หลังตัดสินใจขยายสัญญาอยู่กับเชลซีไปอีกสองปี กัปตันเซซาร์ อัซปิลิเกวต้า ได้เผยถึงความรับผิดชอบที่เขาเชื่อว่าเป็นการช่วยให้สโมสรดำเนินสิ่งต่าง ๆ ไปอย่างราบรื่น รวมถึงริเริ่มการสร้างรากฐานสู่ยุคแห่งความสำเร็จในอีกครั้งหนึ่ง

แนวรับสแปนิช จะอยู่ค้าแข้งให้เชลซีครบทศวรรษปลายเดือนนี้ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แม้กระทั่งก่อนจะนำเรื่องความสำเร็จ ที่เขาช่วยมอบให้กับทีมระหว่างการค้าแข้งในถิ่นลอนดอนตะวันตกมาพิจารณา แต่มีการยืนยันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าอัซปิจะยังคงสานต่ออาชีพค้าแข้งร่วมกับเดอะ บลูส์ต่อไป

ข่าวดังกล่าว เข้ามาในช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของสโมสร ที่ซึ่งพวกเราเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ภายใต้เจ้าของทีมคนใหม่ ความเป็นไปได้ที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของยุคใหม่ที่เดอะ บริดจ์ ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับอัซปิลิเกวต้า แม้เจ้าตัวจะยืนกรานอยู่แล้วว่า ความมุ่งมั่นไม่เคยเป็นปัญหากับตัวเขา เมื่อต้องพิจารณาถึงเส้นทางอาชีพค้าแข้งในภายหน้า

‘ความมุ่งมั่นของผมมีอยู่เสมอ’ เจ้าตัวอธิบาย ‘ตั้งแต่ที่ผมย้ายมาอยู่ที่นี่ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมเห็นว่าสโมสรมีความทะเยอทะยานอยู่ตลอด พร้อมต่อสู้กับทุก ๆ เรื่องในระดับสูงสุดเสมอมา ดังนั้น ผมตื่นเต้นไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก ๆ

‘เรามีโปรเจ็คต์ใหม่ ๆ อยู่ในมือ แต่เป้าหมายและความทะเยอทะยานของพวกเรา คือต่อสู้เพื่อทุกสิ่งอย่าง และเราจะทำงานหนักเพื่อบรรลุเป้าหมาย เรารู้ว่าการแข่งขันในทุก ๆ ฤดูกาล นั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น เราจะทำงานให้หนัก เพื่อทำให้เป้าหมายที่เราต้องการในฤดูกาลนี้สำเร็จให้ได้’

ในเรื่องของความรับผิดชอบ ที่อัซปิเชื่อว่าอยู่เคียงคู่กับการได้เป็นกัปตันสโมสร นี่ถือเป็นสิ่งที่เจ้าตัวคิดคำนึงถึงเป็นลำดับแรก ๆ ภายหลังจากการตัดสินใจขยายสัญญาฉบับใหม่

แนวรับวัย 32 ปี ยอมรับว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลก่อน เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้องกับสโมสร เดฟรู้ดีว่านี่คือหน้าที่ที่เขาจะต้องรับบทผู้นำ การเป็นแบบอย่างท่ามกลางช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่ต่างไปกับช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของสโมสร นั่นหมายความว่ากัปตันของพวกเราภูมิใจที่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ กับความท้าทายในการนำทีมผ่านช่วงเวลาดังกล่าว เข้าสู่ฉากต่อไปในประวัติศาสตร์ทีมสิงห์บลูส์

‘ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่กุมภาพันธ์ จากการคว่ำบาตรและการเปลี่ยนแปลงเจ้าของทีม เราเสียนักเตะไปหลายคนด้วย เราเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ไม่แน่ไม่นอน ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย แต่ตอนนี้ฉากใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น แน่นอนครับ ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

‘เมื่อเราอยู่ท่ามกลางช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ คุณมีหน้าที่รับผิดชอบในฐานะกัปตันทีม ไม่ใช่แค่เป็นกัปตันเพื่อชูถ้วยรางวัลเพราะเป็นที่หนึ่งเท่านั้น แต่ต้องอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนด้วย อยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ดังนั้น กับบทบาทของผมในฐานะกัปตันทีม ผมรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่จะต้องช่วยให้พวกเราทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ทำงานหนักในสนาม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี‘ภายใต้กลุ่มเจ้าของทีมรายใหม่ พวกเขามีความทะเยอทะยานในเรื่องของการคว้าถ้วยรางวัล มุ่งมั่นในการพาสโมสรเติบโต ดังนั้น บทบาทของผม ในฐานะกัปตันทีม ผมจะพยายามช่วยเรื่องพวกนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที้จะทำได้ ไม่ว่าจะทั้งในและนอกสนาม เพื่อให้มีเสถียรภาพมากขึ้นผมรู้สึกได้ถึงความรับผิดชอบที่ต้องอยู่ที่นี่และหวังว่าจะได้ดื่มด่ำไปกับช่วงเวลาที่ดีมากกว่านี้ในอนาคต‘เรามีคนกลุ่มใหม่ ๆ ที่ทำงานอย่างหนัก เพื่อให้สโมสรดีขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ เราพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา เราได้แบ่งปันความเห็นซึ่งกันและกัน ท้ายสุดแล้วเราทุกคนต้องการสิ่งเดียวกัน คือรักษาผลงานเรื่องการคว้าถ้วยรางวัล พัฒนาทีมต่อไป เติบโตและผลักดันไปด้วยกัน

‘พวกเรามีช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จสุด ๆ ตลอดช่วงเวลา 19 ปี กับเจ้าของทีมคนก่อน ซึ่งมันน่าทึ่งมาก ตอนนี้ยุคใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว ในชีวิตจริง เมื่อโอกาสเข้ามาในชีวิต เราก็ต้องคว้ามันไว้’

