เพื่อเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ตามปฏิทินนักษัตรจีนในวันนี้ (22 มกราคม) เราจะย้อนดูสิ่งที่เกิดขึ้นที่สโมสรฟุตบอลเชลซีในอดีต เมื่อเราเฉลิมฉลองการมาถึงของปีกระต่าย

ในวัฒนธรรมจีน วัฏจักรจักรราศีมีระยะเวลา 12 ปี โดยแต่ละปีจะแทนด้วยสัตว์ชนิดต่าง ๆ กัน โดยมีกระต่ายตามหลังเสือ วัว และหนู

1915 – ฟุตบอลถ้วยรอบชิงชนะเลิศครั้งแรก

แม้ว่าจะมีสงครามเกิดขึ้นในทวีปยุโรป ตอนที่ปีกระต่ายเกิดขึ้นกับเชลซีเมื่อปี 1915 แต่การแข่งขันฟุตบอลในประเทศอังกฤษยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งถือเป็นฤดูกาลที่ไม่ปกติสำหรับเดอะ บลูส์

แม้ว่าทีมของเดฟ คัลเดอร์เฮด จะมีผลงานที่ไม่สู้ดีนักในลีก และจบอันดับรองสุดท้ายในดิวิชั่นหนึ่ง หลังจากไม่สามารถคว้าชัยชนะเกมเยือนได้เลยแม้แต่นัดเดียวในฤดูกาล ชัยชนะในศึกเอฟเอ คัพ ที่บ้านของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และนิวคาสเซิ่ล และหลังผ่านความสำเร็จในรอบรองชนะเลิศเหนือเอฟเวอร์ตัน ได้ทำให้สโมสรของเราเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยเป็นครั้งแรก

เคราะห์ร้ายที่โชคของพวกเราในการแข่งขัน หมดไปกับสายลมและสายหมอกในวันที่เลวร้ายที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ยิง 2 ประตูในช่วง 6 นาทีสุดท้าย ปิดกล่องคว้าชัยชนะ 3-0 ในการแข่งขัน 'คากิ รอบชิงชนะเลิศ' ท่ามกลางแฟนบอล 50,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่สวมชุดกองทัพเข้าชมเกม

1963 – แผนเพชรกำลังมา

เชลซี พลาดการเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดด้วยคะแนน 2 แต้มในปีกระต่าย 1927 แต่การเข้าเส้นชัยอย่างแข็งแกร่งใน 36 ปีให้หลัง ช่วยให้พวกเราทำสิ่งดังกล่าวได้สำเร็จ

ภายใต้การนำของทอมมี่ ด็อคเฮอร์ตี้ "เดอะ บลูส์" อยู่ในทรงที่ดีสำหรับการกลับขึ้นสู่ดิวิชั่นหนึ่งได้ทันที เมื่อการแข่งขันผ่านไปครึ่งฤดูกาล ก่อนที่เราจะมีผลงานที่ย่ำแย่ หลังช่วงเบรคฤดูหนาวอันยาวนานในปี 1963 ทำให้ความหวังเกือบมลายหายไป

ขณะที่การแข่งขันเหลืออยู่ 2 นัด เชลซี ตามหลังซันเดอร์แลนด์ ทีมอันดับ 2 อยู่ 4 คะแนน แต่ชัยชนะ 1-0 เหนือ "แมวดำ" ที่โรเคอร์ พาร์ค และการถล่มพอร์ตสมัธ 7-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ซึ่งบ็อบบี้ แทมบลิ้ง กดไป 4 ลูก ทำให้พวกเราแซงหน้าซันเดอร์แลนด์ ด้วยค่าเฉลี่ยประตู

แผนการเล่นแบบเพชรของด็อคเฮอร์ตี้ ถูกต่อยอดตั้งแต่จุดนั้น และพวกเราจบในอันดับที่ 5 ของลีกสูงสุดในฤดูกาล 1963/64

1975 – ถ่ายเลือดใหม่

เชลซี รอดพ้นการตกชั้นอย่างหวุดหวิดในปีกระต่าย 1939 (มีคะแนนมากกว่าเบอร์มิ่งแฮม ซิตี้ 1 แต้ม) และในปี 1951 พวกเรารอดตัวอีกครั้งในการมีค่าเฉลี่ยประตูเหนือกว่าเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ กับเอฟเวอร์ตัน แต่ "สิงห์บลูส์" มาตกชั้นจนได้ในปี 1975 หลังจากมีคะแนนน้อยกว่าท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ 1 แต้ม

