เซซาร์ อัซปิลิเกวต้า เผยถึงการพัฒนาบทบาทของตัวเองในห้องแต่งตัวสิงห์บลูส์ ไปถึงความสัมพันธ์ของเขาและแลมพาร์ดที่เปลี่ยนไป ในช่วงระหว่างเตรียมทีมก่อนเกมพรีเมียร์ ลีกบุกเยือนแมนเชสเตอร์ ซิตี้คืนนี้

แข้งเลือดกระทิงปลุกเร้าเพื่อนร่วมทีมให้แสดงศักยภาพอันสมบูรณ์แบบออกมาให้ได้ในเกมที่เอติฮัด สเตเดี้ยม หากอยากเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการจากเจ้าของบัลลังก์แชมป์เก่า

ในฐานะนักเตะที่อยู่กับทีมมาอย่างยาวนาน อัซปิลิเกวต้าได้มองเห็นถึงลักษณะของทีมในห้องแต่งตัวที่เปลี่ยนไปตลอด 7 ปีในสีเสื้อสิงห์บลูส์ ย้อนกลับไปเมื่อเขามาถึงที่ลอนดอนใหม่ๆ เพียงแค่ 4 วันก่อนวันเกิดอายุครบ 23 ปี ห้องแต่งตัวเชลซีนั้นเต็มไปด้วยผู้เล่นจำพวกที่มีคาแรคเตอร์แข็งแกร่ง, จำพวกที่ผ่านประสบการณ์ในลีกมาอย่างโชกโชน, และสุดท้ายผู้เล่นที่คุณชื่อได้ว่าเป็นแชมป์ยุโรป

แน่นอนเมื่อเวลาผ่านไป โครงสร้างของทีมก็ย่อมเปลี่ยนไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ และอัซปิลิเกวต้าเองก็ได้มีบทบาทหน้าที่ที่เติบโตและสำคัญขึ้นเช่นกัน จนมาถึงจุดสูงสุดที่เขาถูกแต่งตั้งให้เป็นกัปตันของทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์

“ห้องแต่งตัววันนี้มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง” แข้งสแปนิช กล่าว

“ย้อนไปเมื่อผมมาที่นี่เมื่อปี 2012 เรามีผู้เล่นที่ต่างจากตอนนี้มาก เป็นจำพวกผู้เล่นที่แบกประสบการณ์มากมาย แต่ฟุตบอลน่พมันเปลี่ยนตลอดเวลาอยู่แล้ว ปัจจุบันเรามีทีมที่อายุน้อยลง มีนักเตะมากมายกำลังถูกทดสอบจากการลงเล่นในพรีเมียร์ลีกและแชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นครั้งแรก ดูแล้วมันสร้างความตื่นเต้นให้ทีมผมได้พอสมควรเลยล่ะ”

“ในฐานะกัปตันทีม ผมต้องแบกรับความรับผิดชอบมากขึ้น ผมมีความสุขนะกับการที่ได้มาเป็นกัปตันให้สโมสร ให้กับนักเตะชุดนี้และสต๊าฟฟ์ทุกคน”

สำหรับอัซปิลิเกวต้าและแลมพาร์ดต่างเคยรวมง่านกันในฐานะนักเตะมาแล้ว 2 ซีซั่นด้วยกัน หลังแนวรับกระทิงดุถูกซื้อตัวมาจากมาร์กเซย ซึ่งความสัมพันธ์ในวันนี้ของทั้งคู่ในฐานะผู้จัดการทีมและกัปตัน ดูเหมือนจะมีหลายสิ่งอย่างที่ไม่ต่างกันจากวันวานที่พวกเขาเคยกอดคอเล่นด้วยกันเลย

“นี่คือครั้งแรกเลยนะ ที่ผมได้ทำงานกับผู้จัดการที่เคยเป็นเพื่อนร่วมทีมมาก่อน”

“เราอยู่ในห้องแต่งตัวเดียวกันมา 2 ปี ลงต่อสู้เพื่อแชมป์มาด้วยกันและคว้าถ้วยยูโรป้า ลีกมาในที่สุด”

“5 ปีต่อมา ผมเป็นกัปตันทีมและเขาเป็นผู้จัดการ แต่ผมคิดว่าท้ายที่สุดความสัมพันธ์ก็ยังเหมือนเดิม เราทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะและโทรฟี่ ความกระหายความทะเยอทะยานสำหรับเราสองคนยังเหมือนเดิม”

