เซซาร์ อัซปิลิเกวต้าเชื่อ การฟื้นจากช่วงเวลาที่ลำบากเพื่อผ่านด่านยากอย่างท็อตแน่มเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของเชลซีภายใต้การคุมทัพของแฟรงค์ แลมพาร์ด

จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่แฟนเดอะบลูส์มักเรียก “ไวท์ ฮาร์ท เลน” สเตเดี้ยมเก่าของคู่ปรับร่วมเมืองว่า “เลนแห่งสามแต้ม” เนื่องมาจากผลงานอันยอดเยี่ยมของเรายามออกไปเยือนที่นั่นในช่วงปลายยุค 1980s ตลอดมาจนยุค 90s ร่วมถึงในช่วงต้นของปี 2000 ก่อนที่มันจะเริ่มจางหายไป แม้ว่าพวกเราจะเก็บชัยชนะเหนือพวกเขาได้ในเกมแรก ในช่วงที่พวกเขาเปลี่ยนมาใช้สนามเวมบลี่ย์เป็นรังเหย้าชั่วคราว ซึ่งเกมเมื่อคืนนี้เปรียบเสมือนการรื้อฟื้นความทรงจำที่ดีในวันวานของการมาเยือนลอนดอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝ่าฟันช่วงเวลาที่ยากลำบากเพื่อคว้าชัยชนะนี้คือสิ่งที่อัซปิลิเกวต้าปราบปลื้มเป็นที่สุด

“หลังจากผ่านช่วงพักเบรกทีมชาติเราก็เจอปัญหาการรักษาความสม่ำเสมอในการเอาชนะคู่แข่งทันที” เซซาร์กล่าวหลังจบเกม

“เราเสียประตูกันเยอะ, เราทำแต้มหลุดมือ, มันเป็นเรื่องจริงที่เราแพ้หลายเกมในช่วงหลังและยังต้องมาที่ท็อตแน่ม เพื่อเจอกับทีมที่กำลังอยู่ในฟอร์มที่ดี และเราก็แสดงให้เห็นถึงสปิริตที่ยอดเยี่ยม, เราสู้เพราะเรารู้ว่ามันมีความหมายต่อแฟนๆ และพวกเราทุกคนมากแค่ไหน สปิริตที่เอ่ยถึง สร้างความแตกต่างในเกมนี้ได้มากเลยทีเดียว”

“เราอย่าลืมนะว่าผู้เล่นดาวรุ่งพวกนี้อยู่ที่ไหนกันเมื่อปีที่แล้ว พวกเขาลงเล่นคนละลีกกันกับตอนนี้และลงเล่นในสภาวะความกดดันที่แตกต่างด้วย” เขากล่าวเสริม

“เรารู้ดีว่าที่เชลซีนั้นต้องการระดับคุณภาพสูงสุดในทุกๆเกม และนั่นหมายถึงการลงเล่นทุก 3 วัน ทั้งในพรีเมียร์ ลีกและแชมเปี้ยนส์ ลีก ทุกเกมเราต้องสู้เพื่อชัยชนะและสู้เพื่อขึ้นไปอยู่สูงที่สุด เพราะฉะนั้นเราต้องยกเครดิตให้พวกเขาเหล่านี้ที่แสดงสปิริตและหัวจิตหัวใจที่จะเติบโตในทุกๆวันร่วมกับบรรดาสต๊าฟฟ์โค้ชออกมาอย่างน่าทึ่ง

“เราในฐานะนักเตะรุ่นพี่ก็พยายามช่วยเหลือพวกเขาให้ได้มากที่สุด แต่พวกเขาก็ได้แสดงความแข็งแกร่งออกมาและนั่นคือการสำคัญของการพัฒนาตัวเอง ผมปลื้มใจกับทุกคนในทีมมากจริงๆ”

นับว่าเป็นการปรับเปลี่ยนบทบาทอีกครั้งสำหรับอัซปิลิเกวต้ากับเกมเมื่อคืนวันอาทิตย์ ด้วยแผงหลังที่ถูกปรับเป็นเซ็นเตอร์แบ็คสามคน ในขณะที่เขาและมาร์กอส อลอนโซ่ที่เพิ่งกลับมาถูกวางให้เป็นวิงแบ็ค และในที่สุดมันก็งอกเงยมาเป็นคลีนชีทนอกบ้านครั้งแรกของเรารวมถึงสองประตูจากวิลเลี่ยนด้วย

