ภารกิจพิชิตถ้วยศักดิ์สิทธิ์: มิวนิค กับ 10 ปีที่ผ่านไป

ในโอกาสวันครบรอบ 10 ปีการคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เมืองมิวนิค เราขอเล่าเรื่องราวเส้นทางการผจญภัยสู่ความฝันอันสูงสุดในยุโรป, การผจญภัยที่เปี่ยมไปด้วยความทุกข์และความสุขตอนสุดท้ายในค่ำคืนที่บาวาเรีย...


'การไลล่าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ของเชลซี เป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจสลายและอับโชค นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของพวกเขาที่จะคว้าถ้วยรางวัลที่พวกเขาปรารถนา - และเป็นถ้วยรางวัลที่พวกเขาสมควรได้รับ เป็นการยากที่จะนึกถึงครั้งสุดท้ายที่ทีมที่เก่งกาจและยืนยาวเหมือนเชลซีชุดนี้ เจอกับความล้มเหลวในการคว้าแชมป์ยุโรป’

- หนังสือพิมพ์ The Guardian ก่อนการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ ลีก 2012 รอบชิงชนะเลิศ

ในตอนที่ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ยืนรอยิงจุดโทษลูกที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ของเชลซี อดีตของแต่ละฤดูกาลที่ผ่านมาของสโมสรในรายการแชมเปี้ยนส์ ลีก ถูกแบกเอาไว้บนบ่าของเขา ถือเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น ซึ่งบางครั้งต้องเจอกับความคดเคี้ยว ก่อนไปสู่ค่ำคืนนั้นในมิวนิคในเดือนพฤษภาคม 2012 แต่หลังจากสูดหายใจเข้าลึก ๆ และวิ่งเข้าไปซัดด้วยเท้าขวา ปีศาจร้ายในคราบแชมเปี้ยนส์ ลีกได้ถูกพิชิตลง ถือเป็นครั้งแรกที่เชลซีคว้าแชมป์ยุโรป เส้นทางของพวกเราไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร!

การมีส่วนร่วมของเรากับการแข่งขันในเวทีชั้นนำของทวีป เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 13 ปีก่อน ก่อนที่ โรมัน อับราโมวิช จะเข้าซื้อสโมสร ทีมสิงห์บลูส์ที่มี จานลูก้า วิอัลล่า เป็นหัวเรือใหญ่ และนักเตะดาวดังมากมาย เช่น มาร์กแซล เดอไซญี่, กุสตาโว่ โปเยต์ และ จานฟรังโก้ โซล่า ชื่อชั้นของพวกเขา ผสมผสานกับเหล่าสุดยอดดาวเตะแห่งยุโรปได้อย่างง่ายดาย

การเล่นฟุตบอลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้เชลซีผ่านสองรอบแบ่งกลุ่ม และสร้างแมตช์น่าจดจำมากมายกับทีมยักษ์ใหญ่ อย่างเอซี มิลานและลาซิโอ ทีมบาร์เซโลน่า ที่มี ฟิโก้, ริวัลโด้ และคณะ รอคอยพวกเราในรอบก่อนรองชนะเลิศ เกมนัดแรกถือว่าไม่ธรรมดา ซึ่ง "เดอะ บลูส์" ออกนำ 3 ประตูก่อนหมดครึ่งแรก ถือเป็นผลงานที่แฟนบอลในสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ไม่เคยได้เห็นมาก่อน แต่สุดท้าย 5 จาก 6 ประตูที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เป็นทางฝั่งทีมดังจากแคว้นกาตาลันที่ยิงได้ ส่งให้พวกเขาผ่านเข้ารอบตัดเชือก แต่ความเป็นอริได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว


'ผมจะไม่มีวันลืมบรรยากาศ และความสุขของทุกคนในสนาม' โทเร่ อันเดร โฟล ดาวเตะผู้ยิง 2 ประตูในเกมนัดแรกกล่าว 'สุดท้ายเชลซีก็สามารถต่อกร และเอาชนะทีมที่ดีกว่าในยุโรปได้'

ผ่านไป 3 ปี ก่อนที่การแข่งขันแชมเปี้ยนส์ ลีก จะกลับมาที่เดอะ บริดจ์ แต่หนนี้เหล่าสตาร์ดังที่ตบเท้าย้ายเข้าร่วมทัพภายหลังการมาของ อับราโมวิช หมายความว่าความคาดหวังเพิ่มสูงขึ้น หลังผ่านรอบแบ่งกลุ่ม และรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้อย่างปลอดภัย ไฮไลต์ของการแข่งขันเวทียุโรป ฤดูกาล 2003/04 เกิดขึ้นที่สนามไฮบิวรี่ โดยประตูในช่วงท้ายเกมจาก เวย์น บริดจ์ ได้ยุติสถิติสุดบู่ที่เราไม่สามารถบุกไปโค่นอาร์เซนอลลงได้ พร้อมตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายโดยเขี่ยคู่แข่งร่วมลอนดอนตกรอบไป 'นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เชลซี มีอิทธิพลเหนือกว่าอาร์เซนอล' บริดจ์ กล่าวในหลายปีให้หลัง

