เราได้เห็นการยิงจุดโทษอย่างชำนาญของอันเดร เชฟเชงโก้, ประตูสุดวินเทจของกุสตาโว่ โปเย่ต์ และประตูจากสองคู่หูฝรั่งเศสอย่างวิลเลี่ยม กัลลาสและฟลอร็องต์ มาลูด้าในเกมที่สเปน ซึ่งเหล่าตำนานของเชลซีปะทะกับตำนานของเรอัล มาดริดในเกมการกุศล

เกมจบลงที่สกอร์ 5-4 โดยฝั่งสเปนเป็นฝ่ายชนะไป แต่เมื่อดูจากการที่เชลซีตาม 3-0 ตั้งแต่ช่วง 20 นาทีแรกแล้วกลับมาได้นั้นเป็นอะไรที่น่าประทับใจมาก

เหล่าตำนานเชลซีในทีมเคยเล่นมาแล้วในช่วงท้ายฤดูกาล 2017/18 ที่เจอกับตำนานอินเตอร์ ฟอร์เอฟเวอร์ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์

ผ่านมาหนึ่งปีแล้ว และเราได้รับคำเชิญไปเล่นที่สนามเอสตาดิโอ ซานติเอโก เบอร์นาบิว เป็นเกมการกุศลครั้งที่ 10 ของเรอัลในชื่อ Fiesta Corazon เพื่อระดมทุนเข้ามูลนิธิ และถือเป็นโอกาสที่ดีมากจริงๆ

อากาศในสนามอุ่นตามที่คาดการณ์กันไว้ในกรุงมาดริดช่วงกลางฤดูร้อน เมื่อทั้งสองทีมลงสนามมาทีละคน เราได้เห็นสองตำนานเชลซีอย่างริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ และโคล้ด มาเกเลเล่ในชุดสีขาวของเรอัล มาดริดด้วย

เกมเริ่มต้นท่ามกลางแฟนบอลในสนามกว่า 60,000 คน

แน่นอนว่านักเตะเชลซีที่อยู่ในสนามต่างก็เป็นตำนานที่อยู่ในช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ของสโมสร และเป็นมาลูด้าที่สร้างโอกาสทองได้ตั้งแต่ต้นเกม

คาร์โล คูดิชินี่หยุดลูกยิงของราอูลได้สำเร็จ และต่อมาเฟร์นานโด มอริเอนเตสก็พาบอลเข้าประตูแต่ล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

ผ่านไป 10 นาที ราอูลทำประตูแรกของเกมได้สำเร็จหลังเชลซีพยายามหยุดการบุกของจูลิโอ บัปติสต้า

เชฟเชงโก้เกือบจะโหม่งทำประตูได้ แต่เป็นมอริเอนเตสที่ทำประตูที่สองให้ฝั่งชุดขาวทิ้งห่างไปได้เป็น 2-0 ในนาทีที่ 14 เชลซีพยายามเล่นเกมรุกที่ดีขึ้น แต่มอริเอนเตสก็มาโหม่งทำประตูเพิ่มเป็น 3-0 ได้อีก

จังหวะนั้นแฟนบอลเชลซีเริ่มกังวลกับสกอร์ แต่เมี่อถึงกลางครึ่งแรก เราได้จุดโทษหลังคาร์วัลโญ่ไปดึงเชฟเชงโก้ล้มลงและเชว่าก็รับหน้าที่ยิงผ่านเซซาร์ ซานเชซเข้าไปไม่มีเหลือ

ไม่ถึงนาทีต่อมาเรายิงเพิ่มไล่ตามมาเป็น 3-2 เมื่อฟลอร็องต์ มาลูด้าโยนยาวเข้ามาให้โปเย่ต์โหม่งทำประตูได้สำเร็จ เป็นภาพที่คุ้นตาจาก 49 ประตูที่เขายิงได้หลังลงเล่นให้เชลซี 145 นัดเมื่อสองทศวรรษก่อน