อัซปิลิเกวต้า ยังได้ย้อนถึงช่วงเวลาอันน่าทึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมากับเชลซี โดยในระหว่างนั้นเขาคว้าแชมป์ทุกรายการ และยอมรับว่าสิ่งดังกล่าว ข้ามผ่านทุกอย่างที่เขาเคยจินตนาการเอาไว้ สมัยย้ายมายังถิ่นลอนดอนตะวันก่อนวันเกิดอายุครบ 23 ปีไม่กี่วัน

ในตอนนั้น เขาเป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญาของซัมเมอร์ เคียงข้างนักเตะอย่าง เอเด็น อาซาร์, ออสการ์ และวิคเตอร์ โมเซส ซึ่งเข้ามาร่วมทัพชุดที่เพิ่งคว้าแชมป์ยุโรป โดยทราบดีว่าเจอกับงานช้าง ในการสอดแทรกเข้าไปเป็นตัวจริงของทีมที่เปี่ยมทั้งประสบการณ์และคุณภาพ

'ผมย้ายเข้ามาในปี 2012 และจดจำทุกอย่างได้เป็นอย่างดี ผมเป็นดาวรุ่งที่เข้าสู่ค็อบแฮมพร้อมความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ เชลซีเพิ่งคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก ดังนั้นแน่นอนว่าเราอยากสัมผัสความรู้สึกนั้นเหมือนกัน การคว้าแชมป์ทุกอย่างที่เชลซีเคยได้มาครอง

'ผมรู้ว่าผมไม่ใช่การเซ็นสัญญาสำคัญ ที่จะย้ายเข้ามาแล้วเข้าไปติด 11 ตัวจริงทันที แต่ผมรู้ว่าสโมสรมีความเชื่อมั่นในตัวผม โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ผู้จัดการทีมในตอนนั้น เชื่อมั่นในตัวผม ส่วนไมเคิ่ล อีมีนาโล่ ผู้อำนวยการเทคนิคก็เช่นกัน ดังนั้นผมจึงรู้สึกถึงความเชื่อมั่น แม้ผมจะทราบว่าผมต้องทำงานเพื่อสอดแทรกตัวเองเข้าไปติดทีม ผมมีสมาธิในการเรียนรู้ทุกวัน ถึงแม้ว่าช่วงแรกผมจะไม่ได้ลงสนาม แล้วก็ค่อย ๆ เติบโตต่อยอดจากจุดนั้น 10 ปีผ่านไป ผมยังคงอยู่ที่นี่!

'แน่นอนว่าผมอยากจะคว้าแชมป์ แต่ผมไม่ได้คิดเรื่องนี้เยอะนักหรอก คุณแค่อยากจะได้ถ้วยรางวัล หลังผ่านไป 10 ฤดูกาล การเก็บครบทุกโทรฟี่ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากครับ และผมก็ภูมิใจจริง ๆ แต่ผมยังอยากได้มากกว่านี้ เรื่องนี้ชัดเจนมาก ผมไม่อยากหยุดตรงนี้ ผมอยากจะช่วยสโมสรให้เฝ้าเก็บถ้วยรางวัลมากขึ้นเพื่อทำให้แฟนบอลของเราภูมิใจ เมื่อคุณมีความรู้สึกของการชูโทรฟี่ คุณอยากจะทำมันอีกครั้งแล้วครั้งเล่า'

การคว้าโทรฟี่ต่าง ๆ เหล่านั้น ถือเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดที่เขามีร่วมกับสโมสร อย่างไรก็ตาม เกมถล่มวูล์ฟส์ 6-0 ในการเดบิวต์ที่สมบูรณ์แบบกับสิงห์บลูส์ ยังคงเป็นความทรงจำที่มีความสุขที่สุดสำหรับอัซปิลิเกวต้า

'ผมคงต้องบอกว่า การเดบิวต์ให้เชลซีในศึกลีก คัพ กับวูล์ฟส์ ยังคงเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุด ผมเฝ้ารอที่จะได้ลงสนามในนัดนั้น แล้วผมก็สนุกกับมันมาก ผลการแข่งขันถือว่าดีเลย แล้วก็เตะที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ด้วย ดังนั้นทุกอย่างมันจึงใช่ไปหมด

'จากนั้นการคว้าแชมป์ ก็เป็นโมเม้นต์สำคัญที่คุณชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นวันที่เราคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีกในปี 2015 ซึ่งเป็นสมัยแรกตั้งแต่ผมย้ายมา หรือวันที่เราได้โทรฟี่ หรือคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีกที่ปอร์โต้ แชมป์สโมสรโลกที่อาบูดาบีก็พิเศษเหมือนกัน การได้สัมผัสกับถ้วยใบนั้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

'ผมต้องบอกด้วยว่ามีโมเม้นต์ที่ดีมาก ๆ ซึ่งเราได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่วิเศษที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ รวมทั้งเกมนัดเยือนร่วมกับแฟนบอลของเราด้วยครับ ตอนที่คว้าชัยชนะที่บ้านเวสต์ บรอม สำหรับถ้วยพรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 2 ของผม นั่นเป็นหนึ่งในโมเม้นต์ที่พวกเราเอ็นจอยกันจริง ๆ'

ด้วยสัญญาใหม่ของเขา หมายความว่าเราจะได้เห็นอัซปิลิเกวต้า อยู่กับเชลซีไปอีกอย่างน้อย 2 ปี เรามั่นใจว่าจะมีโมเม้นต์ที่ยิ่งใหญ่ซึ่งถูกเพิ่มเข้าไปในลิสต์ดังกล่าวเร็ว ๆ นี้