ในฐานะนักเตะ แอชลี่ย์ โคลประสบความสำเร็จอย่างมาก และตอนนี้ตั้งเป้าที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพโค้ชอีกครั้ง หลังกลับมาทำงานในอะคาเดมี่ของเชลซี

ไม่นานหลังเข้ารับตำแหน่งใหม่ที่ค็อบแฮม โคลได้มาพูดคุยกับเว็บไซต์ของเชลซีเกี่ยวกับการกลับมาทำงานกับสโมสรในฐานะโค้ช, ผลพวงจากผู้จัดการทีมในอดีต และแผนพัฒนาเหล่าดาวรุ่งในอนาคต...

หลังคว้าแชมป์ไปแปดรายการกับสิงห์บลูส์ โคลได้ประกาศจบการค้าแข้ง 20 ปีของเขาลงในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา รวมแล้วคว้าแชมป์ไปทั้งหมด 13 รายการ หนึ่งในนั้นคือเอฟเอ คัพ 7 สมัย และลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ 107 นัด

ปัจจุบันเขารับตำแหน่งโค้ชอะคาเดมี่ในรุ่น U15 และจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับนักเตะยุคใหม่ของเชลซี สำหรับตัวโคลเองแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นสู่เป้าหมายที่เจ้าตัวอยากประสบความสำเร็จให้ได้เท่ากับในตอนที่เล่นในสนาม

“ผมเริ่มต้นกับรุ่น U15 มาสองเดือนแล้ว” โค้ชวัย 38 ปีกล่าว “ผมทำงานร่วมกับแฟรงค์ โอเบรียนที่อยู่เชลซีมานานหลายปี เคยได้ดูแลนักเตะมากมายที่เล่นให้ทีมชุดใหญ่อยู่ในตอนนี้ ทำให้เขาเป็นคนที่มีอิทธิพลอย่างมากในตอนนี้”

“เอียน โฮเวลล์เป็นโค้ชหลักที่มีประสบการณ์สูงมาก ทุกคนทำงานร่วมกับนักเตะรุ่นเล็กมานานหลายปี เป็นเรื่องที่ดีมากที่ได้ทำงานกับทั้งสองคน เดือนแรกเป็นการทำความคุ้นเคยกับสถานที่ ทำความรู้จักและเข้าใจนักเตะในทีม เพราะทุกคนยังเด็กกันอยู่เลย”

“ผมยังอยู่ในช่วงทำงานเพื่อให้ได้รับการยอมรับในการเป็นโค้ชอยู่ หมายความว่าถ้าผมไม่ได้ทำงานในสโมสร มันยากมากที่ผมจะเก็บสะสมชั่วโมงการทำงาน ผมกำลังเรียนรู้ไม่ใช่แค่การเป็นโค้ชและวิธีการพูดคุยกับคนในหลากหลายสถานการณ์ แต่ยังมีการเตรียมแผนฝึกซ้อมและจัดเตรียมอุปกรณ์”

“ในฐานะนักเตะ คุณแค่ลงสนามไปซ้อมเท่านั้น แต่ตอนนี้ผมต้องทำความเข้าใจหลักการเบื้องหลังการฝึกซ้อมทุกอย่าง การจัดระบบและรายละเอียดเล็กน้อย ถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการเป็นโค้ชมาก”

โคลยอมรับว่าเขาไม่มั่นใจว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนหลังแขวนสตั๊ดมา แต่คำแนะนำจากนีล บาธ หัวหน้าฝ่ายพัฒนานักเตะเยาวชนและประสบการณ์ในอเมริกาสามปีที่ผ่านมาบอกเขาว่าการเป็นโค้ชนั้นเป็นเส้นทางที่เขาน่าจะเดินหน้าไปต่อ

“ผมได้คุยกับนีล บาธเกี่ยวกับอนาคตของผมเมื่อสองปีก่อน และผมสนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการเป็นแมวมองในตอนแรก” โคลยอมรับ “ผมสนุกกับการดูการแข่งขันและวิเคราะห์ผลงานของนักเตะในแนวรับและแดนกลาง แต่เมื่อผมไปเล่นให้แอลเอ กาแล็กซี่ ผมได้มีบทบาทในการเป็นโค้ชด้วย”

“ผมไม่ได้เป็นแค่นักเตะในตอนที่อยู่ที่นั่น ผมนั่งดูวิดีโอและวิเคราะห์เกม ได้มีโอกาสโค้ชนักเตะดาวรุ่งหลายคนซึ่งผมสนุกมาก ผมชอบที่จะเห็นประโยชน์จากการบอกอะไรบางอย่างกับนักเตะและได้เห็นพวกเขาทำได้ดีในตอนที่ลงสนาม นั่นคือสิ่งทีผมอยากจะเห็น และจากจุดนั้นนำไปสู่การพูดคุยกับนีลและผมบอกเขาว่าอย่างเป็นโค้ช”

โคลไม่ใช่อดีตดาวเตะของเชลซีคนแรกที่กลับมาสโมสรในฐานะทีมงานในอะคาเดมี่ ก่อนหน้านี้โจ โคลได้กลับมาร่วมทำงานกับจอน ฮาร์ลี่ย์ และแอนดี้ มายเออร์ไปแล้ว ขณะที่โจดี้ มอร์ริส และเอ็ดดี้ นิวตั้นเองก็ผ่านเส้นทางเดียวกันจนถึงทีมชุดใหญ่