ในเกมรอบรองชนะเลิศกับโมนาโก เราเจอกับความเศร้าโศกครั้งแรก จาก 4 ครั้งที่โดนเขี่ยร่วงจากรอบนี้ของรายการ ด้วยสกอร์นำ 2-0 ในเกมนัดที่สองในบ้าน "สิงห์บลูส์" จ่อตีตั๋วผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ แต่ทีมจากฝรั่งเศสฮึดสู้ โดยได้ความช่วยเหลือจากความผิดพลาดด้านแท็คติกส์ และความผิดพลาดของผู้ตัดสินในตลอด 2 นัด

ฤดูกาลถัดมา ความบาดหมางกับบาร์เซโลน่าถูกจุดขึ้นใหม่ อีกหนึ่งเกมนัดประวัติศาสตร์โดยครั้งนี้ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเข้าทางของพวกเรา หลังจากลูกโหม่งช่วงท้ายเกมของ จอห์น เทอร์รี่ ที่เดอะ บริดจ์ ได้ตัดสินการแข่งขัน 2 นัด ซึ่งมีประตูเกิดขึ้น 9 ลูกและเปี่ยมไปด้วยดราม่า หลังจากนั้นพวกเราเอาชนะบาเยิร์น มิวนิคได้ในรอบก่อนรองชนะเลิศ

"สิงห์บลูส์" ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ขยับเข้าใกล้การคว้าแชมป์ลีกสูงสุดประเทศอังกฤษเป็นสมัยแรกในรอบ 50 ปี แต่เป็น ลิเวอร์พูล อีกหนึ่งสโมสรจากพรีเมียร์ ลีก ที่ยุติความฝันของพวกเราในเวทียุโรปฤดูกาลนั้น มีความอื้อฉาวเกิดขึ้นจาก 'ประตูผี' ของ หลุยส์ การ์เซีย ซึ่งเป็นประตูโทนในการแข่งขันแมตช์ดังกล่าว และยังคงเป็นที่โต้เถียงกันว่าบอลลอยข้ามเส้นไปแล้วหรือไม่ โดยแม้ดูจากภาพช้าก็ยังไม่สามารถหาบทสรุปได้ อย่างไรก็แล้วแต่ เรามีศัตรูหน้าใหม่ทั้งในประเทศและในเวทียุโรปแล้ว

หลังจากบาร์เซโลน่าล้างแค้นการปราชัยให้พวกเราในปีก่อนหน้านั้น โดยเขี่ยพวกเราตกรอบในปี 2006 ได้สำเร็จ ก็เป็นการอกหักด้วยน้ำมือของลิเวอร์พูลอีกครั้งในรอบรองชนะเลิศ ปี 2007 ซึ่งหนนี้เกิดขึ้นจากการดวลจุดโทษตัดสิน คำสาปในแชมเปี้ยนส์ ลีกของเชลซียังคงดำเนินต่อไป และยิ่งหนักหนาสาหัสขึ้นในอีก  2 ฤดูกาลถัดมา

คงเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินว่าเหตุการณ์ไหนน่าเจ็บปวดกว่ากัน ในปี 2008 เราสามารถเอาชนะลิเวอร์พูลในรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ ด้วย 2 ประตูจาก ดร็อกบา และจุดโทษของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ในค่ำคืนสุดตื้นตันที่เดอะ บริดจ์

"สิงห์บลูส์" มุ่งหน้าสู่มอสโกว์ แต่ความหวังในการชูถ้วยหูใหญ่ในดินแดนบ้านเกิดของเจ้าของสโมสร ต้องมลายหายไปพร้อมกับสายฝน เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผงาดคว้าชัยชนะจากการดวลจุดโทษตัดสิน หลังจากที่เสมอกันในเวลา 1-1 เทอร์รี่ มีโอกาสยิงให้สโมสรรักของเขาคว้าแชมป์ แต่เขาเสียหลักในขณะที่วิ่งไปยิงทำให้บอลลอยไปชนเสา

'การได้เห็นเชลซีคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมอสโกว์ ทำให้ผมนอนหลับง่ายขึ้น' กัปตันของเรากล่าวหลังคว้าแชมป์ที่มิวนิค

12 เดือนถัดมา ความฝันของพวกเราในแชมเปี้ยนส์ ลีก ดูจะพังทลายมากขึ้นไปอีก โดยครั้งนี้ ประตูในนาทีสุดท้ายของ อันเดรียส อิเนียสต้า กับบาร์เซโลน่า (พวกเขาอีกแล้ว) ได้เขี่ยพวกเราตกรอบรองชนะเลิศ เชลซีต่อสู้อย่างหนักที่คัมป์ นู เพื่อเก็บผลเสมอแบบไร้สกอร์กลับมา และมาได้ประตูนำในครึ่งหลังจากลูกยิงสายฟ้าของ ไมเคิ่ล เอสเซียง จากนั้นทีมโดนปฏิเสธจุดโทษครั้งแล้วครั้งเล่าในขณะที่พยายามยิงประตูตอกฝาโลง ก่อนที่ อิเนียสต้า จะมายิงตีเสมอสุดงาม ทำให้คู่แข่งผ่านเข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน

