หลังรับตำแหน่งเฮ้ดโค้ชของเชลซีไปไม่นาน แฟรงค์ แลมพาร์ดก็ได้พุ่งเป้าไปที่งานคุมทีมที่เขาเล่นให้มานานกว่า 13 ปี ซึ่งเขาบอกว่างานนี้คือความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดของเขาตั้งแต่อยู่ในโลกฟุตบอลมา

บอสคนใหม่ของสิงห์บลูส์ยอมรับว่าการกลับมาที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ครั้งนี้คือโอกาสครั้งใหญ่ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่เขาก็บอกว่าความสำเร็จในช่วงที่เล่นให้ทีมนั้นต้องลืมไปก่อนอย่างรวดเร็วเมื่อเขาเข้ามาทำหน้าที่ในตำแหน่งข้างสนาม

“ทุกคนรู้ว่าผมมีความเกี่ยวข้องกับสโมสรนี้” เขาบอก “ผมไม่อยากเรียกว่ามันคือ ‘งานในฝัน’ แต่ทุกคนรู้ดีว่าผมรู้สึกอย่างไรกับสโมสร ผมรักสโมสรนี้และผมอยากจะทำให้ดีที่สุดเพื่อสโมสรนี้ หวังอย่างยิ่งว่าเราจะประสบความสำเร็จไปด้วยกัน”

“เราต้องเริ่มต้นด้วยความตั้งใจที่จะชนะ ถ้าผมไม่เชื่ออย่างนั้นผมก็ไม่ควรมาอยู่ตรงนี้ เราอยากเล่นในแชมป์เปี้ยนส์ ลีกทุกปี และนั่นคือพลังที่ขับเคลื่อนเราไปข้างหน้าได้”

แลมพาร์ดยังได้พูดถึงทีมงานที่จะมาทำหน้าที่เบื้องหลังร่วมกับเขา โดยมีโจดี้ มอร์ริส และคริส โจนส์ ที่ทำงานร่วมกับเขามาที่ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ขณะที่โจ เอ็ดเวิร์ดและเอ็ดดี้ นิวตั้นกำลังจะได้เลื่อนขั้นจากบทบาทในทีมเยาวชนของเราขึ้นมา การประกาศรายชื่อทีมงานจะมีการยืนยันในเร็วๆ นี้

“โจดี้มากับผมในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีม” แลมพาร์ดยืนยัน “เรามีความสัมพันธ์ที่ดีตั้งแต่ตอนที่เล่นด้วยกันแล้ว และแน่นอนว่าเราทำงานด้วยกันที่ดาร์บี้เมื่อฤดูกาลก่อนด้วย เรามีวิธีการคิดในเรื่องฟุตบอลที่คล้ายกัน ซึ่งมันสำคัญมากในการทำงานทุกวัน เขาเป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยมและมีความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับอะคาเดมี่ของเชลซีที่ประสบความสำเร็จมาด้วยกันมากมาย”

“คริส โจนส์เองก็อยู่ที่ดาร์บี้กับผมและทำงานที่เชลซีมานานหลายปี ประสบความสำเร็จมากมายกับผู้จัดการทีมหลายๆ คน ดังนั้นเขาจะกลับมาเป็นโค้ชให้ทีมเรา โจ เอ็ดเวิร์ดจะขยับขึ้นมาจากทีม U23 เขาเป็นอีกคนที่ผมคุ้นเคยดีและเชื่อในการทำงานของเขาเมื่ออยู่ในสนามซ้อม”

“เอ็ดดี้ นิวตั้นจะทำงานกับเราในทีมชุดใหญ่เช่นกัน และผมเองก็เคยทำงานกับเขามาแล้วด้วย แน่นอนว่าเราคว้าถ้วยแชมป์เปี้ยนส์ ลีกได้ในตอนที่ร็อบบี้ ดิ มัตติโอ้คุมทีม และเขานำเอาประสบการณ์ ความสามารถในการเป็นโค้ชเข้ามาให้กับเราได้ดี”

“นี่คือทีมที่มีพื้นเพมาจากเชลซีจริงๆ แต่ผมอยากย้ำว่ามันไม่ใช่ทีมเด็กเก่า เรากำลังพยายามรวมเอาทีมงานที่เก่งและมีพรสวรรค์ ทั้งยังมีประสบการณ์ในการเป็นโค้ชสูงอีกด้วย”

อดีตกองกลางของเราคว้าแชมป์กับทีมไปมากมายก่อนจะลาจากไปเมื่อ 5 ปีก่อนในฐานะผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาล อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากงานที่รออยู่ข้างหน้า เขาก็ได้พูดคุยย้อนกลับไปยังปี 2001 ที่เข้าร่วมทีมเชลซีครั้งแรก

