากาเบรียล เชซุส ลงเล่นแทน

90+2 - วอล์คเกอร์โฉบขึ้นมาได้ลองจ่ายไปเสาไกล บอลลึกเลยเชซุสไม่ได้จบ

หมดเวลาการแข่งขัน ประตูโทนจากเควิน เดอ บรอยน์ ส่งให้แมนฯ ซิตี้ เฉือนชนะเชลซี 1-0

นัดถัดไป?

เชลซี จะได้ลงแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยบุกชายฝั่งตอนใต้เผชิญหน้ากับไบรท์ตันในพรีเมียร์ ลีกคืนวันอังคารที่จะถึงนี้ เกมที่เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม จะคิกออฟในเวลา 03.00 น. ของประเทศไทย (เช้าตรู่วันพุธ)

เชลซี: เกปา; อัซปิลิเกวต้า (c), ธิอาโก้ ซิลวา, รูดิเกอร์, ซาร์, อลอนโซ่ (เมาท์ 81); ก็องเต้, โควาซิช; ซิเยค (ฮัดสัน-โอดอย 69), พูลิซิช (แวร์เนอร์ 69); ลูกากู

ตัวสำรองไม่ได้ลงสนาม: เบตติเนลลี่, บาร์คลี่ย์, จอร์จินโญ่, ลอฟตัส-ชีค, ซาอูล, ฮาแวร์ตซ์

ใบเหลือง: อลอนโซ่, โควาซิช

แมนเชสเตอร์ ซิตี้: เอแดร์ซอน; วอล์คเกอร์, สโตนส์, ลาป็อกต์, กานเซโล่; โรดริโก้, เดอ บรอยน์ (c) (กุนโดกัน 84); แบร์นาร์โด้, สเตอร์ลิ่ง, กรีลิช; โฟเด้น (เชซุส 88)

ตัวสำรองไม่ได้ลงสนาม: สเตฟเฟ่น, ดิอาส, แฟร์นานดินโญ่, เอ็มเบเต้, แม็คคาที, ลาเวีย, วิลสัน-เอสแบรนด์

ผู้ทำประตู: เดอ บรอยน์ (70)

ผู้ตัดสิน: เคร๊ก พอว์สัน

ข่าวอื่นๆ