“มันให้ความรู้สึกที่ดีกับเรา, กับแฟนๆ ที่ได้มาที่นี่และและเก็บชัยชนะกลับไปหลังผ่านช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดีนัก แล้วก็รวมถึงเรื่องเก็บคลีนชีทด้วย”แข้งจอมเก๋ากล่าว

“เราเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีตลอดทั้งสัปดาห์ เรารู้ดีว่าวันนี้จะต้องมาเจอกับงานสุดหินแต่เราก็ทำหน้าที่ของเราสำเร็จลุล่วง เราทราบดีว่าเราต้องปลุกเอาความฮึดสู้นั่นออกมาและนี่คือลอนดอน ดาร์บี้ที่มีความหมายมากต่อทุกคนที่เชลซี”

“เราทำหน้าที่ได้ดี ด้วยคุณภาพที่เรามีภายในทีม อย่างวิลเลี่ยนกับสองประตูและทุกๆอย่างที่เขาทำในเกมนี้มันวิเศษมากจริงๆ เราช่วยกันต่อสู้และเล่นฟุตบอลที่สวยงามด้วยกัน”

“ต้องยกเคริตให้ทั้งทีมที่ทำผลงานได้อย่างน่าทึ่ง และผมมีความสุขกับมันจริงๆ”

อย่างไรก็ตาม ตอนสิ้นเสียงนกหวีดกลับไม่ได้มีแต่รอยยิ้มให้เห็น เมื่อมีรายงานว่ามีการเหยียดผิวเกิดขึ้นกับอันโตนิโอ รูดิเกอร์ จากเหตุการณ์ที่เจ้าตัวมีส่วนร่วมกับใบแดงของซน เฮือง มิน โดยผู้ตัดสินได้ทำการหยุดเกมไปชั่วครู่เพื่อพูดคุยกับนักเตะและผู้จัดการทีมของทั้งสองฝ่าย ก่อนที่จะมีประกาศดังขึ้นในสนามขอร้องให้ยุติพฤติกรรมดังกล่าว และนี่คือความรู้สึกของรูดิเกอร์ที่เจ้าตัวระบายไว้ในทวิตเตอร์หลังจบเกม

โดยอัซปิลิเกวต้าได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ในมุมมองของด้วยเช่นกัน

“สิ่งที่ชัดเจนที่สุดอย่างแรกคือพวกเราคือเชลซี สโมสรที่ตื่นตัวและคอยจัดกิจกรรมมากมายเพื่อต่อต้านการเหยียดผิว” แข้งกระทิงกล่าว “ทุกครั้งที่เรานัดประชุมกับพรีเมียร์ ลีก รวมถึงพวกผู้ตัดสินก่อนเริ่มเกม ,เราถูกกำชับมาว่าให้รายงานทันทีหากพบว่ามีเหตุการณ์ผิดปกติใดก็ตามเกิดขึ้นในเกม ซึ่งมันเกิดขึ้นแล้วหลังแจกใบแดง จากนั้นโทนี่ก็เดินมาบอกผมว่าเขาได้ยินการเลียนเสียงลิงจากในกลุ่มกองเชียร์ มันจึงเป็นหน้าที่ผม ที่จะวิ่งไปหากรรมการและรายงานเรื่องนี้กับเขา นับจากนี้จะมีการสืบสวนต่อไป และทางเราเองก็ต้องร่วมมือกันเพื่อขจัดปัญหานี้ออกไปให้สิ้น มันเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและต่อวงการฟุตบอลอย่างน่าเศร้า ย้ำอีกทีว่าเราต้องช่วยกันทำงานหนักเพื่อที่จะยับยั้งปัญหานี้”

สำหรับกัปตันทีมของเราถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของหมดเวลา หลังดูเหมือนจะปัญหาเกิดขึ้นที่กล้ามเนื้อ

”หวังว่าของขวัญคริสต์มาสในปีนี้ จะเป็นการที่ผมหายดีพร้อมสำหรับการลงเล่นในช่วงบ็อกซิ่งเดย์นะ” อัซปิลิเกวต้า ทิ้งท้ายด้วยเรื่องนี้