วันนี้เดอะ บลูส์จะต้องรับมือกับลูกทีมของเป๊ป กวาดิโอล่า ด้วยสถิติเกมออกไปเยือนคู่แข่งสุดหรูชนะ 5 นัดรวด ซึ่งเริ่มนับมาตั้งแต่เกมที่เราออกไปเยือนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในนัดเปิดสนาม

โดยอัซปิลิเกวต้าเชื่อว่า ทีมได้ค้นพบวิธีพัฒนาและรักษาความสม่ำเสมอนับจากช่วงแรกที่ออกสตาร์ทซีซั่น พร้อมกับชูลักษณะเด่นของทีมในแง่ของการโจมตีคู่แข่งในพื้นที่สุดท้าย

“เราต้องหาความสม่ำเสมอให้เจอ เพราะในช่วงแรกเรายังไม่สามารถชนะคู่แข่ง 2 นัดติดกันได้เลย “

“ทุกคะแนนมีความสำคัญ เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ดีมากๆ กับการที่เราได้แสดงถึงความสม่ำเสมอยามลงเล่นในเกมที่ยาก และแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาแบบที่ทำอยู่”

“เรื่องความแน่นอนในเกมรับก็สำคัญไม่แพ้กัน แม้เราจะเก็บคลีนชีทได้ในนัดล่าสุดกับพาเลซ แต่ก็ยังเป็นจุดที่มีอะไรให้แก้ไขอีกพอสมควร ส่วนในแดนหน้า เห็นแล้วว่าเราทำประตูได้มากขนาดไหน รวมถึงโอกาสที่เราสร้างด้วย เราสร้างสรรค์เกมอย่างน่าพอใจเพราะเรามีทีมอันทรงพลังที่สามารถก่อปัญหาให้คู่แข่งได้ทุกเวลา”

สำหรับแข้งจอมเก๋ารายนี้ อยู่ในทีมชุดที่เราบุกเอาชนะซิตี้ถึงรังเมื่อ 3 ปีก่อน เพราะฉะนั้นเขาจึงรู้ดีว่าทีมจะต้องเตรียมตัวยังไงหากหวังกลับมาจากเอติฮัด สเตเดียมโดยมีแต้มติดมือ

กับคู่แข่งที่ไร้เทียมทาน, มาพร้อมทั้งเกมรับวินัยสูง และการโจมตีที่คล่องแคล่วแบบนี้ การรวมกันเป็นหนึ่งเพื่อประสิทธิภาพอันสมบูรณ์แบบคือคำตอบเดียวสำหรับผลที่ต้องการ

“แต้มห่างระหว่างเราและซิตี้มันไกลกันมากเมื่อซีซั่นก่อน แต่ตอนนี้เราอยู่เหนือพวกเขา และนั่นเพราะเราคู่ควรที่จะอยู่ตรงนี้ มันขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะพิสูจน์ระดับของตัวเองได้แค่ไหน”

“มักเป็นบททดสอบใหญ่เสมอนะยามที่ต้องมาเจอกับแชมป์เก่า แต่เราต้องไปที่นั้นด้วยความมั่นใจและไม่หวั่นกลัว ยังไงเราก็ต้องพยายามเล่นให้สมบูรณ์แบบมากที่สุด หากหวังผลกลับมา”

“เรารู้ดีว่าพวกเขาแข็งแกร่ง พวกเขามีทีมที่น่าทึ่ง แถมผู้เล่นยังสามารถทดแทนกันได้หมด แต่ยังไงแล้วเราก็ต้องไปที่นั่นด้วยความมั่นใจว่าเราจะสามารถครองเกมเหนือกว่าและสร้างปัญหาให้พวกเขาได้ เกมรับอันเหนี่ยวแน่นคือสิ่งที่เราต้องมี เพราะแมนฯ ซิตี้คือยอดทีมแห่งการพังประตูและสร้างสรรค์โอกาส เราจะต้องหนักแน่น, แข็งแกร่งและช่วยกันป้องกันให้ดี”

“ผมมั่นใจว่าพวกเขาก็จะต้องกังวลเรื่องเราเหมือนกัน แดนบนของเราเคลื่อนบอลกันอย่างรวดเร็ว และยังมีตัวอันตรายมากมายในเกมรุก เราต้องงัดเอาความสมบูรณ์แบบนั้นออกมาและผมมั่นใจด้วยว่าเราทำได้”