แม้แต่แฟรงค์ แลมพาร์ดเองก็เคยใช้เวลาในค็อบแฮมไปกับเหล่าดาวรุ่งของเราในตอนที่เตรียมตัวรับตรารับรองการเป็นโค้ช ก่อนจะไปคุมทีมดาร์บี้ เคาน์ตี้ในฤดูกาลที่ผ่านมา และโคชรู้สึกว่าการนำเอากลุ่มคนที่มีความรู้สึกที่ดีต่อสโมสรกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง

“อะคาเดมี่ของเราดีมากเลยที่ได้ให้นักเตะเก่าได้กลับมามีโอกาสเรียนรู้การเป็นโค้ช” เขากล่าว “ทุกคนที่นี่ต้องการที่จะนำเอาคนที่เข้าใจความหมายของการเป็นนักเตะเชลซีกลับมาอีกครั้ง คุณต้องเป็นนักเตะระดับท็อปเพื่อที่จะเล่นให้เชลซี ดังนั้นทีมจำเป็นต้องใช้แรงผลักดันจากอดีตนักเตะระดับท็อปเหล่านั้นเพื่อพัฒนานักเตะรุ่นใหม่ให้เก่งขึ้น”

“เชลซีน่าจะเป็นหนึ่งในสโมสรแรกๆ ที่ทำในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการฝึกสอน แต่ทีมงานของนักเตะยืนตัวและฝ่ายอื่นๆ การนำเอาพวกเขากลับมาอีกครั้งมันดีต่อการส่งต่อประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ”

เส้นทางการทำงานเป็นโค้ชของโคลเริ่มต้นด้วยดี เมื่อทีม U15 ของเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกทัวร์นาเม้นต์ล่าสุดได้หลังชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, นิวคาสเซิล, ดินาโม เคียฟ และซันเดอร์แลนด์ ในรอบชิงชนะเลิศเอาชนะเอฟเวอร์ตันได้ด้วยสกอร์ 4-0 แสดงให้เห็นจิตใจที่มุ่งมั่นในชัยชนะที่อยู่ในอะคาเดมี่ของเรามานานหลายปี

โคลเห็นด้วยว่าชัยชนะเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับพัฒนาการ และอธิบายว่าเป้าหมายในการเป็นโค้ชของเขากับการทำงานร่วมกับเด็กวัย 14-15 ปี เขาเชื่อว่าการทำงานในเชิงแท็คติกกับดาวรุ่งของเชลซีนี้จะทำให้เด็กๆ มีพัฒนาการที่แตกต่างจากที่อื่น

“ผมอยากให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของแท็คติก เพราะในวัยนี้มันสำคัญมากที่จะเริ่มต้นทำให้พวกเขาเข้าใจเกมในด้านนี้ด้วย” โคลกล่าว

“เราจะให้พวกเขาได้เล่น พัฒนาและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง แต่เราอยากทำให้เด็กๆ เข้าใจในแท็คติกมากขึ้น ดังนั้นในช่วง 1-2 ปีนี้พวกเขาจะแซงหน้านักเตะในอะคาเดมี่อื่นไปอีกขั้น เพราะพวกเขามีเรื่องแบบนั้นในสมองอยู่แล้ว”

“แน่นอนว่าชัยชนะเป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการ เรากำลังทำงานร่วมกับนักเตะดาวรุ่งที่ยังคงต้องพัฒนาและเรียนรู้เกม พัฒนาทั้งในเรื่องเทคนิคและแท็คติก แต่ในทัวร์นาเม้นต์นี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องชนะ เชลซีเป็นสโมสรใหญ่และเรามีความคาดหวังที่สูงมากเหมือนกับทีมชุดใหญ่”

หลังทำงานร่วมกับผู้จัดการทีมชั้นนำมาหลายคนในตอนที่ยังค้าแข้ง โคลบอกว่าไม่อยากทำตามแบบของใคร แต่เลือกที่จะปรับใช้แนวทางต่างๆ ให้เข้ากับตัวเองแทน

“ทุกคนมีหลักการของตัวเอง แต่คุณต้องเก็บเกี่ยวไอเดียจากโค้ชหลายๆ คนที่เคยทำงานร่วมกันมาด้วย” โคลกล่าว “สิ่งแรกที่ผมได้เรียนรู้คือโค้ชทุกคนคือโจร!”

“ผมอยากเอาการจัดระบบทีมของโชเซ่ มูรินโญ่มาใช้ นำเอาการจัดการคนของคาร์โร อันเชล็อตติ รวมไปถึงการให้ความเชื่อมั่นของเขาที่มีต่อลูกทีม และอาร์เซน เวนเกอร์ที่เชื่อมั่นในตัวดาวรุ่งและเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดได้อย่างรวดเร็ว ทุกอย่างเป็นเรื่องของการประยุกต์และปรับตัว”

แล้วอะไรคือเป้าหมายในการเป็นโค้ชของโคล?

“ผมอยากเป็นโค้ชที่ดีที่สุด” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ผมได้เล่นท่ามกลางนักเตะและผู้จัดการทีมที่เก่งกาจมาแล้วมากมาย ดังนั้นนี่คือเรื่องของการทำความเข้าใจ ผมเข้าใจมาแล้วในฐานะนักเตะ และตอนนี้คือเวลาในการนำเอาประสบการณ์นั้นมาเปลี่ยนเป็นการทำงานในฐานะโค้ช”