เป็นประเด็นให้พูดถึงกันอย่างหนาหูในสัปดาห์นี้เกี่ยวกับความรักความแค้นในวงการฟุตบอล ซึ่งก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่แลมพาร์ดนั้นยินดีที่จะเล่าสู่กันฟัง....

ในพรีเมียร์ลีกสองสัปดาห์ถัดจากนี้ แลมพาร์ดจะต้องพาลูกทีมลงเผชิญหน้ากับสองสโมสรที่เขาเคยลงรับใช้ในสมัยเป็นนักเตะ นอกเหนือจาก 13 ปีอันรุ่งโรจน์ที่แสตมฟอร์ด บริดจ์

สำหรับเชลซีจะออกไปเยือนเวสต์แฮม ยูไนเต็ดในวันเสาร์หน้า และในวันนี้เองที่พวกเขาจะกำศึกหนักกับทริปเยือนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรซึ่งแลมพาร์ดเคยลงเล่นให้ในสมัยเพิ่งแยกทางกับเชลซี หรือเมื่อฤดูกาล 2014/15 นั่นเอง

ช่วงปลายเดือนกันยายนของซีซั่นดังกล่าว แลมพาร์ดได้มีโอกาสลงเจอกับลูกทีมของโฆเซ่ มูรินโญ่ ที่รังเอติฮัด สเตเดี้ยม ซึ่งในเกมวันนั้นแลมพาร์ดนั่งบนม้านั่งสำรอง ก่อนถูกเปลี่ยนตัวลงมาในนาทีที่ 78 ของเกม ด้วยจำนวนตัวผู้เล่นของฝั่งเรือใบสีฟ้าที่น้อยกว่า 1 คน แถมยังตามหลังอีก 1 ประตู และไม่นานนัก สิ่งที่แฟนเชลซีไม่อยากเห็นก็เกิดขึ้น เมื่อแลมพาร์ดวอลเล่ย์ลูกเปิดจากฝั่งซ้ายส่งบอลผ่านมือธิโบต์ กูร์กตัว เข้าไปเป็นประตูในนาทีที่ 85 ของเกม

เกมจบลงที่สกอร์ 1-1 พร้อมบทสัมภาษณ์หลังเกมของมูรินโญ่ว่า “เมื่อใดก็ตามที่นักเตะคนใดคนหนึ่งออกไปร่วมทีมกับคู่ปรับ นั่นหมายความว่านิยายความรักได้จบลงแล้ว”

ทว่า ความคิดเห็นดังกล่าวได้ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งในสัปดาห์นี้ หลังมูรินโญ่ถูกตั้งให้เป็นกุนซือคนใหม่ของสเปอร์ส พร้อมกับแลมพาร์ดที่ออกมาเปิดใจว่าประโยคดังกล่าวนั้นได้ทิ่มแทงจิตใจเขาอย่างจังเมื่อครั้งที่เรื่องเพิ่งเกิด

“ย้อนไปตอนนั้น ผมไม่รู้สึกว่ามันสมควรเลยนะ” แลมพาร์ด กล่าว

“เขาพูดขึ้นทันทีหลังเกมจบ ซึ่งบางครั้งอารมณ์ก็มีผลกระทบต่อความคิดเห็น ยิ่งกับการที่ผมเพิ่งทำประตูตีเสมอได้มันยิ่งแล้วใหญ่”

“ส่วนตัวผมคิดว่าจะรักหรือไม่รัก มันก็ควรถูกตัดสินโดยแฟนบอลหรือสโมสรมากกว่า และผมก็ได้พิสูจน์แล้วด้วยการกลับมาเป็นผู้จัดการทีมกับที่นี่”

หากไม่คิดถึงเรื่องที่เจ้าตัวขโมยสองแต้มออกมาจากมือเชลซีแล้ว แลมพาร์ดยังได้รับการสดุดีและการต้อนรับเยี่ยงวีรบุรุษหลังสิ้นเสียงนกหวีดที่เอติฮัด จากแฟนๆ เชลซีที่เดินทางมาชมเกม เนื่องจากพวกเขานั้นยังไม่ได้ร่ำลากันอย่างเป็นทางการที่เดอะบริดจ์เลย และจากการต้อนรับอย่างอบอุ่นนี้ทำให้แลมพาร์ดโล่งใจอย่างยิ่งที่ได้พัฒนาความสัมพันธ์กับเหล่าแฟนบอลไปอีกขั้นหนึ่ง

“ผมค่อนข้างกังวลนะ กับการต้องย้ายไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้หลังอยู่ที่นี่มา 13 ปี” แลมพาร์ด กล่าว

“ตอนนั้นในวัย 36 ปี ผมแค่คิดว่ามันคือสิ่งที่ต้องทำ ใจผมมีเหตุผลเรื่องความรู้สึกที่มีต่อสโมสรนี้ แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ, ความท้าทาย, และช่วงเวลาที่ไม่ได้ลงเล่นก่อนไปนิวยอร์ค ซิตี้ ทุกอย่างมัดรวมกัน จนทำให้เกิดการติดสินใจที่ไม่ใช่เรื่องง่ายนั้นขึ้นมา”

“ปฎิกิริยาที่ผมได้จากแฟนเชลซีในวันนั้นมันคืออะไรที่มีผลต่อจิตใจไม่น้อย นับตั้งแต่วันนั้นมาถึงตอนนี้ผมก็ยังคงรู้สึกได้”

เรื่องราวเลยผ่านมา 5 ปี วันนี้แลมพาร์ดกลับมายังบ้านหลังเดิมที่เชลซีอีกครั้ง พร้อมยอมรับว่าได้รับประสบการณ์มากมายในเรื่องของเกมลูกหนังระหว่างค้าแข้ง 1 ฤดูกาลกับแมนฯซิตี้ โดยเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายอาชพค้าแข้ง ความคิดที่จะเปลี่ยนสายไปเป็นเฮ้ดโค้ชเริ่มแล่นเข้ามาในหัว และการได้โอกาสร่วมงานกับมานูเอล เปเญกรินี่ รวมถึงเพื่อนร่วมทีมกลุ่มใหม่ๆ เป็นอะไรที่ตัวเขาเองนั้นรู้สึกว่าเกิดเป็นประโยชน์ติดตัว

“ผมอยากปอดฉากอาชีพที่เชลซีนะ แต่มันก็ไม่ได้ออกมาแบบนั้น” แลมพาร์ด กล่าวเสริม

“โดยภาพรวมผมคิดว่าทุกอย่างไปได้สวยในปีที่ผมอยู่ที่แมนเชสเตอร์ มันให้ประโยชน์ผมถึงที่สุดในแง่ของสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้ในฐานะผู้จัดการทีม”

“มันช่วยเปิดโลกของผมสู่สโมสรอื่น ,โครงสร้างอื่นๆ,ห้องแต่งตัวแบบอื่น,ปรัชญาการคุมทีมแบบอื่น และต่อมาก็เป็นนิวยอร์ค ซิตี้ ที่ช่วยทำให้ความคิดในเรื่องสเต็ปต่อไปในชีวิต เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง”

“เพราะฉะนั้นหากมองย้อนกลับไป ผมคงไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจหรือรู้สึกแย่แล้ว ไม่แม้แต่การตัดสินใจย้ายจากเชลซี”

ติดตามเกมการแข่งขันคืนวันนี้ได้ทางแอป 5th Stand