“ผมอยากบอกว่านี่คือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานของผม เพราะผมปิดฉากการเล่นไปแล้วพร้อมกับความทรงจำและความท้าทายมากมาย และผมชอบความท้าทายมาก" เขายอมรับ “การมาที่นี่เมื่อ 19 ปีก่อนนั้นมันท้าทายมากเลยนะ เพราะผมจำได้ว่าตัวเองขับรถกลับบ้านแล้วได้ฟังผู้คนทางวิทยุตั้งคำถามว่าผมย้ายมาด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์นี้คุ้มหรือไม่”

“ผมทำงานอย่างหนักเพื่อพยายามทำทุกอย่างให้ดี และตอนนี้ผมอยู่ในตำแหน่งที่ผมจะทำงานให้หนักเช่นกันเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในฐานะผู้จัดการทีม”

“เมื่อตอนที่ผมเริ่มต้นการเป็นผู้จัดการทีมในฤดูกาลที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่ามันคือความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะมันคือการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ผมไม่อยากจะเอาช่วงเวลาที่เล่นในสนามมาเป็นเครดิตนะ เพราะผมควรถูกตัดสินจากสิ่งที่ผมทำอยู่ในปัจจุบันมากกว่า”

“ผมไม่ขอเวลาเพิ่มเติมหรือขอให้อดทนอะไร ผมเป็นคนที่อยู่กับความจริงและผมไม่อยากขอให้อวยอะไรกัน เพราะมันไม่ใช่แนวทางการทำงานของผม ผมอยากทำงานหนักและพัฒนานักเตะให้ดีขึ้น ไม่ว่าเขาจะอายุ 18 หรือ 32 ก็ตาม ทำให้พวกเขาไม่รู้สึกว่ามาที่นี่เพื่อเป็นทางผ่านเท่านั้น ผมเคยเล่นกับนักเตะมากมาย แนวคิดของผมคือการทำงานร่วมกันเพื่อดึงพลังของพวกเขาออกมาให้มากที่สุดให้ได้”

นักเตะในทีมจะกลับมาฝึกซ้อมช่วงพรีซีซั่นในวันศุกร์ ก่อนจะบินไปดับลินในช่วงสุดสัปดาห์นี้เพื่อเตรียมแข่งกับโบฮีเมี่ยนส์ในวันที่ 10 ก.ค. และเซ็นต์ แพทริกในอีกสามวันหลังจากนั้น

แลมพาร์ดไม่กังวลกับคำแนะนำที่ว่างานนี้จะยิ่งยากขึ้นเมื่อเราอาจจะไม่สามารถซื้อตัวนักเตะใหม่มาเพิ่มได้ในฤดูกาลนี้ เขาย้ำว่าทีมชุดปัจจุบันมีดีพอและใหญ่พอแล้ว

เขาถูกถามตลอดการแถลงข่าวเกี่ยวกับการใช้นักเตะรุ่นเยาว์ในทีม รวมถึงนักเตะที่กลับมาจากการยืมตัว รวมถึงการให้โอกาสนักเตะทุกคนอย่างยุติธรรมในการพิสูจน์คุณค่าของตัวเองที่มีต่อทีม

“เรามีทีมที่ใหญ่ ดังนั้นไม่ใช่ทุกคนที่สามารถอยู่ได้ตลอด แต่เราจะพยายามตัดสินใจในแบบที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เราจะประเมินทีมในช่วงพรีซีซั่นนี้” เขาอธิบาย “เรามีนักเตะรุ่นเยาว์หลายคนที่สามารถเป็นกำลังสำคัญให้ทีมได้ บางคนก็เป็นอยู่แล้วด้วย พวกเขายังเก่งขึ้นได้อีก นี่คืองานของผมที่จะต้องพัฒนาพวกเขาขึ้นมาให้ได้”

“แน่นอนว่าอะคาเดมี่จะเป็นหนึ่งในสิ่งที่เราจะจับตาดูอย่างใกล้ชิด การมีโจดี้และโจอยู่ในทีมทำให้เรามีความรู้เกี่ยวกับนักเตะรุ่นเยาว์มากขึ้นเยอะเลย”

“เราอยากแสดงให้พวกเขาเห็นเส้นทางเล็กๆ ที่สามารถข้ามมาได้ แต่คุณต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ก่อน เราจะจับตาดูพวกเขาและหากพวกเขาทำได้ดี เราจะได้เห็นกันอะคาเดมี่ของเชลซีทำผลงานได้ดีเยี่ยมมายาวนานหลายปี ดังนั้นผมคงพลาดถ้ามาแล้วไม่ได้ไปให้ความสนใจในจุดนั้นเลย”

“เมสัน เมาท์และฟิกาโย โทโมรีเล่นได้เยี่ยมมากในปีที่ผ่านมากับทีมของผม แต่ตอนนี้พวกเขากลับมาเชลซีพร้อมกับความเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ไม่ว่าคุณจะเด็กหรือแก่ ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่หรือถูกยืมไปในฤดูกาลที่ผ่านมา ทุกคนมีโอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเองในช่วงพรีซีซั่นว่าพวกเขาสมสควรอยู่ในทีมชุดฤดูกาลต่อไปหรือไม่”