สำหรับ เพตเตอร์ เช็ก, เทอร์รี่, แลมพาร์ด และ ดร็อกบา นักเตะที่ร่วมหัวจมท้ายกับทีมมาตลอด ยกเว้นแชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ซีซั่นแรก นี่คงเป็นความรู้สึกเสมือนว่าพวกเขาจะไม่มีทางคว้าแชมป์ได้

ปี 2010 และ 2011 พวกเราต้องตกรอบด้วยน้ำมือของอินเตอร์ มิลาน และแมนฯ ยูไนเต็ด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทีมฝ่าฟันได้มาจบลงในฤดูกาล 2011/12 ซึ่งการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ ลีก ของพวกเรา ต้องเจอกับความอันตรายต่าง ๆ นา ๆ ก่อนจะมาปิดฉากด้วยความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ชัยชนะในเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้ายเหนือบาเลนเซีย ช่วยให้พวกเราผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้อย่างหวุดหวิด จากนั้นการปราชัย 3-1 ในแมตช์บุกเยือนนาโปลี ทำให้ อันเดร วิลลาส-โบอาส โดนปลดจากตำแหน่ง และเป็น โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ผู้เล่นคนสำคัญจากทีมเชลซีที่ลงแข่งขันแชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรก ได้เข้ามาทำงานแทน

"เดอะ บลูส์" สู้สุดใจในนัดที่ 2 และได้ความเก๋าจาก ดร็อกบา, เทอร์รี่ และ แลมพาร์ด เข้ามาช่วย จนการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้าย ต้องลากยาวไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ ก่อนที่ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ตะบันประตูชัยตัดสินการแข่งขัน ทำให้เกมดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ 'เราแสดงให้เห็นแล้วว่าเชลซีทำมาจากอะไร' เทอร์รี่ กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

หลังจากเอาชนะเบนฟิก้าทั้งแมตช์เหย้าและเยือนในรอบก่อนรองชนะเลิศ สถานีต่อไปของพวกเราคือบาร์เซโลน่า พวกเขาอีกแล้ว! แต่บางทีเทพีแห่งโชคชะตาจะอยู่ฝั่งพวกเราในคราวนี้ ในเกมนัดแรกที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ทีมเยือนพลาดโอกาสมากมาย ขณะที่ ดร็อกบา ยิง 1 ประตูจากโอกาสไม่กี่ครั้งของพวกเรา

เกมนัดที่ 2 อาจจะเป็นหนึ่งในเกมที่วิเศษที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรของเรา เชลซีโดนนำ 2 ประตู และมีตัวผู้เล่นน้อยกว่า ซึ่งต้องเจอกับหนึ่งในทีมที่หลายคนยกให้เป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล อย่างไรก็ตาม เป็น "สิงห์บลูส์" ที่เป็นฝ่ายเข้ารอบ ในช่วงใกล้จบครึ่งแรก รามิเรส ทำให้พวกเราขึ้นนำด้วยกฎประตูทีมเยือนจากจังหวะการชิพอันเหนือชั้น จากนั้นพวกเราตั้งมั่นเล่นเกมรับอย่างเหนียวแน่นในช่วงครึ่งหลัง เช็ก โชว์เซฟครั้งแล้วครั้งเล่า ลิโอเนล เมสซี่ ยิงจุดโทษไปชนคาน และในตอนที่เวลาใกล้จะจบลง เฟอร์นานโด ตอร์เรส หลุดเดี่ยวเข้าไปทำประตู

เชลซี ปีนภูเขามาหลายลูก แต่ยังมีภูเขาใหญ่ลูกสุดท้ายให้ต้องพิชิต: บาเยิร์น มิวนิค กับการลงเล่นในรังของพวกเขา เราขาด 4 นักเตะเพราะติดโทษแบน แต่เป็นอีกครั้งที่ เดอะ บลูส์ ใช้แผนการเล่นที่มีวินัยและเล่นเกมรับอย่างเหนียวแน่น

'เจ้าบ้าน' มาได้ประตูนำจาก โธมัส มุลเลอร์ ที่โขกในช่วงท้ายเกม แต่เชลซี ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ โดยมาตามตีเสมอจาก ดร็อกบา ในขณะที่การแข่งขันเหลืออีกไม่กี่นาที และในช่วงต่อเวลาพิเศษ เช็ก โชว์เซฟจุดโทษของ อาร์เยน ร็อบเบน อดีตเพื่อนร่วมทีมของเขา ก่อนจะเซฟอีก 2 ครั้งในการดวลจุดโทษตัดสิน สิ่งดังกล่าวเปิดโอกาสให้ ดร็อกบา ได้ทำลายอาถรรพ์ในการไล่ล่าถ้วยศักดิ์สิทธิ์ใบนี้ และเขาไม่ยอมปล่อยไปง่าย ๆ จนสุดท้ายสโมสรฟุตบอลเชลซี กลายเป็นทีมแชมเปี้ยนส์แห่งยุโรป

ข่าวอื่นๆ