หลังจากนั้นมาเกเลเล่และคาร์วัลโญ่สลับมาสวมเสื้อสีน้ำเงินและเล่นให้เชลซี ติอาโก้เกือบจะยิงให้เชลซีตีเสมอได้ เซเลสติน บาบายาโร่เองก็เกือบยิงเข้าเช่นกันแต่ไปชนเสาก่อน

ต่อมาคริสตียอง การอมเบอ ยิงประตูจากระยะ 30 หลาให้ฝั่งชุดขาวกลับทิ้งห่างไปได้อีกครั้งเป็น 4-2

ช่วงครึ่งหลัง เดนนิส ไวส์, โทเร อังเดร โฟล ถูกส่งลงมาเสริมแนวรุกของเชลซี

กาลาสมายิงให้เชลซีตามเป็น 4-3 ได้เมื่อไวส์, โปเย่ต์, มาเกเลเล่ และติอาโก้ช่วยกันปั้นเกมก่อนที่ไวส์จะโยนยาวให้กัลลาสซัดจากมุมแคบเข้าประตู

ต่อมาสกอร์กลายเป็น 5-3 เมื่อราอูลสังหารจุดโทษผ่านเฮนริเก้ ฮิลาริโอ้เข้าประตูไปหลังมาเกเลเล่ทำฟาวล์

จานฟรังโก้ โซล่าส่งตัวเองลงสนามมาร่วมเกมด้วย แต่เป็นมารูด้าที่ยิงปิดท้ายเกมให้สกอร์กลายเป็น 5-4

ฮิลาริโอ้เซฟลูกยิงได้สองครั้งในช่วงท้ายเกม และแฟรงค์ ซินแคลร์เคลียร์บอลออกไปจากหน้าประตูได้สำเร็จ

เราได้ฟรีคิกในแดนโปรดของโซล่า แต่น่าเสียดายที่เขายิงสูงไปหน่อยทำให้เราแพ้เกมนี้อย่างฉิวเฉียด

ช่วง 9 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ เรอัลไม่แพ้ใครเลย และยังคงไม่แพ้ต่อไป แต่ตำนานเชลซีก็ได้แสดงให้พวกเขาเห็นถึงความท้าทายที่ดีเยี่ยมในเกมนี้

ตำนานเชลซี : คูดิชินี่ (ฮิลาริโอ้ พักครึ่ง), ซินแคลร์ (ไวส์ น.39)(โปเย่ต์ น.68), เดอไซญี่ (c)(คาร์วัลโญ่ น.28), ติอาโก้, บาบายาโร่ (แกรนวิลล์ น.33), โปเย่ต์ (เชฟเชงโก้ น.59), มาลูด้า, เชฟเชงโก้ (โทเร อังเดร โฟล พักครึ่ง)(โซล่า น.63)ผู้ทำประตู : เชฟเชงโก้ น.23 (จุดโทษ), โปเย่ต์ น.34, กัลลาส น.45, มาลูด้า น.66

ตำนานเรอัล มาดริด : ซานเชซ (คอนเตรราส พักครึ่ง), อาร์เบลัว (อามาวิสก้า น.66), คาร์วัลโญ่ (คัมโป น.25), ซานซ์ (ฮิเอร์โร่ พักครึ่ง)(วิคเตอร์ ซานเชซ เดล อาโม่ น.50), อามาวิสก้า (นูเนซ พักครึ่ง), การอมเบอ, มาเกเลเล่ (ริเวร่า น.25), ราอูล (บัลบัว น.57), กูติ (ยอเรนเต้ น.39), มอริเอาเตส (เปเรซ น.55), บัปติสต้า (คองโก้ น.45)ผู้ทำประตู : ราอูล น.11, น.50 (จุดโทษ), มอริเอนเตส น.14, น.20, การอมเบอ น.36