หลังผ่านความสำเร็จหลายอย่างในหลายฤดูกาลก่อนหน้านี้ ภายใต้การนำของด็อคเฮอร์ตี้ และเดฟ เซ็กส์ตั้น ได้มาถึงช่วงเวลาของสิ่งใหม่ ๆ โดยเอ็ดดี้ แม็คครีดี้ อดีตแบ็คซ้ายของทีม ถูกแต่งตั้งขึ้นมารับงานในเดือนเมษายน 1975 ท่ามกลางวิกฤตทางการเงิน ซึ่งเกิดขึ้นจากการปรับปรุงอัฒจันทร์ฝั่งตะวันออก

กุนซือชาวสก็อต ไม่สามารถเซ็นสัญญานักเตะใหม่เพื่อมาทดแทนแข้งเก่า แต่บรรดาดาวรุ่งซึ่งมีพรสวรรค์ในการเล่นเกมรุก ภายใต้การนำของกัปตันเรย์ วิลกิ้นส์ เขาพาทีมพลิกชะตาในดิวิชั่นรอง ก่อนพาพวกเราเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดในปี 1977

1999 – Dining at the top table

หลังโดนกดดันจากทางลีกในการไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันยูโรเปี้ยน คัพ ครั้งแรกเมื่อปี 1955 เชลซี ต้องรออีกถึง 44 ปี ก่อนที่จะได้รับโอกาสครั้งถัดมาในการลงเล่นรายการระดับท็อปของทวีป

ช่วงเวลาของเรามาถึงในปี 1999 หลังจากฤดูกาลที่แข็งแกร่งภายใต้จานลูก้า วิอัลลี่ ซึ่ง "สิงห์บลูส์" พลาดการคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ไปด้วยคะแนนเพียง 4 แต้ม โดยทีมจบอันดับที่ 3 ซึ่งถือเป็นการจบอันดับในลีกที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 1970

ชัยชนะด้วยสกอร์รวม 3-0 เหนือ สคอนโต้ ริก้า ทีมจากประเทศลัตเวีย ทำให้พวกเราผ่านเข้าไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม จากนั้นเราจบแชมป์กลุ่ม ซึ่งมีทีมแชมป์ของอิตาลีอย่างเอซี มิลาน, แฮร์ธา เบอร์ลิน จากเยอรมนี และกาลาตาซารายจากตุรกี ก่อนจะกรุยทางไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย

2011 – ปูทางสำหรับความสำเร็จ

ปีกระต่ายของเชลซีใน 2011 เริ่มต้นได้ไม่ดีนัก โดยเราปราชัยในบ้านให้กับลิเวอร์พูล และการบุกเสมอฟูแล่ม 0-0 ทำให้พวกเราตกลงไปอยู่อันดับที่ 5 ของพรีเมียร์ ลีก ตามหลังอาร์เซนอล, ท็อตแน่ม และสองสโมสรจากแมนเชสเตอร์ ในการคว้าตั๋วผ่านเข้าไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก

อย่างไรก็ตาม การคัมแบ็คกลับมาคว้าชัยชนะเหนือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 ในวันแรกของเดือนมีนาคม ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ และทำให้เดอะ บลูส์ เก็บชัยแบบต่อเนื่อง โดยเอาชนะเกมลีก 8 จาก 9 นัดหลังจากนั้น สถิติดังกล่าวซึ่งมีทั้งการคว้าชัยสำคัญเหนือแมนฯ ซิตี้ และสเปอร์ส ทำให้พวกเราแซงหน้า 3 ทีมคู่แข่ง ซึ่งถึงจุดนี้เรามีแต้มตามหลังยูไนเต็ด ที่นำจ่าฝูงอยู่ 3 คะแนน กับการแข่งขันที่เหลืออยู่อีก 3 นัด

แม้ว่า "ปีศาจแดง" จะรักษาแชมป์ลีกเอาไว้ได้ แต่การจบอันดับ 2 ของพวกเรา ทำให้ทีมผ่านเข้าไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งในปีต่อมาถือเป็นหนึ่งในค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร กับความสำเร็จในการแข่งขันที่เมืองมิวนิค