แฟรงค์ แลมพาร์ดมีโอกาสได้พูดคุยเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่กลับจากเกมเยือนเบิร์นลี่ย์เกี่ยวกับประเด็นการโดนใบเหลืองของคัลลัม ฮัดสัน-โอดอย และความเห็นของชอว์น ไดช์ ผู้จัดการทีมเดอะคลาเร็ตส์

เชลซีเกือบได้จุดโทษแต่ VAR ตัดสินเป็นโมฆะและฮัดสัน-โอดอยโดนใบเหลืองไปแทนด้วยเหตุผลว่าเขาพุ่งล้ม หลังจบเกม ไดช์บอกว่าควรมีการลงโทษที่รุนแรงกว่านี้

ในการแถลงข่าวก่อนเกมคาราบาว คัพ กลางสัปดาห์นี้ แลมพาร์ดถูกถามว่าเขาได้พูดคุยกับฮัดสัน-โอดอยเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วหรือยัง

“ผมไม่ได้คุยอะไรกับคัลลัม ผมไม่รู้สึกว่ามันจำเป็นอะไรเลย” แลมพ์ตอบ

“ผมถามเขาว่าในเกมมันเกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่าเขาโดนปะทะจากนักเตะคู่แข่ง และชัดเจนเลยเมื่อดูย้อนหลัง เขาโดนแขนคู่แข่งปะทะเข้าที่ด้านหลัง ผมรู้ว่ามันเบานะ ผมไม่ได้บอกว่ามันต้องเป็นจุดโทษ แต่มันก็ไม่ใช่ว่าเขาจะพุ่งล้มเลย ผมไม่มั่นใจว่าชอว์นได้ดูย้อนหลังหรือยังในตอนที่เขาพูด”

“มันไม่ใช่การพุ่งล้มเพราะถ้าจะคิดว่าพุ่ง คุณต้องมาวิเคราะห์ทุกการปะทะเลยว่ามันแรงพอที่จะทำให้นักเตะล้มลงหรือไม่ นี่คือเกมฟุตบอล มันไม่มีอะไร 100% เสมอไป ผมไม่คิดว่าทั้งช่วง 5-10 ปีมานี้จะมีเกมที่ทุกอย่างเป็นไปตามที่ควร เพราะบางครั้งมันก็มีอะไรที่ไม่ชัดเจนเกิดขึ้นได้เสมอ”

แลมพาร์ดยังสนับสนุนแนวคิดที่กรรมการในพรีเมียร์ลีกควรตรวจสอบภาพย้อนหลังให้บ่อยขึ้นกว่าเดิม ร่วมกับการใช้งาน VAR

“ผมคิดว่าในพรีเมียร์ลีกเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็น” แลมพ์กล่าว “และในจุดนี้ผมคิดว่ากรรมการต้องทำ”

“มันไม่ง่ายนะ แม้แต่ VAR ก็ยังมีคนเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ เกมสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้เห็นการเปลี่ยนผลตัดสินที่รวดเร็ว หวังอย่างยิ่งว่าเราจะเจอทางสายกลางที่ทุกอย่างลงตัวในเร็ววัน ผมคิดว่าการดูจอข้างสนามย้อนไปอีกครั้งเป็นเรื่องที่จะช่วยได้มากขึ้น”

แลมพาร์ดเคยกล่าวถึงข้อผิดพลาดของ VAR ในเดือนที่แล้ว ผ่านมา 6 สัปดาห์แล้ว เขาถูกถามถึงความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบต่อจังหวะการฉลองประตูหากต้องมีการใช้ VAR มาตรวจสอบอีกครั้ง

“เรื่องนี้ผมผิดหวังเล็กน้อยนะ เพราะมันทำให้ส่วนสำคัญในเกมหายไปเลย เรามักมีช่วงเวลาที่ฉลองประตูกันทันทีหลังบอลข้ามเส้น แต่หากต้องตัดสินโดย VAR ทุกอย่างจะชะงักไปหมด มันน่าเสียดาย เราต้องหาจุดสมดุลในเรื่องนี้เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่เราต่างก็แฮปปี้กันอยู่”

“นี่คือเหตุผลที่เรามีประเด็นเกี่ยวกับ VAR เกิดขึ้นทุกสัปดาห์เลย เพราะหากเราใช้มัน เราก็อยากให้มันสมบูรณ์แบบที่สุด นี่คือสิ่งที่เรากำลังพัฒนากันอยู่”